วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมต้อง ยึดครอง วอลสตรีท? ..หรือยึดครองโอ๊คแลนด์ ..ฟิลาเดลเฟีย ..ลอนดอน ..โตเกียว & ที่อื่นๆ?


A photograph of Iraq War veteran Scott Olsen is seen Thursday at a vigil. Olsen was severely injured during a standoff between police and protesters in Oakland, Calif., two days earlier. He remains hospitalized.

ภาพถ่ายของ Scott Olsen อดีตทหารที่เคยรบในอิรัค ที่บาดเจ็บสาหัสและยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล หลังจากผู้ประท้วงปะทะกับตำรวจในการ "ยึดครองโอ๊คแลนด์" ในแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา (Justin Sullivan/Getty Images)

*_*

"การทำลายล้าง" นายเอ็ดเวิร์ด โกลด์เบิร์ก ผู้ประท้วงรายหนึ่งในกลุ่ม "ยึดครอง วอลสตรีท" อธิบาย "นี้เป็นปัญหาอย่างยิ่งเพราะอำนาจดิบของ'ตลาดโลก'มีมากเกินกว่าความสามารถของระบอบประชาธิปไตยที่ทันสมัยจะปกป้องพลเมืองของตนที่จะต่อต้านกับอำนาจนี้"

-ปัจจุบัน "อำนาจดิบของ 'ตลาดโลก' น่ากลัวกว่าอำนาจของ 'ทหาร'

อำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบของตลาดทั่วโลกเป็นอาวุธใหม่ของการทำลายที่ยิ่งใหญ่ (WMD) นี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองบางอย่างคุกคาม --เช่นความสัมพันธ์ของปากีสถาน กับ อินเดีย หรือในตะวันออกกลาง --จะไม่น่าเป็นห่วง แต่ความเป็นจริงสำหรับโลกอุตสาหกรรม กองทัพจะน่ากลัวน้อยกว่าความตกต่ำทางเศรษฐกิจ วันนี้การเมืองจะถูกกำหนดโดยทางเศรษฐศาสตร์และความสามารถของประเทศที่จะอ่อนน้อมยอมรับบัญชาในอำนาจของตลาดโลกเพื่อ “ผลประโยชน์ของประเทศ”

-อำนาจของ 'ตลาดโลก' นี้ไม่มีใครตรวจสอบ และถูกปล่อยให้ระบาดไปทั่วโลกอย่างเสรี โดยไม่มีใครสงสัยใน 'อันตราย'ของมัน

-ผู้เขียนได้เปรียบเทียบอันตรายนี้ว่าเป็นเ 'อาวุธใหม่' ที่มีการ 'ทำลายล้าง ที่ยิ่งใหญ่' เช่นเดียวกับ 'อาวุธนิวเคลียร์' หรือ 'การปล่อยเชื้อโรคระบาด' ที่ฆ่าคนได้เป็นจำนวนมาก- Weapon of Mass Destruction'(WMD)"

-ผลของมันคือ "ประเทศชาติไม่สามารถปกป้อง 'อธิปไตย' และ 'ประชาชน' ของตนเองจากการคุกคามของอำนาจนี้ได้

-นี่ไม่ได้หมายความว่าการคุกคามนี้จะไม่ขยายตัวไปในทางภูมิศาสตร์
-ไม่มีใครตั้งคำถามถึงสิ่งมหัศจรรย์ของตลาดเพื่อสร้างการเจริญเติบโตและนวัตกรรมใหม่ๆที่ไกลเกินฝันของทุกคน และประโยชน์ของการตลาดเสรีที่มีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดนี้  ..???
 
วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ ..มักจะพูดถึงพันธมิตรทางธุรกิจที่ไม่แน่นอน "มิสเตอร์ ตลาด" เขาบอก "ต้องการที่จะซื้อหุ้นหรือขายหุ้นให้คุณ คล้ายๆกับการซื้อหรือขายการค้าหรือธุรกิจ"

-นายวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ อภิมหาเศรษฐี ที่ร่ำรวยจากการซื้อขายหุ้น เรียกมันว่า "มิสเตอร์ ตลาด"

"คำถามก็คือ ผลที่เกิดขึ้นเมื่อ 'มิสเตอร์ ตลาด' ซื้อหรือขายประเทศ?.. เมื่อเขาต้องการประสิทธิภาพของแรงงานจำนวนล้านตำแหน่งย้ายออกจากประเทศ? -- หรือ 'มิสเตอร์ตลาด' ..สั่งให้กองกำลังในประเทศดำเนินการอย่างเข้มงวด จนกระทั่งไม่เหลือช่องว่างสำหรับความเติบโตและไม่มีทางออกสำหรับแก้ปัญหาของพวกเขา?"

-"มิสเตอร์ ตลาด" นี้สามารถซื้อขายประเทศได้ เช่น ถ้าเขาเห็นว่าประเทศไทยไม่เหมาะกับการลงทุนเพราะน้ำท่วม เขาก็ "ย้ายอุตสาหกรรมของพวกเขาออกจากประเทศไทยไปลงทุนในประเทศอื่น ทำให้ "คนตกงานนับหมื่นนับแสนคน" GDP หดหาย เศรษฐกิจของชาติก็จะตกต่ำถึงล้มละลายได้ .. บริษัทจัดอันดับเครดิตที่เป็นเครื่องมือของพวกเขา ก็จะลดเกรดประเทศไทยลงไป สมมุติว่าเป็น AA++ ก็อาจจะเป็น AA+ หรือ A+ หุ้นไทยก็จะตกลงอย่างกระทันหัน เพราะนักลงทุนต่างชาติก็จะหอบเงินหนีไปยังตลาดอื่นทันที ประเทศอื่นๆก็จะไม่มีใครหันหน้ามาคบกับประเทศไทย ....ก็ใครจะอยากคบกับประเทศที่ล้มละลาย ไม่น่าเชื่อถือละ ..จริงไหมคะ..เอวัง..!

-ดังนั้น ผู้นำประเทศต้องง้อ หรือต้องเอาใจ "มิสเตอร์ ตลาด" เพื่อไม่ให้เขาย้ายฐานการผลิตออกไป

ในโลกใหม่ของเรา(โลกาภิวัตน์)..รัฐบาลไม่ได้อยู่กับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ข่าวลือจะถูกกระจายไปในประเทศฝรั่งเศสที่สำคัญเกี่ยวกับธนาคาร Société Générale -- และ 401(k)ของชนชั้นกลางชาวอเมริกันที่เสื่อมค่า ประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวและการผลิตรถยนต์ของสหรัฐตก..!

-ปัจจุบัน รัฐบาลต้องนอนสะดุ้งผวา ตื่นขึ้นมาก็ต้องรีบเปิดเน๊ตไปฟัง 'ข่าวลือ' เงี่ยหูฟังว่าประเทศไหนมีข่าวร้าย มีน้ำท่วมที่ไหน แผ่นดินไหวหรือสึนามิไหม ไฟไหม้ไหม เฮอริเคนหรือไม่ ภูเขาไฟระเบิดหรือเปล่า ..ที่ไหน ..อย่างไร ..และนำข่าวมาร่อน เพื่อจะ "คาดคะเน" สถานการณ์ว่าวันนี้ "มิสเตอร์ ตลาด" จะหอบเงินไปทางไหน?

สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือความจริงของรัฐบาล ที่ต้องมีการคิดคำนวนในภาคการเงิน สัญญาแลกเปลี่ยนเครดิตที่ถูกสร้างขึ้นในปลายปี 1990 ส่วนหนึ่งที่จะประกันความเสี่ยงตราสารหนี้และอธิปไตย โดยการขายความเสี่ยงที่ในตลาดโลก กฏระเบียบได้กลายเป็นโรคติดต่อข้ามชาติ ที่เป้าหมายที่ควรจะมีความเสี่ยงที่จะ จำกัด การใช้เครื่องมือเหล่านี้มีการแพร่กระจายความเสี่ยงของทั่วโลก -- และมีการลงทุนในกระบวนการของการบรรเทาหรือปลดเปลื้องความรับผิดชอบของตนอย่างเต็มที่ จากน้ำหนักความเสี่ยงที่อาจจะมีขึ้น

-เพื่อไม่ให้คนเหล่านี้เป็น "โรคประสาท" ..หรือ.. "จิตตก" เพราะความ ..'หวาดผวา' ..เพราะข่าวลือจนไม่กล้าเอาเงินมาลงทุน พวกนักการเงินการธนาคารสมองใสที่ไขลานอยู่เบื้องหลัง "มิสเตอร์ ตลาด" ได้สร้างเครื่องมือระงับความ 'หวาดผวา' ขึ้นมาให้เขามั่นใจเรียกว่า "ประกันความเสี่ยงตราสารหนี้และอธิปไตย" (Credit default swap )

-มันคือ "ประกัน" ชนิดหนึ่งเช่น ..ถ้าคุณจะลงทุนซื้อบ้านสักหลัง หรือซื้อรถสักคัน  ธนาคารก็ให้คุณซื้อประกันความเสี่ยงไว้ --พนักงานสินเชื่อจะบอกคุณว่า "ถ้ากลัวว่าถ้าคุณตายไป หรือตกงาน และจะไม่มีใครส่งต่อ คุณก็ประกันความเสี่ยงนี้ไว้  (จ่ายค่าบ้าน + ค่าประกัน) --ถ้าคุณตายไป ลูกๆหรือคนข้างหลังไม่ต้องจ่ายต่อ ..บ้านและรถก็จะเป็นของลูกๆและคนที่อยู่ข้างหลัง"

ไดนามิกของการบริหารเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดในภาวะวิกฤตยูโรโซนในปัจจุบัน รัฐบาลยุโรปถูกบังคับให้เขย่งเท้าและชะเง้อคอรอบๆ การแลกเปลี่ยนเครดิตที่ขายกับพันธบัตรกรีก อิตาลีและสเปน เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดแลกเปลี่ยนเครดิตทั่วโลกแกว่งหรือแล่นตกรางในตลาดที่มีมูลค่า $ 26,300,000,000,000(26.3 ล้านล้านเหรียญอเมริกันดอลล่าร์)

-หลังจากมี Credit default swap นี้ขึ้นทำให้คน 'กล้าเสี่ยง' ในการลงทุนมากขึ้น ธนาคารกล้าให้คนยืมเงินมากขึ้น คนกู้ก็กล้ากู้เงินมากขึ้น ผลสุดท้ายก็ประสบปัญหาดังที่เห็นอยู่ในประเทศกรีซ ที่ธนาคารในยุโรปโดยเฉพาะเยอร์มันและฝรั่งเศส ให้กรีซกู้เงินจำนวนมหาศาลแล้วไม่มีเงินใช้หนี้ --ผู้นำประเทศเช่นเยอร์มันและฝรั่งเศส กลัวว่าถ้ากรีซไม่จ่ายเงินคืน ธนาคารเหล่านั้นจะล้ม ประชาชนที่ฝากเงินกับธนาคารจะสูญเสียทรัพย์สินและเงินบำเน็จบำนาจของตนที่ลงทุนไปในตลาดหุ้น จึงพยายามช่วยเหลือกรีซ ด้วยการให้ยืมเงินเพื่อเอามาโปะคืนธนาคาร แล้วกรีซก็มีหนี้เพิ่ม ไม่รู้จักจบ ..และธนาคารก็จะไม่ล้ม ประชาชนที่ฝากเงินไว้กับธนาคารก็จะไม่เสียทรัพย์สินและบำเน็จบำนาญ ที่รัฐบาลโง่เอาไปลงทุนกับ "มิสเตอร์ ตลาด"

(โอ๊ย! ...เหนื่อยค่ะ  ..วิ่งตามลูกโซ่ เล่ห์เหลี่ยมของ 'มิสเตอร์ ตลาด' ไม่ทัน)

นี่แหละค่ะจึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ยึดครองวอลสตรีท ...หรือยึดครองโอ๊คแลนด์ ..ฟิลาเดลเฟีย ..ลอนดอน ..โตเกียว & ที่อื่นๆ?" ขึ้นมา ..เป็นปรากฏการณ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังยากจน ถึง 99% --ที่เป็นคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำใช้แรงงานแลกอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ต้องออกมา "ประท้วง" พวกเขาต้องการให้ รัฐบาล "หยุด" สนับสนุน และ หยุดเอาเงินภาษีอากรของประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนเหล่านี้ไปช่วยพยุงสถานะของ "มิสเตอร์ตลาด"  ที่ร่ำรวยมหาศาลเสียที ..!!!

-และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตมาจาก สิ่งนี้ค่ะ ...

Failure of leadership
ความล้มเหลวของการเป็นผู้นำ
Failure of leadership
ความล้มเหลวของการเป็นผู้นำ
Failure of leadership
ความล้มเหลวของการเป็นผู้นำ
Failure of leadership
ความล้มเหลวของการเป็นผู้นำ 

-คุณจะเอาคนโง่ขนาดไหนมาเป็นผู้นำก็ได้ ขอให้อุปโลกขึ้นมา แค้คนๆนั้นต้องเป็นคนที่ "มิสเตอร์ ตลาด"พอใจคือประกาศตัวว่าเป็นทาสของ "ตลาดเสรี" ... (ยกตัวอย่างพอเกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย 'มิสเตอร์ตลาด' ส่งเรือรบมาเทียบท่าคอยไว้ที่อ่าวไทย --ในนามของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ (ร่วมตลาด) ..แต่อ้างว่ามาในนามของการช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ธรรม--เพื่อสื่อถึงทหารว่า 'อย่านะ.. อย่ากำแหง ..อย่าหือ ..อย่าขยับ..กับ 'นังชะนีงี่เง่า หัวกลวง' ที่เป็นเพื่อน 'มิสเตอร์ ตลาด' นะ!)
 
นี่คือ....ความล้มเหลวทางประวัติศาสตร์ของผู้นำทางการเมืองของอเมริกา ..ที่เห็นได้ชัด คือการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ในขณะนี้ --เป็นส่วนประกอบสำคัณอย่างมาก ในทางทฤษฎีไม่ควรที่ใครจะเงี่ยหูฟังมากกว่าสมาชิกสภาอเมริกันที่ต้องการทำสัญญาการจ้างงานของเขา หรือต่ออายุงานโดยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในทุกสองปี

แต่ไม่ว่ามันเป็นเพราะการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างไม่ยุติธรรม หรืออาจจะเป็นเพราะช่วงเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์มีนวัตกรรมใหม่เล่นเข้ามาในความคิดของอเมริกา -- สภาคองเกรสของสหรัฐฯล้มเหลวในการมองเห็นหรือตอบสนองต่อคลื่นของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของอเมริกาที่ถูกบังคับโดยตลาดทั่วโลก
 
มันเป็น ..ความล้มเหลวของอเมริกาที่จะปกป้องพลเมืองของตนกับการคุกคามหนักยิ่งขึ้นของตลาดเสรี ได้ส่งสัญญาณอันตรายไปยังประเทศที่ตลาดยังไม่เป็นระเบียบของตัวเอง ...นั่นคือความไว้วางใจในความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหา

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ที่อเมริกามีการจัดตั้งหลักการขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่า "The New Deal" หรือมีการ "จัดระเบียบใหม่" ด้วยการที่รัฐบาลจะ "สร้างหลักประกัน" เพื่อปกป้องประชาชนของตนจากผลกระทบข้างเคียงในทางลบของการพัฒนาอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 และ 20 แต่หลักการนั้นไม่ได้รับการตอบสนองในวันนี้ นั่นก็คือประชาชนชาวอเมริกันไม่ได้รับการปกป้องในโลกโลกาภิวัตน์

ดังนั้นเราจึงได้เห็นการออกมาประท้วงกลางถนน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ..ยึดครองวอลสตรีท..ยึดครองฟิลาเดลเฟีย ..ยึดครองโอ๊คแลนด์ และที่กำลังแพร่กระจายกันไปทั่วโลก ..และขณะนี้มีกลุ่มขวาตกขอบของพรรค ทีปาร์ตี ที่แม้ว่าหลักการจะใกล้เคียงกับพวก อนาธิปไตยอเมริกัน --(ปกครองโดยฝูงชน)ของ โยสิยาห์ วอร์เรน (Josiah Warren) ที่ในตอนแรกเชื่อมั่นใน "โลกไร้พรมแดน ที่สินค้าและบริการส่งผ่านอย่างเสรีโดยเอกชน -- ซึ่งเป็นคนละขั้วสุดกับกลุ่ม ยึดครองวอลสตรีทฯ -- แต่ได้รับผลกระทบอย่างเจ็บปวดจากแหล่งที่มาเดียวกันนั่นคือ "โลกาภิวัตน์" จึงยอมจับมือกันเป็นภาคี ต่อต้านรัฐบาล

"ทำไมเราจะต้องไว้วางใจในรัฐบาล ..ในเมื่อรัฐบาลล้มเหลวในการปกป้องระบบ ที่ปกป้องคนส่วนใหญ่ --เช่นชาวอเมริกันชั้นกลาง--ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงหรือถูกคุกคามโดยโลกาภิวัตน์?"

นั่นคือคำถามของพวกเขา..ที่กระจายไปทั่วโลก..!!!

เพราะไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือพันธมิตรดั้งเดิมของพวกเขาในยุโรปก็ตกอยู่ในภาวะไร้ผู้นำ (leaderless)ที่คล้ายกัน ในการตัดสินวิธีการที่จะเผชิญหน้ากับสภาวะเศรษฐกิจของโลก --รัฐบาลเลือกตั้งมีหน้าที่เพียงมองผลประโยชน์ที่เป็นบวกของตลาดโลก -- และละเว้นความท้าทายและภัยคุกคามที่มีต่อประชาชนของตน

สถานการณ์เช่นนี้ได้สร้างความกระวนกระวายให้กับชาวอเมริกัน(และทั่วโลก)ที่เคยมีความหวัง มองโลกในแง่ดี และเชื่อมั่นในประเทศอเมริกา(และประเทศอื่นๆที่ตามก้นอเมริกาฯ) --พร้อมกับการเยาะเย้ยถากถางและการกระทำที่ไกล้ขอบของอนาธิปไตย -- ในขณะที่ในยุโรปก็มีการรวมกลุ่มเพื่อต้องการเกาะเกี่ยวกันเพื่อผลตอบแทนแคบๆแบบดั้งเดิม

ความวิปริตผิดธรรมดาของปกครองที่เกิดขึ้น --ในขณะที่ความต้องการผู้นำที่แข็งแกร่ง จากส่วนกลาง เป็นสิ่งจำเป็น --เนื่องจากความกลัวในกระแสโลกาภิวัตน์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการบังคับ "กบฏต่อต้านรัฐบาล" --หรือ ..มีความต้องการตัวผู้นำที่เป็นอิสระ (มีอำนาจเต็ม)ที่จะกระทำการรุนแรงเพื่อตอบสนองต่อวิกฤติที่เกิดขึ้น -- เป็นการทดลองเพื่อหาโซลูชั่นที่จะทำงานได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมใหม่นี้...???

*_*

Maira&Google แปลและเรียบเรียง (จากไหนสักแห่ง กำลังหาแหล่งที่มาค่ะ) ...ให้เพื่อนๆอ่านคั่นเวลาหลังจากเครียดๆที่ถูกน้ำท่วม ..!!! มันเป็นปัญหาของโลกปัจจุบันที่กำลังกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง พร้อมกับ 'ตลาดเสรี' ..ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้เราก็จะเข้าใจด้วยว่า ..อะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา --หรือ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่แล้วในขณะนี้?? -- เป็นต้นว่า เมื่อน้ำเหนือไหลบ่า ..รัฐบาลพร้อมจะปกป้อง พื้นที่อุตสาหกรรม มากกว่าเรือกสวนไร่นาและบ้านเรือนประชาชน ?-- หรือรัฐบาลทำทุกอย่างเพราะกลัว 'ทุนต่างชาติ หนี' ..แต่ยอมให้ประชาชนจมน้ำอย่างทั่วหน้า แต่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างทั่วถึง...???

นี่คือปัญหา ที่คนไทยควรจะคิดกันได้แล้วค่ะ ..!!! ..เพราะหลังจากน้ำท่วมเราจะได้เห็นความ "เหลื่อมล้ำ" ชัดยิ่งขึ้น ..ยิ่งขึ้น ..และยิ่งขึ้น ..

โดย Maira

 

กลับไปที่ www.oknation.net