วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผ่าแนวคิด “ท่าเรือปากบารา” การต่อสู้ของชาวบ้านที่มองในระดับโลก


ผ่าแนวคิด “ท่าเรือปากบารา” การต่อสู้ของชาวบ้านที่มองในระดับโลก

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - รัฐพยายามให้ข้อมูลประชาชนแบบแยกส่วน แต่โดยภาพรวมแล้ว “ท่าเรือปากบารา” เป็นแค่ส่วนปลีกย่อยในโครงการเท่านั้น เช่นเดียวกับโครงการบ้านจัดสรร ที่ต้องเอาเสาไฟฟ้าลงไปปัก เอาระบบน้ำ ระบบไฟ ทำคูระบายน้ำเข้าไปด้วย ท่าเรือที่จะสร้างนี่แต่เพียงโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้นจะมีอุตสาหกรรม และปิโตรเคมี ตามมาแน่นอน ในขณะที่นครศรีธรรมราชก็กำลังจะมีโรงไฟฟ้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โรงไฟฟ้าจะนะ 1 ก็มีแล้ว ตามมาด้วยโรงไฟฟ้าจะนะ 2 ก็กำลังจะตามมา คิดว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจำเป็นไหม?
      
อ.หุดดีน :โรงไฟฟ้าจะนะที่มีอยู่แล้วก็เพียงพอสำหรับภาคครัวเรือน ดังนั้น โรงไฟฟ้าทั้งหลายที่มีโครงการว่าจะตามมาก็เพื่อรองรับอุตสาหกรรม และสิ่งที่คนในพื้นที่กลัวที่สุดคือถ้าเกิดท่าเรือน้ำลึกขึ้นมาจริงๆ อุตสาหกรรมก็ต้องตามมาอย่างแน่นอน สิ่งที่ติดตามมาหลังจากนั้นยังน่ากลัวกว่าท่าเรืออีก เพราะในเรื่องการขนส่งถ้าดูจาก EIAก็ระบุในเรื่องสารเคมีอันตรายแทบทั้งสิ้น
      
แล้วการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็เป็นการตอกย้ำว่า “เอาแน่”
ใช่ครับ เพราะสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ยังมีพลังในการสานต่อโครงการนี้น้อยกว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความชัดเจนขึ้นในเรื่องของการพัฒนาภาคใต้เซาท์เทิร์นซีบอร์ด ทำให้ปรากฎข่าวในหนังสือพิมพ์หลายฉบับว่าจะเดินหน้าพัฒนาโครงการทั้งหมดอย่างแน่นอน มี 9 โครงการ และท่าเรือน้ำลึกปากบารานี่เป็นโครงการที่ 7 หมายถึงบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลมาตั้งแต่ตอนหาเสียงแล้ว

อาจารย์คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องโลจิสติกส์ที่ไม่คุ้มค่า และรัฐก็ยังดึงดันที่จะทำ
คิดว่ามันไม่ใช่แค่ระบบโลจิสติกส์อย่างเดียว ต้องข้ามช็อตตรงนั้นไป ถ้ามีแค่โลจิสติกส์อย่างเดียวมันใช้ประโยชน์ได้แค่การขนส่ง แต่มันจำเป็นจะต้องมีอุตสาหกรรม มีสินค้า อีกประเด็นหนึ่งคือ งบประมาณที่จะตามมาอย่างหาศาลจากเปอร์เซ็นต์ของการก่อสร้าง หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ล้วนต้องการจะได้ส่วนแบ่งจากตรงนี้ ซึ่งบางครั้งเขาไม่ได้มองไปถึงผลกระทบในอนาคตข้างหน้า แต่คิดเพียงแค่ว่าเขาจะได้ส่วนแบ่งกี่เปอร์เซ็นต์
      
รัฐอาจจะมองว่าชาวบ้านไม่มีความรู้อะไร เอาเงินซื้อก็ได้ สำหรับคนละงูเองคิดเห็นกับประเด็นนี้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเส้นทางแลนด์บริดจ์ผ่านทางนี้ก็จะต้องผ่านบ้านอาจารย์อย่างแน่นอน

ผมเป็นคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะแลนด์บริดจ์ผ่านหน้าบ้านเลย ถ้าไม่คิดทำอะไรสักอย่างก็สงสารประชาชน สงสารตัวเองด้วย ทั้งนี้ โดยพื้นฐานของรัฐบาลที่ผ่านมาทุกสมัยมักจะคิดในมิติเดิม คือ มองว่าประชาชนคงจะต่อต้านนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ยอม เพราะรัฐยังคงคิดแบบเดิมๆ ใช้ระบบสั่งการแบบบนลงล่าง หรือ Top to down จากส่วนกลางมาควบคุมชาวบ้าน ประชาชนมีส่วนร่วมกับนโยบายการพัฒนาน้อยมาก หลายๆ ครั้งการพัฒนาของรัฐจึงไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น
      
แม้แต่หน่วยงานภาครัฐเอง ทางผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้นำระดับตำบล เองก็ยังคิดเหมือนเดิม รัฐบอกว่าประชาชนมีส่วนร่วมในส่วนของตัวบทกฎหมาย แต่ความจริงแล้วรัฐพยายามที่จะทำ จะครอบงำความคิดประชาชนทั้งหมด ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านคิดเอง ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์เลือก ไม่มีเวทีให้แสดงความคิดเห็น หรือถ้ามีเวทีก็จะเชิญเฉพาะคนที่เห็นด้วยกับโครงการไปพูดชักจูงบนเวทีให้ชาวบ้านคล้อยตาม รวมทั้งประชาพิจารณ์ต่างๆ ด้วย ไม่มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงขึ้นไปพูดบนเวทีเลย หรือแม้กระทั่งข้อมูลในตอนทำประชาพิจารณ์เอง ก็ยังบอกไม่หมด
      
อาจารย์ชี้ได้ไหมว่าชาวบ้านมีความรู้ ความเข้าใจ มากน้อยแค่ไหน และวิธีคิดของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?                                                                                                ตอนนี้แม้แต่ในเรื่องของกฎหมายก็เปลี่ยนไปเยอะ สิทธิชุมชนมีมากขึ้น ชาวบ้านรู้และตระหนักในสิทธิของตัวเองมากขึ้น มีนักวิชาการมาช่วยให้ความรู้ในส่วนนี้มากขึ้นด้วย แต่พลังของชาวบ้านในการต่อสู้กับภาครัฐมีน้อยหรือนายทุน ด้วยกลไกของรัฐที่มีโครงสร้างการบริหารงานแบบบนลงล่าง ทำให้ต้องฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ต่อให้ไม่เห็นด้วยก็แสดงออกมากไม่ได้ หลายๆ ครั้งตัวแทนการปกครองท้องถิ่นเองก็สกัดกั้นการรับรู้ของประชาชน เช่น การประชุมกับ อบต. หรือประชุมกันภายในหมู่บ้าน ก็จะมีการสั่งการให้ประชุมผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. มาสกัดตรงนี้ รัฐยังไม่เข้าใจว่าวิถีชุมชนมันเปลี่ยนไปแล้ว
      
แล้วชาวบ้านรู้ไหมว่ามันมีผลกระทบอย่างไรบ้าง แม้ปากบาราเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สงบ แต่ไม่ใช่หมู่บ้านปิด เพราะชาวบ้านก็มีปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นคนจากทั่วโลกอยู่แล้ว

ผลกระทบสูงมากอย่างแน่นอน ทั้งในเรื่องทรัพยากร ที่จะมีการระเบิดภูเขาถึง 8 ลูก แล้วเอามาถมทะเล คนที่ทำคิดอะไรถ้าไม่มองถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เขามองในแง่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบ้างไหม ภูเขาทั้ง 8 ลูก และผลกระทบอื่นๆ โดยเฉพาะวิถีชีวิตของชุมชนทั้งที่อยู่ใกล้ภูเขาและอยู่ใกล้ทะเล กรณีการสร้างเขื่อนก็เช่นกัน ทั้งที่เคยมีตัวอย่างมาแล้วว่ามีผลเสียอย่างไร ก็ยังจะสร้างอีก
      
คือ ชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่รัฐควรจะจัดระบบการพัฒนาให้ยั่งยืนสอดคล้องกับวิถีชีวิตของท้องถิ่นด้วย ควรจะมีการจัดระบบเรื่องการใช้ทรัพยากรที่ยั่งยืน ให้ประชาชนดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขด้วย ถ้าดูจากแผนพัฒนาสตูล จากคำขวัญที่ว่า “สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์” แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดเองก็เคยพูดในที่ประชุมประชาพิจารณ์ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 ที่ผ่านมาว่า ไม่มีแผนที่จะพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมในสตูล โครงการอุตสาหกรรมต่างๆ นั้นล้วนเป็นของ “เบื้องบน” เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัดสตูล ได้มาจากการท่องเที่ยวและการบริการ กว่า 40% ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควร ทั้งทางด้านการเกษตร การบริการการท่องเที่ยว และการค้า ถ้าทำให้ดี รายได้ตรงนี้สามารถเลี้ยงตัวได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบอุตสาหกรรมเลย
      
แล้วถ้าอย่างนั้น ทำไมต้องสร้างท่าเรือ?
ประเด็นนี้ก็เป็นสิ่งที่ชาวสตูลสงสัยมาโดยตลอด หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมที่จะไม่ตามมา ตอนนี้ใครมาบอกเราก็เชื่อไม่ได้ เพราะแม้กระทั่งใน EIA เองก็บอกชัดเจนว่ามียุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ไม่ใช่มีแค่ท่าเรือน้ำลึก มีการบอกว่าท่าเรือน้ำลึกจะสร้างให้เล็กลงก็เชื่อถือไม่ได้ ปัญหาคือประชาชนในพื้นที่ได้รับข้อมูลจากรัฐแค่เพียงผิวเผิน โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบ ซึ่งถ้าเทียบกับความเป็นจริงแล้วมันเยอะมาก แต่รัฐบอกแค่เพียงเล็กน้อย ซึ่งถ้าเราไปดูการพัฒนาในต่างประเทศ เขามีการเตรียมการและจัดระบบอย่างดี เช่น ในเรื่องของผลกระทบต่อสุขภาพ ชุมชน พื้นที่ สภาพแวดล้อม แต่ของเรามันน้อยมาก เขาแทบไม่ได้เตรียมอะไรให้เลย
      
มีชาวต่างชาติที่มาประกอบการธุรกิจดำน้ำอยู่ที่นี่ บอกว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่รัฐจะยกเลิกอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เขาบอกว่า Park (อุทยาน) นี่สำคัญที่สุดเลย ถ้ายกเลิกอุทยานนี่จบแล้ว หมู่เกาะเภตรานี่ยังไม่ถึงกับยกเลิก แค่ถอดถอน ทั้งที่ความจริงแล้วเขามีแต่หาพื้นที่อุทยานเพิ่ม เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ แต่นี่มุ่งจะเข้าไปทำลายและตัดแบ่ง ที่สำคัญคือเหมือนเอาไข่แดงออกไปเลย
      
เขาบอกว่าถ้าเป็นในแคนาดาไม่ใช่แค่กลุ่มวัยกลางคนเท่านั้นที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่พวกเด็กๆ วัยรุ่นก็จะลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วย จนกระทั่งนโยบายต่างๆ เลิกล้มหมดแล้ว ประชาชนเขาตื่นตัวมากนอกจากนี้ ชาวต่างชาติคนนั้นยังบอกอีกว่า อาจารย์เอาข้อมูลมาให้ผม จะช่วยเผยแพร่ผ่าน CNN ให้คนทั่วโลกได้รู้
      
ถ้าเปรียบเทียบตรงนี้กับประเทศอื่นๆ ยังมีประเทศไหนบ้าง
มีประเทศออสเตรเลีย จริงอยู่ที่ประเทศเขาทำอุตสาหกรรม แต่เขาดูแลประชาชนอย่างดี เหมือนเขามีการป้องกัน เขารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็เตรียมการไว้ก่อน ไม่ใช่เหมือนอย่างในบ้านเราที่พยายามทำให้ได้ มาตรการป้องกันไม่ค่อยมี แล้วค่อยมาเยียวยาทีหลัง เข้าตำรา “วัวหายล้อมคอก”
      
กรณีคนพื้นเมืองที่ออสเตรเลีย เป็นอย่างไรบ้าง?
คนพื้นเมืองของออสเตรเลีย คือ อะบอริจิน ที่ถูกคนจากฝั่งยุโรปที่อพยพเข้าไปในออสเตรเลียรุกราน ฆ่าบ้างอะไรบ้าง เพราะวิถีชีวิตมันแตกต่างกัน แล้วอพยพชาวอะบอริจินดั้งเดิมไปอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่ง ที่เป็นหมู่บ้านชนบท แล้วที่ดินสำคัญๆ เขาก็เอาไปหมด สร้างตลาด สร้างเมืองขึ้นมา เวลาโปรโมทการท่องเที่ยว เรื่องการแสดงของชนเผ่าอะบอริจิน ก็เป็นคนยุโรปที่เข้าไปใหม่นี่แหละมาทำการแสดง ไม่ใช่คนพื้นเมือง แต่เป็นคนผิวขาว นี่ก็เป็นลักษณะเดียวกัน อีกหน่อยผู้คนในชุมชนโดยรอบของที่นี่ ก็จะมีวัฒนธรรมอื่นๆ เข้ามาเปลี่ยน ไม่ต่างอะไรกับกระเหรี่ยงคอยาวที่ถูกทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวไป
      
แล้วจริงๆ ทิศทางการพัฒนาของที่นี่ ควรจะเป็นไปอย่างไร?
มีการพูดประเด็นนี้มาหลายเวทีแล้ว ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่า ควรเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพราะดูจากภูมิศาสตร์ของทั้งภูมิภาคแล้ว ตั้งแต่ตรัง, ระนอง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, สงขลา และสตูล มันเป็นเรื่องของความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่มาทำลายวิถีชีวิตเดิมของชาวบ้าน นอกจากนี้ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐด้วย ถ้าทำตรงนี้ให้ดี ก็จะสามารถเลี้ยงตัวได้ และรัฐก็จะมีรายได้จากตรงนี้ดีเลยทีเดียว
      
ถ้ามองในเรื่องของการสร้างงาน อุตสาหกรรมสร้างงานให้กันคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง แค่กลุ่มคนที่ทำงานในโรงงาน แต่ว่าผลกระทบที่ตามมามันกระทบคนเยอะกว่านั้น ด้วยยุทธศาสตร์ที่เป็นส่วนเชื่อม 2 ฝั่งทะเลเข้าด้วยกัน จึงเหมาะที่จะสร้างโครงการอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่โดยสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงแล้ว มันทำไม่ได้ ไม่มีศักยภาพมากขนาดนั้น ทรัพยากรอื่นๆ ที่มีก็ยังใช้มันได้อยู่
      
นักการเมืองและกลุ่มทุนมอง GDP เป็นหลัก แต่ลืมนึกถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน และความสุขของประชาชน ตอนนี้ผลกระทบยังไม่เกิด แต่เรารู้ล่วงหน้าแล้ว เพราะเรียนรู้จากนิคมอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด โรงแยกก๊าซที่จะนะเป็นตัวบอกว่า “รัฐไม่สามารถจัดการกับความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้มีความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพได้”
      
แนวทางการเคลื่อนไหวหลังจากนี้เป็นอย่างไร?
เบื้องต้นในระดับประชาชน ได้มีการพูดคุย ปรึกษากันในเครือข่ายต่อต้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภาคใต้ ได้ข้อสรุปว่า เราต้องประกาศให้รัฐบาลรู้ในเชิงสัญลักษณ์ ว่าเราชาวภาคใต้ไม่เอาอุตสาหกรรม โดยในวันที่ 21 - 22 ส.ค. ที่ผ่านมามีการร่วมชุมชุมของเครือข่ายต้านอุตสาหกรรมในแผนเพชรเกษม 41 โดยทั่วแทนจากจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ให้ชัดเจน ว่า ภาคใต้ไม่เอาอุตสาหกรรม นอกจากนี้ก็มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจมากที่สุด โดยเฉพาะในระดับผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้ส่วนหนึ่งถูกรัฐและนายทุน “ซื้อ” ไปแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงมีคนเห็นด้วยน้อยมาก
      
คนพื้นที่ที่เห็นด้วยกับโครงการอุตสาหกรรม จริงๆ มีน้อยมาก ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำไป ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องเลย เพราะขะมักเขม้นกับการประกอบอาชีพ หาเช้ากินค่ำ และอีกกลุ่มคือ กลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ ทั้งจากรัฐและนายทุน แต่ประชาชนกว่า 90% รู้เรื่อง และไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ ชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาเสียทั้งหมด แต่มองว่าการมีส่วนร่วมกับรัฐ ประชาชนอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ มีความสุขด้วย ส่วนการพัฒนาที่ทำร้ายประชาชน แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน
      
จะมีเครือข่ายไปต่างประเทศไหม?
ในขณะที่รัฐเอาการมองระดับโลกมาบีบ เราก็มีวิธีการที่จะซ้อนไปในระดับโลกเช่นกัน ตอนนี้ทางเครือข่ายกำลังรวบรวมข้อมูลของ จ.สตูล ในมิติต่างๆ ทั้งเรื่องผลกระทบ ด้านการศึกษา วิถีชีวิต ระบบนิเวศน์ ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ ประมาณ 9 ด้าน เช่น การท่องเที่ยว, ประมงชายฝั่ง, การศึกษา, ด้านสังคม, ทรัพยากร, สุขภาพ, อาชีพ, การเกษตรทางเลือก และจะทำเป็นเอกสาร 1 เล่ม สรุปผลกระทบทั้งหมดต่อวิถีชีวิตที่เราดำเนินอยู่ แล้วยื่นไปยังหน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้คิดว่าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วเผยแพร่ไปยังนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวที่อาสาเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ ให้เผยแพร่ต่อไปยังสังคมออนไลน์ ส่วนองค์กรต่างๆ ที่คิดว่าจะยื่นหนังสือไป หลักๆ มี กรีนพีซ และประเทศแคนาดา
      
เวลาเราคุยกับฝรั่ง เขาพร้อมจะช่วยเราเต็มที่เลย เพราะเคยเคยเผชิญกับสภาพอุตสาหกรรมแบบนี้ในประเทศของเขา แถบยุโรป แถบอเมริกา ในแคนานดา มาก่อน โดยเขาเจอปัญหาแบบนี้ก่อนเราเยอะ เขาเห็นผลกระทบว่ามันทำลายทรัพยากร ทำลายประชาชนของเขาอย่างไร จึงปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ แล้วเขาก็ยินดีจะช่วยเรา ส่วนงานด้านเอกสารนั้นมีกลุ่มเครือข่ายวิจัย เครือข่ายท่องเที่ยว ทีม สกว. นักวิชาการในพื้นที่ โดยได้งบประมาณมาจากสภาปฏิรูปประเทศไทย ส่วนการแปลเป็นภาษาอังกฤษจะขอความร่วมมือจากคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ตั้งใจว่าเมื่อทำเสร็จแล้วจะแจกจ่ายไปยังหน่วยงานราชการของรัฐ และหน่วยงานต่างๆ พร้อมทั้งเผยแพร่ไปยังเครือข่ายสังคมออนไลน์ และองค์กรสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในต่างประเทศ

ขอบคุณที่มา :  ASTVผู้จัดการออนไลน์
 
 

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net