วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดุสิต ดุริยะศักดิ์ ( 131 )


ดุสิต ดุริยะศักดิ์ มีชื่อจริงว่าสะพรั้ง ดิศทัพ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สุรพล) เป็นลูกโทนของนายพบ นางมี ดิศทัพ เกิดเมื่อวันอังคารที่  24  พฤษภาคม พ.ศ.2492 ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร

เขาอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชรจนถึงอายุ 5 ขวบ ครอบครัวได้อพยพมาปักหลักทำมาหากินอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ กระทั่งเติบโตเป็นหนุ่มที่นี่

ในสมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่นั้น ครูที่โรงเรียนเห็นว่าดุสิตร้องเพลงดี  ก็มักจะให้เป็นต้นเสียงพาเพื่อน ๆ ร้องเพลง และไม่ว่าจะมีงานอะไรก็แล้วแต่  ดุสิตจะไปร้องเพลงโชว์อยู่เป็นประจำ

ที่จริงทางบ้านเขาไม่ส่งเสริมเลย ไม่อยากให้เป็นนักร้องด้วยซ้ำ อยากให้เรียนหนังสือเยอะๆ แต่เจ้าตัวใจมันร้องเรียกหาอาชีพร้องเพลงเลยต้องหนีออกจากบ้าน หลังเรียนได้แค่ ป.7



ภายหลังออกจากโรงเรียน ด้วยความรู้มีน้อยมากจะไปสมัครงานก็คงไม่มีใครเขา ดุสิตจึงเริ่มหางานทำในโรงเหล็ก เป็นช่างเชื่อมโลหะ ทำประตูหน้าต่างเหล็ดดัด จากนั้นก็ย้ายไปตามโรงงานต่างๆ หลายที่หลายจังหวัด เขาเป็นช่างเชื่อมโลหะนานเข้าก็ชักเบื่อ เพราะมันเป็นงานที่ตนเองไม่รัก แต่สิ่งที่ชอบคือการได้ร้องเพลง

กระทั่งอายุได้ 19 ปี  จึงได้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ  ไปอาศัยอยู่กับอาแถว ๆ ศรีย่าน  เมื่ออารู้ความประสงค์ของหลานที่อยากจะเป็นนักร้อง จึงพาไปฝากกับ ทองหล่อ ปลั่งสุวรรณ  เจ้าของคณะลิเก  ซึ่งต่อมาได้ตั้งวงดนตรีขึ้นมา ใช้ชื่อวงว่า " กำพล  มนต์อ่างทอง"  อยู่มาไม่นาน วงต้องหยุดตัวเองลงเพราะไม่มีนักร้องที่มีชื่อเสียงอยู่ในวง แต่ข้อมูลอีกแหล่งบอกว่า เหตุที่ต้องออกจากคณะเพราะรถดนตรีคว่ำที่สีคิ้ว ดุสิตกลัวตายเลยลาออก โดยเพลงแรกที่เขาร้องหน้าเวทีขณะที่อยู่กับทางวงคือ "นางใจ" ของ สุเทพ วงค์กำแหง  เพราะตอนแรก เขาร้องเพลงในแนวลูกกรุง

หลังจากออกมาจากวง " กำพล  มนต์อ่างทอง"  อาคนเดิมได้พามาฝากกับครูพยงค์ มุกดา เขาเริ่มตั้งแต่แบกเครื่องขนของอยู่ในวงครูพยงค์ มุกดา จนได้กลายเป็นนักร้องอยู่ในวงมุกดาพันธุ์ตั้งแต่บัดนั้น และเป็นครูพยงค์  มุกดา เป็นคนตั้งชื่อการร้องเพลงให้ว่า ดุสิต  ดุริยะศักดิ์ และกลายเป็นมงคลนามให้เขาได้ใช้ร้องเพลงเลี้ยงชีพมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็ตอนนั้นเขาก็ยังไม่ได้มีผลงานเพลงอัดแผ่นเสียง เพียงแต่ตั้งให้ใช้ในการร้องหน้าเวทีเท่านั้น

ที่นี่ตอนแรกเขาก็ร้องเพลงลูกกรุง ต่อมาก็หันมาร้องเพลงลูกทุ่งครั้งแรกในเพลง''ทหารห่วงเมีย'' ของชาตรี ศรีชล ในการแสดงแถวเชิงสะพานกรุงธน เขาร้องอยู่ในวงครูพยงค์ได้ปีกว่าก็ลาออกมาพร้อมกับ พิเศษ  เสียงเพชร เพื่อนรัก

เมื่อออกจากวงก็ไปอาศัยอยู่กับสมชาย ทองขาว ประมาณ  2  ปี ซึ่งขณะนั้นสมชาย  ทองขาว เป็นผู้จัดการวงมุกดาพันธ์อยู่ด้วย และสมชาย ทองขาว นี่เอง ได้เป็นผู้ที่บันทึกแผ่นเสียงให้กับดุสิตเป็นครั้งแรก เพลงแรกที่ได้อัดแผ่นเสียงคือเพลง "ดูหน้าแก้ซวย " โดยครูสัมฤทธิ์  รุ่งโรจน์  ( สัมฤทธิ์ สีเผือก ) เป็นผู้แต่ง จากนั้นก็ยังได้เพลงจากครูวินัย แก้วเหนือ  เช่นเพลง " อกหนุ่มอกสาว " ซึ่งเป็นที่นิยมพอสมควร แฟนเพลงเริ่มจะรู้จักชื่อของ ดุสิต  ดุริยะศักดิ์ มากขึ้น  สมชาย  ทองขาว จึงได้พาดุสิตไปฝากร้องประจำอยู่กับวงจิระบุตร ของ รังสรรค์ จิระสุข ที่ยอมรับว่า ดุสิต ดุริยะศักดิ์ เป็นนักร้องแม่เหล็กประจำวง เขาเคยพูดคุยให้หลายๆ คนฟังว่า''ดุสิตเป็นเด็กดี มีความจริงใจ ใช้ได้ ผมพยายามทุกวิถีทางที่จะบุกเบิก และสร้างสรรค์เขาให้ก้าวไปถึงขั้นแนวหน้าให้จงได้''

ผลงานด้านหน้าเวที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เมื่อไหร่เขานำเสนอเพลงของ ชาตรี ศรีชล เขาจะร้องได้แนบเนียนมาก อารมณ์เพลงถึงขั้นพอฟัดพอเหวี่ยงกับเจ้าของผลงานเพลงตัวจริงเลย เพลง ''ทหารห่วงเมีย'' ของชาตรี ศรีชล คือเพลงเปลี่ยนชีวิตเขา จากที่เคยเป็นนักร้องลูกกรุงให้กลายมาเป็นนักร้องลูกทุ่งก็เพราะอิทธิพลของเพลงนี้

ที่นี่ดุสิต ได้รู้จักกับธรรมรงค์ เพชรสุนทร  ซึ่งเป็นโฆษก-พิธีกรหน้าเวที  ต่อมาธรรมรงค์จึงมีความคิดน่าจะลองลงทุนทำเพลงให้ดุสิตอีก  1  ชุด  เผื่อจะฟลุ๊ค  ก็ปรากฏว่าเพลง " ลูกจ้างอย่างเรา " ที่ครูวินัย  แก้วเหนือ เป็นผู้แต่งให้ เป็นเพลงที่สร้างชื่อให้กับดุสิต  ดุริยะศักดิ์ ราวปาฏิหาริย์  

เชื่อกันว่าเพลงนี้เป็นเพลงลูกทุ่งเพลงแรกที่มีเนื้อหาพูดถึงผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเล่ากันว่า เบื้องหลังเพลงดัง "ลูกจ้างอย่างเรา" เกิดจากเหตุการณ์กรรมกรประท้วงขอขึ้นค่าแรงในปี 2515 เป็นแรงบันดาลใจให้วินัย แก้วเหนือ แต่งเพลงชีวิตลูกจ้างให้ดุสิตร้องอัดแผ่นเสียง

ดุสิตอยู่กับวงจิระบุตรนานพอสมควร ก็ออกไปเป็นนักร้องประจำวงต่าง ๆ มากมายหลายต่อหลายวง  ตามที่สมชาย  ทองขาว ฝากให้  อาทิวง ศรคีรี, กังวาลไพร, เสมา  ทองคำ, ผ่องศรี, เพลิน, สายันห์  สัญญา และวงสุดท้าย  พุ่มดวง  ดวงจันทร์  

หลังจากมามีครอบครัวก็เริ่มที่จะเบื่อการเดินสายตามต่างจังหวัด  จึงอาศัยร้องเพลงตามงานรับเชิญ  งานเลี้ยงบ้าง  ส่วนงานทั่วไปดุสิตเปิดอู่พ่นสีรถ-ซ่อมรถ  อยู่จรัญ  ซอย 77

และในยุคความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพลงลูกทุ่งที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงนํ้าเสียงของนักร้องอย่างแต่ก่อน ทำให้พื้นที่ของนักร้องเก่าระดับคุณภาพหลายคนหดหายไปนักร้องบางคนถอดใจอยู่เฝ้าบ้าน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ นานๆ จะได้จับไมค์ร้องเพลงสักครั้งก็ต่อเมื่อมีเจ้าภาพติดต่อมา แต่ยังมีนักร้องลูกทุ่งรุ่นเก่าหลายคนที่ยังคงยืนหยัดร้องเพลงกล่อมมิตรรักแฟนเพลงอยู่ ด้วยวิธีแบบร้องไปขายไป แม้จะไร้ค่ายเพลงสนับสนุน

ดุสิต ก็เป็นหนึ่งในนั้น " ก็ทำกันเองขายแผ่นละ 100 บาท ส่วนมากเอาเพลงเก่าต้นฉบับมาทำ มีเพลงแต่งใหม่บ้าง แต่ไม่ได้โปรโมท เวลาไปงานแต่งงานบวช งานทั่วไปก็ขายได้แต่ไม่ดีมาก นักร้องทำกันหลายคน บางทีคนอื่นเขาร้องก่อนเรา เราไปที่หลัง คนจะซื้อของคนแรก คนหลังๆ เขาก็ไม่ค่อยซื้อ ถ้างานบวชจะดี เพราะมีแฟนเพลงรุ่นเก่าเยอะ เราไม่ได้ลงทุนเองหรอกมีคนมาลงทุนให้ ผมเองก็มีหลายชุด เช่น ชุด " เพื่อนคู่ใจ "ร้องคู่กับ ภูษิต ภู่สว่าง ชุด " ชมสาวงามอีสาน " อันนี้เป็นเพลงใหม่หมดเลย แต่งโดย วินัย แก้วเหนือ , อาธรรมรงค์ เพชรสุนทร ลงทุน ชุด " เสือเก่าไม่ทิ้งลาย" โดย ประเสริฐ เพ็งประเดิม ชุด " มะพร้าวห้าว " ร้องกัน 5 คน มี โฆษิต นพคุณ , ภูษิต  ภู่สว่าง ผมและนักร้องใหม่ 2 คน ณรงค์ศักดิ์ สิทธิเสรี ลงทุนให้

ดุสิต ดุริยศักดิ์ เล่าถึงงานเพลงไร้สังกัด ไร้การโฆษณาของเขา รายได้จากการขายไปร้องไปหน้าเวทีนั้น อาจจะดูไม่เท่าไร แต่ดุสิตบอกว่าช่วยนักร้องเก่าๆ ได้มากทีเดียว ค่าตัวถ้าไปร้องตามชานเมืองก็อยู่ที่ 1,000-2,000 บาทเท่านั้น แต่ถ้าไกลออกไปก็ตามราคาค่านํ้ามัน ก็พออยู่รอด เราได้แผ่นละ 20  คนที่ลงทุนได้มากหน่อย เราก็อาศัยเพลงพวกนี้ไปร้องสลับ ไม่เคยไปคุยกับค่าย นอกจากคนที่รู้จักกันเองมาจ้าง ร้องเป็นรำวงย้อนยุค เขาให้ค่าร้องบ้าง ช่วยนักร้องเก่าได้เยอะ บ้างทีขายได้ก็แบ่งกับนายทุนก็มี เราไม่ได้เรียกร้อง เขาลงทุนให้ก็ดีแล้ว

โดย คันทรี่แมน

 

กลับไปที่ www.oknation.net