วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ณัฏฐ์ กิตติสาร ( อาร์สยาม ) 126


ณัฏฐ์ กิตติสาร อาร์สยาม หนุ่มนักดนตรีอารมณ์ดีจากดินแดนล้านนา ผู้สร้างสรรค์งานเพลงแนวลูกทุ่งคำเมือง มีเสน่ห์ด้วยสำเนียงการร้องที่นุ่มหู สื่ออารมณ์เพลงกลิ่นเหนือได้อย่างอบอุ่น ซึ้ง จริงใจสไตล์เพื่อชีวิต มีความสามารถเล่นดนตรี โดยเฉพาะกีตาร์ไฟฟ้า และกีตาร์โปร่ง มีชื่อจริงว่า พงษ์ณภัฒฐ์ กิตติสาร ( บ้างก็ว่าใช้ชื่อ "พงรชต " ) เกิดเมื่อ 17 มิถุนายน 2511 มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านท่าเรือ อ.เมือง จ.พะเยา พ่อคือหนานตุ้ย กิตติสาร แม่คือแม่ปั๋น เป็นลูกคนเดียว จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนพะเยาวิทยาคม หลังจากนั้นก็สอบเข้า มช.ซึ่งผลการสอบ ปรากฏว่าสอบผ่าน แต่ฐานะทางบ้านที่ไม่เอื้ออำนวย จึงไม่ได้เรียน จึงเริ่มต้นชีวิตการทำงานตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา


กล่าว ถึง หนานตุ้ย กิตติสาร พ่อบังเกิดเกล้าของ ณัฏฐ์ กิตติสาร อาร์สยาม หากเป็นคนพะเยาและจังหวัดใกล้เคียง ก็จะรู้จักกันดี เพราะได้รับเลือกเป็นบุคคลดีเด่นด้านวัฒนธรรมของจังหวัดพะเยา เพราะเชี่ยวชาญด้านการแสดงพื้นเมืองทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น คร่าว, จ๊อย, ซอ และดนตรีพื้นเมือง



ช่วง เย็นๆ พ่อก็จะมาเล่นให้ลูกชายโทนดู บางครั้งก็หยิบสะล้อมาเล่น หรือซึงมาดีดและก็มีหลายครั้งที่หยิบใบไม้มาเป่าเป็นเพลง ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดวิชาที่ลูกไม่สามารถจดจำและทำได้เลย เมื่อมีงานแสดงก็จะนำลูกชายไปด้วยเสมอ และสอนให้เล่นซึง และขลุ่ย สิ่งเหล่านี้ทำให้ณัฏฐ์ซึมซับศิลปวัฒนธรรมและดนตรีพื้นเมืองมากพอสมควร

ขณะ ที่เรียนอยู่ เขาจะเข้าร่วมชมรมดนตรีพื้นเมืองเสมอ แต่ก็เล่นเครื่องดนตรีสากลควบคู่กันไปด้วย เพราะมีเพื่อนสนิทที่เป็นนักร้องเพลงสากลของโรงเรียน จึงยืมกีตาร์ของเพื่อนมาเล่น และก็เล่นเรื่อยมา

หลัง จากที่รู้ตัวว่าไม่สามารถเรียนต่อ แม้จะสอบติดที่มช. แต่ไม่มีทุน จึงเริ่มต้นการทำงาน โดยเดินทางมาอยู่ที่เชียงใหม่ โดยอาศัยอยู่กับญาติคนหนึ่งที่มาตั้งรกรากอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ณัฏฐ์ทำงานที่แรกก็คือห้างตันตราภัณฑ์ ท่าแพ ในตำแหน่งพนักงานทำความสะอาด ช่วงนั้นประมาณปี 2530 เขาต้องทำความสะอาดทุกอย่างตั้งแต่ป้ายหน้าห้าง, ห้องน้ำ ยันห้องทำงาน 

ในขณะที่ทำงานอยู่นั้น ก็ได้มารู้จักกับพนักงานแนะนำสินค้า ที่ได้ชวนให้มาลองขายของ เขาจึงลาออกจากการเป็นพนักงานทำความสะอาด และมาสมัครงานที่กรุงเทพ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง สินค้าที่ได้ขายก็คือ ร้องเท้าหนัง และถูกส่งตัวไปขายประจำที่ โคราช เขาฝึกงานที่นั่นประมาณ 3 เดือนก็ได้บรรจุเป็นพนักงาน ตระเวนขายของแถวอีสานเป็นเวลา 3 ปี เช่น อุดรธานี และขอนแก่น เป็นต้น

จากนั้นก็ถูกส่งตัว ไปภาคใต้ ที่แรกก็คือหาดใหญ่ ซึ่งขณะที่เป็นพนักงานขายไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สิ่งหนึ่งที่ณัฏฐ์ไม่เคยลืมก็คือการเล่นดนตรี และมักจะเป็นมือกีตาร์ประจำวงเหล้าเสมอ 

และที่ หาดใหญ่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักร้อง และนักดนตรีอา ชีพ โดยไปร่วมแจมกับเพื่อนๆ ที่ร้านอาหาร และมีการบันทึกเทปเพื่อนำไปขายให้กับเพื่อนในห้างด้วย ผู้ที่เป็นเจ้าของไอเดียก็คือ สมบัติ เจียมคลัง  ผจก.ของยิว คนเขียนเพลง เจ้าของเพลงดัง คำสัญญาที่หาดใหญ่ นั่นเอง

ประมาณ ปี 2534 ก็มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแม่เสียชีวิต เหลือพ่ออยู่คนเดียว เขาจึงต้องลงมาอยู่ด้วย จึงย้ายมาทำงานที่เชียงใหม่เพื่อให้ใกล้พะเยามากขึ้น จะได้ไปมาหาสู่สะดวก ส่วนกลางคืนก็ไปเล่นดนตรีในร้านอาหารย่านไนท์บาซ่าร์ ร้านแรกที่ณัฏฐ์เล่นดนตรีเป็นอาชีพก็คือ ร้านเจเฮาส์ ร้านเล็กๆ ตึกข้างโรงพักภูพิงค์ ตรงข้ามทางเข้า มช. เป็นร้านอาหารดนตรีเพื่อชีวิต ซึ่งที่นี่เองก็มีนักดนตรีฝีมือดีหลายคนเล่นอยู่ ปัจจุบันก็กลายเป็นเบื้องหลังไปกันหมดแล้ว เช่น อ้ายนุ้ย แบคอัพของสุนทรี เวชานนท์ เป็นต้น นอกจากร้านนี้แล้วยังตระเวนวิ่งรอกอีกหลายร้านที่เหลืออยู่ในปัจจุบันนี้ เช่น เก๋ากึ๊ก, ตำนานโฟล์ค เป็นต้น ช่วงนี้เขาเล่นทั้งแบบโฟล์คซองและแบบเต็มวง

ประมาณ ปี 2540 อ.นพ ซีเอ็ม และ วิทยา เชื้อคีตา ที่ทำอัลบั้มชุด ออด กรุแตก ชุดแรกที่โด่งดังมาก มีโปรเจคอัลบั้มชุดหนึ่ง โดยคอนเซปต์ก็คือต้องการคนร้องที่มีน้ำเสียงคล้ายพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ทั้งสองคนได้มานั่งที่ร้านอาหารที่ณัฏฐ์เล่นอยู่ และเขาถูกขอให้ร้องเพลงของพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ เขาจึงร้องให้ฟังสองเพลง เมื่อลงจากเวทีทั้งคู่ก็เรียกไปพบและชักชวนให้ไปเทสต์เสียง ซึ่งแท้จริงแล้ว ณัฏฐ์ไม่เคยคิดเรื่องการออกอัลบั้มเพลงหรือเป็นศิลปินเพลงแบบเต็มตัวเลย เพียงแต่ต้องการหางานทำ มีรายได้เสริมจากงานหลักเท่านั้นเอง แต่เมื่อโอกาสมาถึงก็อยากลองดู ปรากฏว่าหลายคนที่ไปร่วมเทสต์เสียงด้วยไม่ผ่าน ดังนั้นณัฏฐ์จึงได้ร้องเพลง สาวป่าบง ซึ่งอัลบั้มชุด ม่วนสะเด็ด สังกัด ฮันนี่สตูดิโอ นี้ จะมีนักร้องทั้งหมดสามคน โดยนอกจากณัฏฐ์แล้วก็มี ตู่ ดารณี และ อ้ายตุ่น นักร้องเสียงคาราบาว

จากนั้นก็มีผลงาน “ตึ๊ด ตึ๊ด ชึ่ง" สังกัด ฮันนี่สตูดิโอออกมาอีกหนึ่งอัลบั้ม เป็นเพลงเมดเล่ย์ สามช่าสนุกๆ เอาไว้เต้นตอนปีใหม่ แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อัลบั้มที่สาม ก็มาร่วมงานกับ อ้อ พิมพินันทน์ ในชุด กลับมาแล้ว แนวเพลงเพื่อชีวิต ผสานคำเมืองและดนตรีพื้นเมือง สังกัด PPN.GROUP เพลงเด่นๆ เช่น สัญญาข้างกองไฟ, แค่เมียน้อยบนดอย ทุกวันนี้ก็ยังถูกขอให้ร้องเพลงนี้เสมอ อัลบั้มต่อมาก็คือ ย้อนรอยอดีตเพลงดัง  แนวลูกทุ่งคำเมือง มีทั้งจังหวะช้า-เร็ว ที่ทำกับ PN เอ็นเตอร์เทนเมนท์

ต่อมา เขาไปเทสต์เสียงกับ พี่มืด หรือ มาร์ค ใบเตย นักแต่งเพลงชื่อดังของเมืองไทยซึ่งต้องการนักร้องใหม่ ครั้งนั้นก็มีหลายคนมาทดลอง พอดีสถานที่ในการเทสต์เสียงครั้งนั้นก็คือบ้านของครูแอ๊ด ภานุทัต  อภิชนาธง ซึ่งก็ติดกับบ้านของณัฏฐ์พอดี ด้วยความสนใจจึงเข้าไปดูด้วย มาร์ค ใบเตย จึงชักชวนให้เขาลองเทสต์เสียงดูเป็นคนสุดท้าย และปรากฏว่าเขาผ่านการคัดเลือกในที่สุด



มาร์ค ใบเตย จึงวางให้เขากับ ครูแอ๊ด ออกอัลบั้มร่วมกัน ซึ่งขณะนั้น ครูแอ๊ด ก็เตรียมออกอัลบั้มของตนอยู่แล้วมีเพลง คนหัวล้าน และ ป๋าเบื่อ และเมื่อมารวมกัน พวกเขาจึงใช้ชื่อว่า “เดอะ สะล้อ”

ณัฏ ฐ์ กิตติสาร กล่าวถึงที่ว่าของคำว่า “เดอะสะล้อ”ว่า “เมื่อก่อนในทีมจะมีกัน 3 คน ก็คือ ณัฏฐ์ กิตติสาร, น้องปฏิญญา ตั้งตระกูล และ ครูแอ๊ด รวมกันในชื่อ เดอะ สลำ หลังจากเหตุการณ์ที่ทั้งสามคนไปเป็นกรรมการตัดสินประกวดโฟล์คซองที่ราชภัฏ ช่วงรวมคะแนน มีเวลาว่างอยู่ ทั้งสามคนจึงขึ้นร้องเพลงคั่นเวลา ปรากฏว่าฮาตรึมกันทุกคน แรกๆ ตั้งใจเล่นครึ่งชั่วโมง กลายเป็นกว่าจะเลิกได้ปาเข้าไปสองชั่วโมงเห็นจะได้ เมื่อสลำเล่นด้วยกันแล้ว จึงเริ่มใช้ชื่อ เดอะสลำ ตั้งแต่นั้นมา” จนมาถึงช่วงที่ น้อง ปฏิญญา แยกตัวออกไปทำอัลบั้มเดี่ยว เหลือเพียงสองคน จึงตกลงเปลี่ยนชื่อเป็น “เดอะ สะล้อ” แทน ซึ่งอัลบั้มนี้ก็โด่งดังทะลุฟ้า เพลงของ ครูแอ๊ด ก็คือ คนหัวล้าน กับ ป๋าเบื่อ ซึ่งแต่งโดย ประเสริฐ คาร์เนชั่น ประธานชมรมศิลปินล้านนา ส่วนเพลงของณัฏฐ์ ก็คือนางฟ้าลืมดอย เป็นแนวสตริงจะเป็นแฟนเพลงอีกกลุ่มหนึ่ง

ต่อมา ณัฏฐ์ กิตติสาร ได้ออกผลงานเดี่ยวกับค่ายอาร์สยามโดยใช้ชื่อว่า ณัฏฐ์ กิตติสาร อาร์สยาม โดยซิงเกิ้ลแรกก็คือเพลง ไม่ต้องเป็นแฟนเก็บ ผู้แต่งก็คือ ฟ้า ยศสรัล หรือ กรวลี สีขาว เนื้อหาของเพลงเป็นเรื่องราวของสังคมในปัจจุบันที่มักมีตัวสำรอง ซึ่งเพลงนี้ก็น่าจะเป็นเพลงปิดท้ายกระแสนี้แล้ว เพราะคิดว่าน่าจะมีสักคนที่พร้อมจะยอมรับและซับน้ำตาคนที่เป็นตัวสำรองเหล่า นั้น โดยยกให้เป็นตัวจริง ไม่ต้องเป็นตัวสำรองอีกต่อไป

ตาม มาด้วยเพลงโยนแฟนเขาทิ้ง    คำร้องทำนองโดย  อัฐพล ต้นคำ และผู้เรียบเรียงก็คือมาร์ค ใบเตย  เนื้อหาของเพลงนี้ต่อเนื่องจากเพลงแรก โดยเป็นกำลังใจให้กับคนที่รักคนมีเจ้าของ แล้วกำลังพยายามตัดใจโยนแฟนเขาทิ้งออกจากหัวใจให้ได้





โดย คันทรี่แมน

 

กลับไปที่ www.oknation.net