วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภูษิต ภู่สว่าง ( 132 )


ย้อนหลังไปในปี 2515 หลายท่านคงเคยได้ฟังเพลง "กัมพูชาที่รัก" และ "หยุดก่อนคนจน" กันมาบ้างแล้ว

เพราะ 2 เพลงนี้ถือเป็นเพลงดังระดับอมตะเพลงหนึ่งจากปลายปากกาของครูฉลอง ภู่สว่าง ที่ส่งให้ เลี้ยน สอนโต หรือ ภูษิต ภู่สว่าง เด็กหนุ่มผู้ที่รักเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ จาก ต.บ้านกล้วย อ.เมือง จ.สุโขทัย กลายมาเป็นที่รู้จักของแฟนเพลง ที่ถึงแม้วันนี้ตลาดเพลงลูกทุ่งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่เพลงเหล่านี้ก็ยังคงเจื้อยแจ้วอยู่ตามเวทีงานบุญ และงานกินเลี้ยงโต๊ะจีน ตามต่างจังหวัดให้ได้ยินเสมอๆ



โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลง "กัมพูชาที่รัก" ที่ร้องขึ้นต้นด้วยภาษาเขมรว่า "บองสลานโอนแม่คุณ เหมือนมีบุญที่พี่มาเห็น งามเหลือเกินหนอเจ้า แม่สาวชาวเมืองเขมร สาวพนม
เปญละออ ละออ"

ซึ่งถือว่าเป็นเพลงที่แปลกแหวกแนวเอามากๆ  นอกเหนือไปจากเพลงไทดำรำพันของ ก.วิเสด นักร้องจากราชอาณาจักรลาว ที่เข้ามาโด่งดังอย่างมากในเมืองไทย

ภูษิต ภู่สว่าง มีชื่อจริงว่า เลี้ยน แต่พอเพื่อนๆ เรียก "เลี้ยน" แกมักจะไม่หันไปหา แต่พอเรียก "กะเรียน" แกจะหันขวับกลับมาทุกที เพื่อนๆก็เลยเรียก "กะเรียน" มาโดยตลอด

ภูษิต ภู่สว่าง เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2493 เป็นบุตรคนสุดท้อง จากทั้งหมด 11 คน ของนายรัตน์ นางเหม สอนโต ครอบครัวชาวนาตามฟอร์ม สูตรสำเร็จของการจะมาเป็นนักร้องลูกทุ่ง

หลังจากเรียนจนจบภาคบังคับ เด็กหนุ่มชาวนาเมืองสุโขทัย ก็ออกมาช่วยบ้านทำนา แต่ทำได้ไม่นานก็ไปเป็นกระเป๋ารถสองแถวที่วิ่งระหว่าง "เมืองเก่า-ลานหอย-สุโขทัย" หลายปี แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นสาย " พิษณุโลก-สุโขทัย-อุตรดิตถ์ " เข่ใช้ชีวิตเป็นกระเป๋ารถเมล์อยู่ 2 ปี โดยพักอยู่กับอา

แต่เพราะความรักการร้องเพลง เรียกว่าว่างเป็นร้อง เพื่อนฝูงเลยยุให้ไปเป็นนักร้อง นั่นคือสิ่งที่จุดประกายของเขาให้เจิดจรัสในอนาคต

ต่อมาชีวิตก็พลิกผัน ทำให้ต้องออกจากการเป็นกระเป๋า กลับมาช่วยบ้านทำนาอีกครั้ง แต่โชคดีที่มีอาอีกคนมาชวนให้ไปทำงาน โดยมีเส้นทางให้เลือก 2 สาย นั่นคือ จะไปทำงานเย็บผ้าในตัวจังหวัด หรือจะไปเป็นพนักงานการไฟฟ้า พระประแดง

เขาตัดสินใจในทันทีโดยไม่ลังเล ด้วยการตามอาเข้ากรุง แล้วได้รับการบรรจุเป็นพนักงานเดินสายไฟ เขาทำงานอยู่การไฟฟ้ามาราว 3 – 4 ปี

แต่ยามว่างก็ไม่ได้ห่างหายไปจากเสียงเพลง วันหนึ่งได้ยินประกาศจากสถานีวิทยุยานเกราะ ขวัญใจชาวชนบท โดย จำรัส วิภาตะวัธ ประกาศจัดการประกวดนักร้อง ใครชนะ จะได้เข้าเป็นนักร้องจริงๆ

พอได้ยินเช่นนั้นก็รีบเผ่นไปสมัครร้องเพลงประกวดกับเขาทันที ความสำเร็จตกอยู่กับเขา เพราะเขาได้รับการบรรจุเข้าเป็นนักร้องประจำวง "ขวัญชัย บุญเรือง"  โดยหัวหน้าวงตั้งชื่อให้ว่า "กะเรียน เมืองสุโข" เขาตระเวนร้องกับวงได้ประมาณ 3-4 เดือน ได้ค่าคัวคืนละ 5-10 บาท แต่ก็นับว่าพอใจมากแล้ว

ก่อนที่จะขยับขยาย มาสมัครเป็นนักร้องวงโฆษิต นพคุณ และก็ได้มายืนร้องเพลงอย่างเต็มภาคภูมิหน่อย โดยใช้ชื่อว่า มงคล ขวัญนคร เขาร้องเพลงในแนวของไพรวัลย์ ลูกเพชร เขาร้องเพลงและแบกกลองอยู่ที่นี่ 3 ปีกว่าจนวงยุบไป



ช่วงนั้นระพิน ภูไท ซึ่งเป็นนักร้องดังของวง “พิณศรีวิชัย “ ได้ลาออกจากไป เพื่อไปตั้งวงเอง ทำให้ครูฉลอง ภู่สว่าง ซึ่งเป่าแซ็กอยู่ในวงพิณศรีวิชัยมาปรึกษากับโฆษิต นพคุณ เรื่องการหานักร้องมาแทนระพิน ภูไท โฆษิต นพคุณ จึงลองให้ ภูษิต ภู่สว่าง มาลองไปสมัครดู ปรากฏว่าครูฉลอง ภู่สว่าง เกิดชอบใจในน้ำเสียงของเขา จึงให้ไปอยู่ด้วยที่สมุทรสาคร และตั้งชื่อให้เขาว่า ภูษิต ภู่สว่าง ถึงขั้นมอบนามสกุลให้ใช้กันเลยทีเดียว

ประมาณ ปี 2515 เขาก็ได้มีโอกาสบันทึกแผ่นเสียงชุดแรก มี 4 เพลงคือ “ หยุดก่อนคนจน “ , “กัมพูชาที่รัก “ , “ ยอมตายถ้าได้เธอ “ และ “ บันทึกลวง “ และก็ปรากฏว่า 2 เพลงแรกเกิดดังอย่างมาก จึงได้บันทึกเสียงอีก 4 เพลง คือ “ รักเธอไม่ได้” , “คนจนไม่หวาน “ , “ จากสลัม ถึงห้องแอร์ “ และ “ ซึมๆโซๆ "

แต่ยังไม่ทันที่เพลงจะได้ออก ครูฉลอง ภู่สว่าง กับโฆษิต นพคุณ และเจ๋ พิศมัย จากห้องภาพธนูศิลป์ ซึ่งเป็นนายทุนเกิดมีปัญหากัน ครูฉลองจึงหันไปแต่งเพลงให้จีระพันธ์ วีระพงษ์ แทน

จากนั้นภูษิต ภู่สว่าง ก็จึงไปร่วมกับโฆษิต นพคุณ ตั้งวงโดยปล่อยให้ เจ๊พิศมัย กับ โฆษิต นพคุณ จัดการวง "ภูษิต ภู่สว่าง" กันไป แต่วงก็อยู่มาได้แค่เป็นเวลากว่า 4 ปีเท่านั้น

แม้ในช่วงนั้นเขาจะได้เพลงของครูเพลงหลายท่านมาร้องอีกหลายสิบเพลง อย่างเช่น คลำหัวใจ ,วาสนานางโรย, ไม่สงสารคนจน, คนจนไม่หวาน, รักเธอไม่ได้ ฯลฯ

แต่เมื่อขาดคนหนุนส่ง ขาดคนเชียร์ ขาดเพลงดีๆ และปรากฏว่าดวงของเขาไม่ถูกกับเพลงของครูเพลงท่านใดนอกจากเพลงของครูฉลอง ภู่สว่างเพียงคนเดียว ทำให้เพลงของเขาไม่ได้รับความนิยม ชื่อเสียงจึงซบเซา และต้องยุบวงไปในที่สุด

จากนั้นเขาจึงตัดสินใจไปเป็นนักร้องรับเชิญประจำวง "พิณศรีวิชัย" ซึ่งโด่งดัง เป็นที่รวบรวมนักร้องมีฝีมือไว้มากมาย ที่รุ่นราวคราวเดียวกันก็มี หนุ่ม เมืองไพร, สวนสน มนต์สวรรค์ เป็นต้น ก็ขนาดครูผู้ให้กำเนิดอาชีพนักร้องอย่าง "โฆษิต นพคุณ" ก็ยังต้องมาเป็นนักร้องรับเชิญวงนี้เช่นกัน

ต่อมาไม่นาน ก็ย้ายไปอยู่ร่วมกับ ครูฉลอง ภู่สว่าง ซึ่งกำลังตั้งวงขึ้นมาเอง ซึ่งก็ได้รวบรวมเหล่าศิษย์ให้มาอยู่ร่วมกัน เช่น ดาวไทย ยืนยง, ชายธง ทรงพล แต่ก็เหมือนประเภท "เข้าแก๊งไหน หัวหน้าตายหมด" เมื่อต้องมีอันมาเปลี่ยนวงเล่นอีก โดยตระเวนไปเรื่อยๆ

จนได้มาอยู่กับ "ไวพจน์ เพชรสุพรรณ" ซึ่งก็อยู่ได้ถึง 6-7 ปี แล้วก็ไปอยู่กับวง เพลิน พรหมแดน, เด่น ดอกประดู่, เกรียงไกร กรุงสยาม, สรเพชร ภิญโญ-น้องนุช ดวงชีวัน จนที่สุด "เสมา ทองคำ" นักร้องรุ่นเดียวกันก็ดึงให้เข้ามาอยู่กับวง "พุ่มพวง ดวงจันทร์"

และแล้วก็ได้ใช้ชีวิตคู่ในตอนนี้เอง โดยคู่ชีวิตของเขาเป็นนักเต้นดาวเด่นของวงครูฉลอง ภู่สว่าง ซึ่งตามมาอยู่วง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ด้วย ซึ่งต่อมาเธอก็มาอยู่กับวง "สายัณห์ สัญญา" ชื่อของเธอคือ "สุภาภรณ์ ขำสุนทร" ทั้งคู่ต่างใช้ชีวิตคู่ด้วยความอดทน ไม่ย่อท้อ แม้ตอนนั้นจะอยู่กันคนละวง

จากนั้น ภูษิต ภู่สว่าง ได้หยุดร้องเพลงไปนานกว่า 5 ปี โดยได้หันไปจับธุรกิจเปิดร้านขายอาหารป่า โดยมาเช่าตึกแถวเปิดแถวหน้าซอยพาณิชย์ธนบุรี (จรัลสนิทวงศ์ 13) แถวบ้าน "สายัณห์ สัญญา"

แต่ในที่สุดก็ต้องย้ายหนี เพราะมีพวกมากินฟรีกันเยอะ ก็เหล่าผองเพื่อนนั่นแหละ แทนที่จะมาอุดหนุนช่วยเหลือกัน กลับดันมากินฟรี ใครจะไปอยู่ได้ ขนาดย้ายไปเปิดแถวสี่แยกซังฮี้ (สะพานกรุง ธน) พวกก็ยังไม่วายตามไปรังควาน จนต้องเลิกกิจการไปในที่สุด

ก่อนที่จะกลับสู่อาชีพขายเสียงด้วยการรับร้องเพลงตามห้องอาหาร และงานบุญต่างๆร่วมกับเพื่อนสนิทอย่างดุสิต ดุริยศักดิ์ รวมทั้งยังร่วมกันทำเพลงคู่กัน 1 ชุดชื่อ “ เพื่อนคู่ใจ “ โดยนำเพลงที่เคยขับร้องไว้มาบันทึกเสียงใหม่ ทำดนตรีใหม่ และนำไปวางขายตามงานที่ไปรับจ้างร้อง โดยได้สมบุญ เพชรรัตน์ อดีต ส.จ.พิจิตรออกทุนให้ ก็ลงทุนไป 3 แสนกว่าบาท ไม่ได้ไปให้ค่ายไหนเชียร์  โดยเจ้าตัวที่ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ภายในห้องเช่าเล็กๆ ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ เป็นรังนอนบอกว่าธุรกิจเรื่องนี้ ทำให้อยู่ได้ตามอัตภาพ

ต่อคำถามว่าทุกวันนี้มีนักร้องเกิดขึ้นมามากมาย นักร้องเก่ามีการปรับตัวกันอย่างไรนั้น ภูษิต บอกว่า " นักร้องเก่าๆ หลายคนก็ยังรับงานกันอยู่ แต่ไม่มาก ส่วนค่าตัวนั้นก็ไม่แพง พออยู่ได้ เดือนหนึ่งผมจะมีงานประมาณ 10 กว่าวัน ก็พออยู่ได้ ค่าตัวผมก็เรียกเจ้าภาพไม่แพง จ่ายค่าน้ำมันแล้ว เหลือกินบ้าง บางทีเจ้าภาพให้ไปไกลๆ แต่มีงบน้อยผมก็ไป เพราะเขาอยากได้เราจริงๆ อาศัยขายซีดีหน้างานมาช่วยบ้าง เก็บเอาไว้กินยามที่ไม่มีงาน ยิ่งตอนนี้จะเข้าหน้าฝนก็ต้องประหยัดๆ หน่อย บ้างครั้งก็ไปร้องตามห้องอาหาร ได้ค่าตัว 2,000-3,000 บาทก็เอา ตราบใดที่คนฟังยังสนับสนุน ผมก็คงร้องเพลงไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ใครที่ชอบบทเพลงเก่าๆ ในอดีต ก็ติดต่อมาที่ผมโดยตรงที่โทร.08-1704-2457 "

ทุกวันนี้ "ภูษิต ภู่สว่าง" ร้องเพลงเพียงอย่างเดียว โดยจะไปไหนมาไหนกับ "ดุสิต ดุริยะศักดิ์" เจ้าของเพลง "ลูกจ้างอย่างเรา" ที่โด่งดัง และเสกสรร แจกันทอง (ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่ทำอาชีพรับเหมาก่อสร้างมากกว่าร้องเพลง)



โดย คันทรี่แมน

 

กลับไปที่ www.oknation.net