วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หาดใหญ่เตือนภัยน้ำท่วมด้วยตนเอง


  

ขณะที่น้ำท่วมใหญ่เมืองหลวงอยู่ขณะนี้ ภาคใต้เป็นเพียงภาคเดียวที่ยังไม่ประสบปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งก็หาใช่ว่าจะรอดพ้นไม่ เพราะไม่ว่าจะนับย้อนหลังไป ภาคใต้โดยเฉพาะหาดใหญ่เพิ่งผ่านพ้นประสบการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ไปไม่นาน ถึงเวลานี้ก็ครบรอบ 1 ปีพอดีและไม่แน่ว่าปีนี้น้ำใหญ่จะเข้ามาอีกหรือไม่

 

หาดใหญ่ปีนี้จึงเตรียมความพร้อมขนานใหญ่ ด้วยแนวทางที่เปลี่ยนไปจากเดิม คือ ให้ความสำคัญกับระบบการเตือนภัยและการรับมือด้วยชุมชนมากขึ้น และอาจจะมากกว่ามาตรการสิ่งก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นพนังกั้นน้ำ การสร้างแก้มลิง และอื่นๆ ผมเองก็มีส่วนในการทำงานรับมือภัยพิบัติโดยเฉพาะจากอุทกภัยนี้พอสมควร ในฐานะองค์กรภาคประชาชน ได้เข้ามาทำงานร่วมกับหน่วยงานหลักได้แก่ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 8 กรมชลประทาน หอการค้าจังหวัด เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลคอหงส์ เทศบาลควนลัง เทศบาลตำบลพะตง เทศบาลเมืองคลองแห และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

ร่วมกันรับมืออุทกภัยที่เรามองว่าเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศด้วยฝีมือมนุษย์ โดยทำงานภายใต้แนวคิดที่ว่า เราไม่สามารถยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ แต่เราสามารถสร้างตัวอย่างเมืองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

 

แนวทางที่จะดำเนินการ ก็คือ ปรับระบบของเมือง ที่มีความซับซ้อน เนื่องจากมีความ เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาเมือง เช่น ระบบนิเวศวิทยา  โครงสร้างกายภาพ/โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ/ระบบการเงิน  ปกป้องกลุ่มเสี่ยงหรือเปราะบาง ความเปราะบางหรือความเสี่ยงในบริบทเมือง หมายถึงการที่ประชากรเมือง ไม่สามารถเข้าถึงระบบบริการขั้นพื้นฐานและบริการอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ให้สามารถรับมือและปรัยตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัจจุบันเมืองมีความเสี่ยงต่อผลกระทบและภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ระดับความรุนแรงและความถี่ของภัยธรรมชาติ ซึ่งทำให้เมืองและประชากรได้รับผลกระทบต่างๆ อย่างรุนแรงด้วย

 

ประสบการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้ได้ข้อสรุปว่าการทำงานที่สอดคล้องกับภูมินิเวศน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แล้วก็ไม่ควรแบ่งแยกพื้นที่ดำเนินการ ไม่ควรแยกพื้นที่ไข่แดงกับพื้นที่รอบนอก ประสบการณ์ความขัดแย้งเช่นนี้หาดใหญ่ผ่านมาแล้ว น่าเสียดายที่บทเรียนเหล่านี้ ทางภาคกลางไม่ได้นำไปใช้ ทุกอย่างเลยผิดซ้ำซาก

 

เรียกได้ว่า เรามีการปรับกลไกการทำงานระดับจังหวัด ระดับลุ่มน้ำ และระดับชุมชน ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถรับมือและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เหนือการควบคุม ลดความสูญเสียเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด

 

เมืองหาดใหญ่มีลักษณะภูมิประเทศทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ มีแนวภูเขาทางด้านทิศตะวันตก ทิศใต้ และทิศตะวันออก โดยพื้นที่ลาดจากทิศใต้และทิศตะวันตกไปสู่ทะเลสาบสงขลา อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 26.6-29.6 โดยอุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือนเมษายน และอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณฝนเฉลี่ยประมาณ 1,916.4 มิลลิเมตร ปริมาณฝนมากที่สุดเดือนพฤศจิกายน

 

ลักษณะของฝนที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและเทศบาลนครหาดใหญ่เป็นฝนที่มีการตกต่อเนื่องที่มีปริมาณฝนมากกว่า 120 มิลลิเมตร ในเวลา 3 ชั่วโมง ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี พ..2531 (275.1 มิลลิเมตร ในระยะเวลา 2 วัน) , 2543 (447.5 มิลลิเมตร ในระยะเวลา 3 วัน) และในปี พ.. 2553(500 มิลลิเมตร ในระยะเวลา 1 วัน) โดยมักจะเกิดน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤศจิกายนธันวาคมอยู่เสมอ  

 

การเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณอำเภอเมืองหาดใหญ่มีสาเหตุเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งของอำเภอเมืองหาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่ลุ่มและความสามารถในการระบายน้ำขึ้นอยู่กับระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาเป็นสำคัญ และอีกทั้งอยู่ในเขตฝนตกชุก ซึ่งจากการศึกษาพบว่าในปี 2553 มีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 500มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหาดใหญ่ อีกทั้งการพัฒนาตัวเมืองและสาธารณูปโภคที่ไม่เอื้อให้น้ำระบายได้ดี และมาตรฐานการออกแบบทางวิศวกรรมที่ไม่ถูกต้อง ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมในเมืองหาดใหญ่ทั้งสิ้น

 

คุณสมภพ วิสุทธิศิริ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้กล่าวถึงลักษณะภูมิประเทศของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และชี้ว่าน้ำท่วมหรืออุทกภัยนั้นมาจากทิศทางการไหลของน้ำ 4 ทางหลัก ได้แก่ ทางสะเดา จากนาหม่อม จากคลองวาด คลองต่ำ และจากเขาคอหงส์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

1.สายน้ำที่มาจากอำเภอสะเดา ที่นี่ปัจจุบันมีอ่างเก็บน้ำสะเดา ซึ่งบ่อยครั้งจะมีข่าวลือว่าอ่างแตก ทั้งที่มีพื้นที่รับน้ำ 90 ตารางกม. ส่วนพื้นที่รับน้ำของหาดใหญ่มี 2000 ตารางกม. ต่อให้อ่างแตกจริงก็หาได้ส่งผลกระทบต่อเมืองหาดใหญ่ไม่ เมื่อฝนตกหนักน้ำไหลจากต้นน้ำของสะเดามาทางบ้านม่วงก็อง ไหลไปสู่บ้านบางศาลาแล้วไหลสู่ประตูกั้นน้ำของคลองอู่ตะเภา 2 จุด คือ คลอง ร.1(เพื่อดึงน้ำจากคลองอู่ตะเภาไปออกทะเสสาบสงขลา) และคลองอู่ตะเภา

 

2.สายน้ำจากอำเภอนาหม่อม โดยน้ำไหลมาทางบ้านคลองหวะ ก่อนที่จะไปบรรจบกันกับน้ำคลองอู่ตะเภาที่บริเวณประตูกั้นน้ำทั้ง 2 จุด

 

3.สายน้ำจากเขาคอหงส์ โดยมีจุดเริ่มต้นสายน้ำจากบ้านทุ่งงาย น้ำไหลไปไปสู่แก้มลิงคลองเรียน บ้านคลองเรียน ก่อนที่จะไหลไปสู่ถนน 30 เมตร แล้วไหลไปลงคลองแห ไปออกคลองอู่ตะเภา ณ วัดนารังนก ก่อนที่จะออกทะเลสาบสงขลา

 

4.สายน้ำจากน้ำตกโตนงาช้าง โดยน้ำไหลมาที่คลองวาด คลองต่ำ ผ่านประตูกั้นน้ำที่คลองต่ำ แล้ว ไหลไปยังคลอง ร.1 เป็นตัวหนุนทำให้เพิ่มระดับน้ำในคลองร.1 ส่งผลต่อการเกิดอุทกภัยของหาดใหญ่เช่นกัน

 

ส่วนน้ำที่จะทำให้เกิดอุทกภัยนั้น มี 2 ส่วน ได้แก่ น้ำจากฟ้าและน้ำท่าที่เอ่อท้นจากลำคลอง

 

น้ำจากฟ้า ในภาคใต้ มี 5 ชนิด ได้แก

 

1.ร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุม ถ้าหากเราดูภาพจากการพยากรณ์อากาศ จะมีสัญลักษณ์เป็นเส้นสีแดงคู่ขนาน หากพาดผ่านตรงไหน จะมีกำลังแรง ฝนชุก

 

2.หย่อมความกดอากาศต่ำ มีความรุนแรงมากกว่าร่องความกดอากาศต่ำ มีสัญลักษณ์เป็นตัว L สีแดง มีวงกลมเส้นสีน้ำเงินล้อมรอบ

 

3.พายุหมุนเขตร้อน จะมีสัญลักษณ์เป็นรูปตัว D ลักษณะเป็นกลุ่มก้อนเมฆมีการหมุนวน เกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำเพิ่มความรุนแรงจากดีเปรสชั่น มาเป็นพายุโซนร้อน ไต้ฝุ่น(สัญลักษณ์เป็นจุดสีแดงทึบ หรือก้อนเมฆมีตาอยู่ตรงกลาง),เฮอร์ริเคน ตามลำดับ

 

4.มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เคลื่อนตัวจากฝั่งอันดามัน ผลกระทบกับหาดใหญ่น้อย

 

5.มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เคลื่อนตัวจากฝั่งอ่าวไทย และมีส่วนทำให้เกิดกลุ่มฝนขนาดใหญ่จนสามารถทำให้เกิดน้ำท่วม (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.Songkhla.tmd.go.th)

 

ขณะรายงานอยู่นี้ ทางอุตุฯเตือนว่ามรสุมดังกล่าวนี้จะส่งผลให้เกิดฝนหนักในช่วงวันที่ 12 พย.เป็นต้นไป

 

ปัจจุบัน เรามีการเตือนภัยน้ำท่วมด้วยตนเองที่ www.hatyaicityclimate.org ภายใต้โครงการ เครือข่ายเมืองในเอเชียเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ-เมืองหาดใหญ่ Asian Cities Climate Change Resilience Network (ACCCRN) เฝ้าดูระดับน้ำในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาผ่านกล้อง CCTVแสดงรายละเอียดภาพที่ได้มีการบันทึกในทุก ๆ 5 นาที เป็นภาพที่แสดงถึงระดับน้ำและหมุดวัดระดับน้ำที่ได้มาจากกล้องที่นำไปติดตั้งไว้ 7 จุด ได้แก่ 1 ม่วงก๊อง, 2 บางศาลา ,3 จันทรวิโรจน์, 4 คลอง ร 6, 5 แก้มลิงคลองเรียน, 6 ที่ว่าการอำเภอ, 7 คลอง ร 1

ในเว็บดังกล่าว จะแสดงข้อมูล การพยากรณ์อากาศภาคใต้ตะวันออก แสดงการพยากรณ์อากาศรายวันจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก 2) ระบบโทรมาตรลุ่มน้ำทะแลสาบสงขลา จากโครงการชลประทานสงขลา แสดงสถานการณ์น้ำ ณ จุดต่างๆที่ติดตั้งระบบ 3) รายงานสถานการณ์น้ำรายวัน จากเทศบาลนครหาดใหญ่ แสดงสภาพอากาศ การแจ้งระดับน้ำ ณ คลองต่างๆ และระดับการเตือนภัย (ธงเขียว, ธงเหลือง, ธงแดง)

 

นอกจากนั้นยังมี ระบบโทรมาตร ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก เป็นโปรแกรมแสดงผลและรายงานออนไลน์ แสดงปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ต่างๆ ที่ติดตั้งระบบในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ปริมาณฝนสะสม (ราย 1, 2, 3, 6, 12, และ 24 ชม.) และระดับการเตือนภัย

 

และล่าสุด ทางจังหวัดได้พัฒนากลไกของจังหวัดเพื่อการรับมืออุทกภัย โดยปัจจุบันประกอบด้วยทีมประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ชุดใหญ่ มีการประชุมทุกวันพุธ และอนุกรรมการระดับลุ่มน้ำย่อย เพื่อการเตือนภัยของจังหวัดสงขลา

การทำแผนที่กลุ่มเสี่ยง

แต่ละซอยจะมี "บ้านพี่เลี้ยง" ทำหน้าที่เตือนภัย ประสานความช่วยเหลือ (ดูสัญลักษณ์บ้านที่มีแถบสีน้ำเงินแกมเขียว) บ้านพี่เลี้ยงจะมีวิทยุเครื่องแดงใช้ในกรณ๊การสื่อสารปกติล่ม

แต่ละซอยจะมีการจัดระบบการเตือนภัย การช่วยเหลือ และมีศูนย์อพยพเป็นจุดรับความช่วยเหลือ


โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net