วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิทานพื้นบ้านเขมรเรื่อง : ‘กงเฮียน' ยอดผู้กล้าจอมปลอม


        

หลายวันก่อน เพื่อนมิตรท่านหนึ่ง แวะเอาหนังสือนิทานเขมร (กัมพูชา) มาฝาก สอง – สามเรื่อง เมื่อลองพลิกอ่านดูแล้ว จากความรู้ภาษาเขมรแบบ ‘งู งู ปลา ปลา’ ที่   ’ชาวบ้านบัว’ พอจะมีติดหัวอยู่บ้างเล็กน้อย ก็เห็นว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่พอจะแปลเก็บความเอามาแบ่งปันเพื่อนมิตรให้ได้อ่านกันเล่น ๆ ผิดถูกอย่างไรก็ถือว่า ‘ผู้น้อย – ชาวบ้านบัว’ ขออนุญาตทดลองฝึกหัดวิชาภาษาเขมรก็แล้วกันนะครับ

 เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า...

 

นานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งชื่อว่า ‘กง’ เขาคนนี้มีเมียสาวสองคนซึ่งอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน คนหนึ่งชื่อ ‘เอือม’ ส่วนอีกคนชื่อ ‘อิม’ 

วันหนึ่ง – นาย ‘กง’ ได้ชักชวนเมียสาวทั้งสองคน เดินทางไปเยี่ยมญาติยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป โดยเส้นทางที่พวกเขาทั้งสามจะต้องผ่านไปนั้น เป็นป่าดงพงทึบที่เล่าลือกันว่า มีเสือร้ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่

ในแต่ละวันที่ผ่านมา ว่ากันว่า วัว ควาย หรือแม้แต่ผู้คนที่ผ่านทางไปมา ล้วนตกเป็นเหยื่ออันโอชะของเจ้าเสือร้ายตัวนี้จนแทบจะนับไม่ถ้วน ความร้ายกาจของมันดังที่ว่านี้ ทำให้น้อยคนนักที่จะกล้าย่างกรายเฉียดเข้าไปใกล้

          และแล้วเช้าวันนั้น นาย ‘กง’ กับเมียสาวทั้งสอง ก็พากันออกเดินทาง โดยหารู้ไม่ว่า ป่าดงพงใหญ่ข้างหน้าที่ตนกำลังจะผ่านนั้น มีเสือร้ายคอยซุ่มดักรออยู่ จนในที่สุดเมื่อเดินไปถึงกลางป่า เจ้าเสือร้ายตัวใหญ่ยักษ์ที่ว่า ก็โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ข้างหน้า มันแยกเขี้ยวร้องขู่คำรามดังเสียจนก้องสะท้านไปทั่วทั้งป่า จากนั้นจึงค่อย ๆ ย่างเท้าเข้ามาหานาย ‘กง’ กับเมียทั้งสองของเขา ที่ตอนนั้นกำลังตกตะลึงพรึงเพริดจนกระทั่งทำอะไรไม่ถูก

ฝ่ายนาย ‘กง’ เมื่อเห็นดังนั้น ก็ได้แต่ยืนตัวสั่นงันงก เหลียวซ้ายแลขวา เสร็จแล้วก็รีบวิ่งลนลานเข้าไปหลบอยู่ในโพรงไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ปล่อยให้เมียทั้งสองของตน ยืนเผชิญหน้ากับเจ้าเสือร้ายที่กำลังเดินดุ่มตรงเข้ามาหา กระทั่งจวนตัวนางทั้งสองจึงตัดสินใจวิ่งไปหยิบท่อนไม้ แล้วช่วยกันรุมกระหน่ำตีเจ้าเสือตัวนั้นจนสิ้นใจตายไปต่อหน้า

พลันที่มองเห็นเจ้าเสือร้ายตายสนิท นาย ‘กง’ ที่กำลังมุดอยู่ในโพรงไม้ ก็ร้องออกมาด้วยความลิงโลดใจ รีบคลานออกมาแล้ววิ่งไปหาเมียทั้งสอง จากนั้นจึงเอ่ยปากขอท่อนไม้แล้วหันมากระหน่ำตีซากเจ้าเสือร้ายอย่างไม่ยั้งมือ ฝ่ายเมียทั้งสอง เมื่อเห็นผัวของตนทำท่าเป็นคนใจกล้าอย่างนั้น ก็พากันหัวเราะชอบใจ พูดเป็นทีประชดประชันผัวตัวเองว่า

‘นี่พี่จ๋า เสือตัวนี้ฉันสองคนตีมันจนตายไปแล้ว พี่มาทำเป็นตีมันอีกทำไมเล่าจ๊ะ ทีตอนมันแยกเขี้ยวจะกินพวกเรา พี่กลับวิ่งหลบไปอยู่ในโพรงไม้ ผู้ชายอะไรกันขี้ขลาดเสียจริง ๆ ’

นาย ‘กง’ ได้ยินดังนั้นก็นึกโกรธเมียของตนเป็นอันมาก ร้องตวาดกลับไปว่า

‘นี่พวกแกคงท่าจะบ้าไปแล้ว มีอย่างที่ไหนมาบอกว่าตัวเองเป็นคนฆ่าเสือตัวนี้ มันต้องผู้ชายอย่างฉันนี่ถึงจะมีแรงกำลังสู้กับมันได้’

ว่าแล้วก็ลงมือกระหน่ำตีร่างเสือตัวนั้นอีกครั้ง เสร็จแล้วก็สั่งให้เมียทั้งสองจัดการมัดขาทั้งหน้าหลัง แล้วบอกให้ไปหาท่อนไม้มาสอดเป็นคานหาม

ก่อนค่ำ ทั้งสามก็มาถึงยังหมู่บ้าน ๆ แห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงกลางหมู่บ้าน นาย ‘กง’ ก็สั่งให้เมียวางซากเสือที่หามอยู่นั้นลงบนพื้น ระหว่างนั้นชาวบ้านชาวช่องที่มองเห็น ต่างก็พากันตื่นเต้นระคนตกใจ ร้องเรียกกันต่อ ๆ ไปให้ออกมาดูเจ้าเสือร้ายที่ตอนนี้นอนพังพาบอยู่กลางหมู่บ้าน ระหว่างนั้นชาวบ้านคนหนึ่งก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า

 ‘โอ...ท่านผู้กล้า ฉันขอถามหน่อยเถอะ ท่านไปทำยังไงถึงได้ฆ่าเจ้าเสือร้ายตัวนี้ได้ ท่านรู้มั้ยว่ามันดุร้ายจนไม่มีใครกล้าเข้าไปหากินในป่า ที่ผ่านมาทั้งชาวบ้าน วัว ควาย ต่างถูกมันกินเป็นอาหารจนนับไม่ถ้วน พวกฉันนี่นับถือท่านจริง ๆ ’

นาย ‘กง’ เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เดินวางมาดไปมา ทำเหมือนว่าตนนี่แหละเป็นผู้ที่กำราบเจ้าเสือร้ายตัวนี้ลงได้ หากแต่ไม่ทันจะพูดอะไรออกไป นาง ‘เกือม’ เมียสาวคนหนึ่งของเขาก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า

‘นี่ลุงฉันจะบอกอะไรให้ ตอนที่เสือมันออกมาน่ะ ผัวของฉันคนนี้เขาวิ่งไปอยู่ในโพรงไม้ ตอนนั้นฉันสองคนไม่รู้จะทำยังไง มองไปเห็นท่อนไม้เลยหันไปฉวยเอามาตีมันจนตายแล้วก็หามเอามาให้เห็นนี่แหละ’

ตอนนั้น พลันที่ได้ยินเมียของตนพูดสบประมาทต่อหน้าชาวบ้าน นาย ‘กง’ ก็นึกโกรธจนตัวสั่นขึ้นมาอีกครั้ง หันไปมองเมียตัวเองแล้วตวาดกลับไปอีกว่า

‘นี่พวกแกคงท่าจะบ้าไปแล้ว มีอย่างที่ไหนมาบอกว่าตัวเองเป็นคนฆ่าเสือตัวนี้ มันเป็นฉันต่างหากที่จับมันโยนใส่ต้นไม้ แล้วก็ตามไปเอาท่อนไม้ฟาดจนมันตาย มีแต่ผู้ชายเท่านั้นแหละที่จะมีแรงกำลังสู้กับมันได้ นี่ฉันทำแบบนี้’ 

พูดจบก็ทำท่าทำทางประกอบ พร้อมทั้งส่งเสียงฮึดฮัดจนดูเป็นที่น่าเกรงขามเสียยิ่งนัก  ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เมื่อเห็นดังนั้น ก็นึกสรรเสริญเยินยอนาย ‘กง’ กันเสียยกใหญ่ แล้วทุกคนต่างก็พากันให้สมญานามแก่เขาว่า ‘กงเฮียน’ หรือ ‘กงผู้หาญกล้า’

เรื่องราวการฆ่าเสือร้ายของ ‘กงเฮียน‘ เป็นที่ร่ำลือกันไปถ้วนทั่วทุกหัวระแหง จนกระทั่งล่วงรู้ไปถึงหูของพระราชา ไม่นานจากนั้นพระองค์ก็มีคำบัญชาให้เหล่าเสนาอำมาตย์ เดินทางไปตามตัว ‘กงเฮียน’ ให้มาเข้าเฝ้าอย่างเร่งด่วน พร้อมกับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพนายกอง เตรียมนำทัพรับมือกับศัตรูที่กำลังเดินทัพเข้ามาหมายจะตีเอาเมืองไปครองในไม่ช้านี้

พลันที่ได้ยินคำสั่งจากพระราชา ‘กงเฮียน’ ถึงกับหน้าถอดสี ด้วยรู้ดีว่าตนไม่ได้มีความสามารถอาจหาญอันใดเลยในการทำหน้าที่แม่ทัพ แต่ครั้นจะบอกความจริงทั้งหมดให้พระราชาได้ทรงทราบ ก็เกรงว่าจะถูกจับประหารชีวิต ได้แต่น้อมรับคำสั่งด้วยความจำใจ แต่ก็ไม่กล้าเปิดเผยให้ผู้ใดรับรู้

‘ตายแน่ละคราวนี้ โธ่เอ๊ยไม่น่าเลยเรา’ ‘กงเฮียน’ พึมพำกับตนเองเบา ๆ ขณะกลับออกมาจากเข้าเฝ้าพระราชา กระทั่งกลับมาถึงบ้านก็ได้แต่นอนเอามือก่ายหน้าผาก กระวนกระวายใจจนไม่เป็นอันกินอันนอน    

เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่งเมียทั้งสองของเขานึกสงสัย จึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า

‘พี่จ๋า มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึ ฉันเห็นนอนเอามือก่ายหน้าผากมาหลายแล้ว ข้าวปลาอาหารก็ไม่ยอมกิน บอกฉันหน่อยเถอะพี่ เผื่อบางทีฉันทั้งสองอาจจะช่วยพี่ได้’

 ‘กงเฮียน’ เมื่อได้ยินเมียของตนถามขึ้นมาอย่างนั้น ก็ตอบกลับไปด้วยสีหน้าละเหี่ยเพลียใจเป็นอย่างยิ่งว่า

‘นี่น้องรักทั้งสอง พี่จะบอกให้ คือพี่ได้รับคำสั่งจากพระราชาให้เป็นแม่ทัพคุมกำลังไปทำศึกกับศัตรูที่กำลังจะเข้ามาตีเมือง น้องเองก็รู้ว่าพี่ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ครั้นพี่จะบอกความจริงไป ก็กลัวว่าพวกเราทั้งหมดจะเดือดร้อน นี่เหลือเวลาอีกสองวันก็ต้องไปนำทัพแล้ว พี่ก็ยังไม่รู้จะทำยังไง เลย อยากตายเสียให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวจริง ๆ’

ฝ่ายเมียทั้งสองเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ก็ได้แต่พากันปลอบประโลมผู้เป็นผัวไป  ต่าง ๆ นานา จนกระทั่ง ‘กงเฮียน’ เริ่มเริ่มมีกำลังใจกลับฟื้นคืนมา

ครั้นพอถึงเวลาออกสู้ศึก ‘กงเฮียน’ พร้อมกับภรรยาทั้งสอง ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระราชา กราบบังคมลาไปทำหน้าที่แม่ทัพ นำกำลังสู้รบกับข้าศึกที่ตอนนี้ได้ยกทัพเข้ามาประชิดตัวเมืองแล้ว

ระหว่างนั้น ขบวนทัพอันประกอบด้วยไพร่พลม้าศึก ต่างก็เดินแห่แหนโห่ร้องเรียกขวัญกำลังใจและข่มขวัญข้าศึก ‘กงเฮียน’ ในฐานะแม่ทัพนั่งอยู่บนคอช้างศึกโดยมีเมียทั้งสองคนนั่งอยู่บนหลังช้างคอยช่วยเหลือ

เสียงโห่ร้องของไพร่พลที่ดังก้องสะท้านไปทั่วทั้งเมืองหาได้ช่วยให้ ‘กงเฮียน’ มีขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้นไม่ แล้วพลันที่กองทัพทั้งสองเข้าประจันหน้ากัน แม่ทัพ ‘กงเฮียน’ ก็ถึงกับถึงกับขี้เล็ดเยี่ยวราด ด้วยว่าไพร่พลในกองทัพของฝ่ายศัตรูนั้น มีกำลังมากมายนับหมื่นแสน ขณะที่ช้างศึกอีกนับร้อยก็พากันร้องข่มขวัญจนสะเทือนเลือนลั่น ยังไม่นับม้าศึกที่พากันวิ่งท่องทะยานเหมือนกำลังคะนองศึกกันอย่างเต็มที่

กล่าวถึงแม่ทัพ ‘กงเฮียน’ ในขณะนั้น ด้วยอารามที่กำลังตกใจอย่างสุดขีดเหลือจะบรรยาย จึงทำให้มือไม้แข้งขาสั่นเป็นเจ้าเข้า เป็นเหตุให้ช้างศึกที่ตนเองนั่งอยู่บนคอ นึกเข้าใจผิดคิดไปว่าเจ้านายสั่งให้บุกเข้าไปข้างหน้า ดังนั้นมันจึงวิ่งบุกตะลุยฝ่าเข้าไปอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ฝ่ายแม่ทัพ ‘กงเฮียน’ เมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ถึงกับจะสิ้นสติ มือไม้ก็ยิ่งสั่นหนักเข้าไปอีก ได้แต่พยายามเกาะคอช้างไว้จนแน่นไม่ให้พลัดตก ขณะที่เมียทั้งสองนั้นก็ช่วยกันระดมยิ่งธนูถูกข้าศึกล้มตายไปจนนับไม่ถ้วน

ระหว่างที่ช้างศึกกำลังบุกตะลุยเข้าไปนั้น ไพร่พลของฝ่ายข้าศึก ต่างก็ถูกช้างของแม่ทัพ ‘กงเฮียน’ วิ่งชนจนล้มลุกคลุกคลาน บ้างโดนเหยียบจนแบนติดดิน ฝ่ายทหารของแม่ทัพ ‘กงเฮียน’เห็นเช่นนั้นก็พากันฮึกเหิม วิ่งโห่ร้องบุกตะลุยเข้าไล่ฟันศัตรูจนกระทั่งแตกทัพกระจัดกระจายรวมตัวกันไม่ติดอีกต่อไป

ฝ่ายศัตรูเมื่อเห็นช้างศึกของแม่ทัพ ‘กงเฮียน’ วิ่งบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่งเช่นนั้น ก็พากันคิดว่าแม่ทัพนายกองคนนี้ช่างกล้าหาญเสียเหลือเกิน จากนั้นก็ร้องสั่งให้ถอนกำลังที่เหลือกลับออกไปแล้วก็พากันวิ่งหนีเอาตัวรอดตัวใครตัวมัน

แม่ทัพ ‘กงเฮียน’ เมื่อเห็นทหารฝ่ายศัตรูถอนกำลังกลับไปหมดแล้ว ก็เงยหน้ากวาดสายตาออกไปมองดูรอบ ๆ จากนั้นก็เริ่มวางมาดทำท่าทางฮึกเหิมองอาจ โดยลืมไปว่าทุกคนเห็นตนเองเอาแต่นั่งหมอบหลับตาอยู่บนคอช้าง มิหนำซ้ำยังขี้เล็ดเยี่ยวราดจนส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั้งกองทัพ ระหว่างนั้นเองรองแม่ทัพนายหนึ่งก็ร้องถามขึ้นว่า

‘นี่ ท่านแม่ทัพ ทำไมท่านถึงไปขี้ราดเยี่ยวเล็ดบนคอช้างอย่างนั้นล่ะ โอโห...เหม็นจนเจียนจะเป็นลมอยู่แล้วนี่’ 

ฝ่ายแม่ทัพ ‘กงเฮียน’ ได้ยินก็ทำหน้าเหรอหรารีบตอบกลับไปว่า

 ‘อ้าวท่านก็ถามมาได้ ไอ้คนกำลังประดาบกับศัตรู มัวแต่สาละวันไปเข้าห้องน้ำห้องท่า พวกข้าศึกมันไม่ฉวยโอกาสฆ่าพวกเราจนตายหมดหรอกรึ’

‘ข้าไม่เห็นท่านประดาบอะไรเลย เห็นแต่หมอบสั่นอยู่บนคอช้างเหมือนกับเจ้าเข้า’ รองแม่ทัพยังคงพูดต่อไปอีก

ฝ่ายแม่ทัพ ‘กงเฮียน’ ตอบว่า ‘อ้อ...ตอนนั้นข้ากำลังหมอบหลบดาบข้าศึกต่างหากล่ะ’

เมื่อได้ยินคำตอบ รองแม่ทัพ ก็ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงด้วย ขณะที่คนอื่น ๆ บ้างก็เห็นว่า ‘กงเฮียน’ เป็นคนขี้ขลาดยิ่งนัก บ้างก็พากันยกยอและเกรงขามในตัวเขาเพิ่มมากขึ้น

พระราชาเมื่อทราบข่าวว่ากองทัพของ ‘กงเฮียน’ สามารถบุกตีข้าศึกจนแตกพ่าย ก็รู้ยินดีปรีดาเป็นยิ่งนัก มีคำบัญชาให้ ‘กงเฮียน’ เข้าเฝ้า จากนั้นก็พระราชทานเงินรางวัลพร้อมกับเลื่อนขั้นบรรดาศักดิ์ให้สูงขึ้นไปอีกหลายเท่า

นับแต่วันนั้นมา ‘กงเฮียน’ ก็ยิ่งวางท่าทีอวดโอ่ คิดเข้าข้างตัวเองไปว่า ตนนี่แหละเป็นผู้กล้าหาญกว่าใคร ๆ ทั้งหมดในเมืองนี้

แต่ครั้นต่อมาไม่นาน ก็มีเรื่องให้ ‘กงเฮียน’ ต้องหนักอกหนักใจอีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่องของจระเข้ยักษ์ที่เที่ยวออกอาละวาด ทำร้ายชาวบ้านที่พากันหาปลาในแม่น้ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กระทั่งไม่มีใครกล้านั่งเรือผ่านไปมาหรือแม้แต่จะลงอาบน้ำ

ความเรื่องนี้ได้ล่วงรู้ไปถึงพระราชา และพระองค์ก็ทรงมีคำสั่งให้ ‘กงเฮียน’ เป็นผู้ไปจัดการปราบจระเข้ยักษ์ตามที่มีผู้ร้องเรียนมา

  ฝ่าย ‘กงเฮียน’ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็นึกกลัวขึ้นมาจับใจ ความกล้าหาญที่เคยคิดเข้าข้างตัวเองมกลับลายหายไปจนหมดสิ้น แต่ด้วยเป็นพระบัญชาก็เลยต้องน้อมรับด้วยความจำใจ ครั้นพอกลับมาถึงบ้าน พลันที่มองเห็นเมียทั้งสองนั่งรออยู่ ‘กงเฮียน’ ก็ทำท่าทางเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก บอกกับเมียรักทั้งสองว่า

‘น้องเอ๋ย พี่จะบอกอะไรให้ เมื่อสักครู่นี้ พระราชาท่านมีคำบัญชา ให้ไปจับจระเข้ยักษ์ที่มันกำลังอาละวาดอยู่ตอนนี้ ชาวบ้านเขาร่ำลือกันว่า มันไล่กัดคนทุกวันไม่เว้นหน้า วัว ควาย ลงไปกินน้ำมันก็ลากเอาไปกินไม่มีเว้น เห็นทีคราวนี้พี่คงเอาชีวิตไม่รอดแน่แท้ ครั้งก่อนให้เป็นแม่ทัพยังพอไหว เพราะอยู่บนบกได้เห็นหน้าเห็นตากันชัดเจน แต่ครั้งนี้อยู่ในน้ำ ทำยังไงจะเอาตัวรอดได้ละทีนี้ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของพระราชาพี่ก็คงไม่มีทางขัดได้ ก็มีแต่กระโดดลงน้ำให้จระเข้มันกินซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลย’

พูดจบ ‘กงเฮียน’ ก็ตัดสินใจออกจากบ้านตัวเปล่า เดินไปที่ท่าน้ำเพื่อหวังกระโดดให้จระเข้กินตามที่คิด โดยมีเมียทั้งสองเดินตามไปด้วยความเป็นห่วงกังวล แต่ก็ไม่รู้จะช่วยได้ยังไง ระหว่างทางที่เดินไป บรรดาชาวบ้านที่ได้ยินว่า ‘กงเฮียน’ จะไปปราบจระเข้ยักษ์ ต่างก็แห่แหนตามไปดูจนมืดฟ้ามัวดิน

เมื่อไปถึง ‘กงเฮียน’ เดินไปหยุดตรงท่าน้ำซึ่งมีต้นไม่ใหญ่สองต้นหนึ่งขึ้นอยู่เคียงกัน ในใจก็พลางคิดว่า อย่าได้เสียเวลาต่อไปอีกเลย ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว เราควรจะรีบกระโดดให้เจ้าจระเข้มันกินให้หมดเวรหมดกรรมเสียดีกว่า

 พลันนั้นเอง จระเข้ยักษ์ตัวนั้นก็ว่ายแหวกใกล้เข้ามาตรงท่าน้ำที่ ’กงเฮียน’ กำลังยืนอยู่ ไม่รอช้า วินาทีนั้นเอง ‘กงเฮียน’ ก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำพร้อมกับสายตาของผู้คนบนฝั่งที่กำลังตกตะลึงพรึงเพริดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้า

 ฝ่ายเจ้าจระเข้ยักษ์ พลันที่ได้ยินเสียงร่างของ ‘กงเฮียน’ กระทบผืนน้ำเสียงดังสะท้านสะเทือน ก็ตกอกตกใจอย่างสุดขีด เผลอดีดตัวขึ้นมาเหนือน้ำ ลอยไปติดซอกตรงกลางระหว่างไม้ใหญ่สองต้นที่อยู่ริมฝั่ง ระหว่างนั้นเจ้าจระเข้ยักษ์พยามยามดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างเต็มที่จนต้นไม้แทบจะหักโค่น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่อาจที่จะสลัดหลุดออกไปได้

กล่าวถึง ‘กงเฮียน’ ซึ่งระหว่างนั้นก็ให้นึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่งที่จระเข้ไม่ยอมมาคาบตนไปกินเสียที หลังจากดำน้ำอยู่เป็นนานสองนาน ในที่สุดก็ทะลึ่งตัวโผล่ขึ้นมา พลันที่เหลือบไปเห็นจระเข้ยักษ์ดิ้นพล่านอยู่ระหว่างซอกต้นไม้ ก็รีบตะโกนบอกให้เมียทั้งสอง จัดการเอาขวานกับหอกมาช่วยกันรุมฟันรุมแทง จนกระทั่งตายจระเข้ยักษ์ตัวนั้นสิ้นใจตายคาอยู่กับซอกต้นไม้ริมฝั่ง

ชาวบ้านทุกคนที่อยู่ริมฝั่ง เมื่อเห็นดังนั้นก็ให้นึกไปว่า ‘กงเฮียน’ คงจะดำน้ำลงไปจับจระเข้โยนขึ้นมาให้ติดซอกต้นไม้เป็นแน่แท้ แล้วต่างก็พากันสรรเสริญเยินยอกันไปยกใหญ่ ฝ่าย ‘กงเฮียน’ เมื่อเห็นจระเข้ยักษ์ต้องมาตายอย่างคาดไม่ถึงเช่นนั้น ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง เหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ จากนั้นจึงพาเมียทั้งสองคน เดินทางกลับไปเข้าเฝ้าพระราชา พระราชาเมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดที่ ‘กงเฮียน’ เล่าให้ฟัง ก็รู้สึกพอใจเป็นยิ่งนัก เสร็จแล้วก็พระราชทานอำนาจยศศักดิ์ในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปแก่ ‘กงเฮียน’ พร้อมกับเงินทองอีกมากมายสำหรับใช้ในภายภาคหน้า 

 

จบบริบูรณ์

          หมายเหตุ : ภาพประกอบโดยเจ้าของลิขสิทธิ์ ‘Reading Book’

โดย ชาวบ้านบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net