วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รอยเท้าบนชมพูทวีปของ ประมวล เพ็งจันทร์


เรื่อง : รอยเท้าบนชมพูทวีปของ ประมวล เพ็งจันทร์

ตีพิมพ์ในเซ็คชั่น กายใจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน 2554

ภาพ: อนันต์ จันทรสูตร์

เขา เริ่มการเดินทางครั้งใหม่หลังจากอาศัยเพียงสองเท้าเดินค้นหาอิสรภาพเมื่อหลายปีก่อน ครั้งนี้ รอยเท้าของเขาได้ย่ำลงบนเดินแดนชมพูทวีป

'เดินสู่อิสรภาพ' หนังสือที่ทำให้นักอ่านจำนวนมากได้รับรู้เรื่องราวในช่วง 66 วันของการเดินเท้าจากเชียงใหม่สู่เกาะสมุยของ ประมวล เพ็งจันทร์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ตัดสินใจหันหลังให้ชีวิตข้าราชการประจำด้วยวัย 51 ปี เพื่อมุ่งหน้าสู่บ้านเกิดจังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยไม่พึ่งพาหนะใดๆ

ตลอดระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร สิ่งที่เขาได้ประสบพบเจอมีทั้งความยากลำบาก เหนื่อยล้า หิวกระหาย สลับกับแง่มุมที่จรรโลงใจไม่ว่าจะเป็นมิตร ภาพหรือน้ำจิตน้ำใจของผู้คนหลากเพศหลายวัยไปจนถึงเจ้าลูกหมาขี้เรื้อนที่มาซุกกายขอแบ่งปันไออุ่นในยามค่ำคืน

หัวใจของการเดินทางในครั้งนั้นคือการก้าวออกจากฐานที่มั่นอันแสนจะอบอุ่นปลอดภัย เพื่อเผชิญกับหลากหลายความรู้สึกนึกคิดด้านลบแบบไม่มีการหลบเลี่ยงหรือถอยหลังกลับ ความกลัว หวาดระแวง ไร้หลักประกันในชีวิต ฯลฯ ล้วนเรียงรายรอให้ได้สัมผัสตลอดรายทาง ซึ่งที่สุด ประมวลค้นพบว่าแท้จริงแล้ว แง่ลบและสิ่งร้ายหาใช่เรื่องของโลกนอกกาย แต่เป็นตะกอนที่แฝงฝังอยู่ภายในความคิดจิตใจ
 
การออกเดินเผชิญหน้าเพื่อท้าทายและฝ่าผ่านนำเขาสู่ 'อิสรภาพ' ที่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรียกว่าด้วยเรื่องเล่าในครั้งนั้น

ประสบการณ์ชีวิตครั้งสำคัญ นำประมวล เพ็งจันทร์ ไปสู่การจาริกรอบใหม่ตามรอยเดินเส้นเดิมที่เขาได้เคยผ่านทางเมื่อครั้งวัยเยาว์ แต่การกลับไปยังประเทศอินเดียในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ต่างออกไป เพราะเป็นการใช้เวลาช่วงสั้นๆ บนแผ่นดินผืนเดิมด้วยจิตใจแห่งความเคารพและศรัทธาอย่างถึงที่สุด

"การเดินทางครั้งนี้เป็นก้าวต่อจาก 'เดินสู่อิสรภาพ' โดยเป็นการเดินทางลึกเข้าไปในใจของตัวเอง โดยผมขอใช้อินเดียเป็นฉากเพื่อจะทำให้สิ่งที่อยู่ภายในปรากฏให้ผมพิจารณาได้"

ประมวล เพ็งจันทร์ พูดคุยกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' ถึงเรื่องราวการเดินทางครั้งล่าสุด ที่ได้รับการบอกเล่าผ่านงานเขียนชุด 'อินเดีย จาริกด้านใน' ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 3 ภาค การศึกษาที่งดงาม-คารวะภารตคุรุเทพ-ทบทวนชีวิต พินิจตน

  • มีความตั้งใจอย่างไรในการเดินทางไปอินเดียในครั้งนี้

      ความตั้งใจคือกลับไปแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ ตอนสมัยที่เรียนมีบางเรื่องราว คนบางคนที่ผมไม่เคารพ ผมรู้สึกผิดมากเลยที่ตอนเป็นนักศึกษา ผมไม่เคารพครูบางคน คิดว่าเป็นเพราะตอนนั้นเรามีอะไรในใจมากไป อย่าว่าแต่ครูอาจารย์ แม้แต่คนที่เรามีโอกาสผ่านกันบนถนน เรายังควรเคารพเขาเลย ทำไมเราจึงมีจิตหยาบแข็งไม่เคารพครูในสมัยนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ก็จะได้ขอขมา ถ้าท่านไม่มีชีวิตแล้วก็จะกราบขอคารวะและขอโทษท่าน

  • ความคิดที่จะกลับไปคารวะครูอาจารย์เกิดขึ้นเมื่อใด

    ตั้งแต่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมรู้สึกมาตลอดว่าถ้ามีเวลาอยากกลับไปอินเดีย แต่ความคิดนี้ก็ยกเลิกไปตอนที่ลาออกจากราชการ ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่สามารถไปไหนไกล เพราะไม่มีสตางค์ แต่บังเอิญว่าเมื่อมีการจัดพิมพ์หนังสือ 'เดินสู่อิสรภาพ' สำนักพิมพ์จ่ายค่าลิขสิทธิ์ เงินจำนวนนี้ผมคิดว่าควรจะใช้เพื่อกลับไปอินเดีย ความคิดนี้เกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนหลังจากหนังสือออกสู่ตลาดเมื่อต้นปี 2550 ผมตั้งใจว่าเงินหมดเมื่อไรก็กลับ แต่ปรากฏว่าตอนอยู่ที่อินเดียทุกครั้งที่กดเอทีเอ็มก็จะมีเงินไหลออกมาเรื่อยๆ (หัวเราะ) เพิ่งมารู้ทีหลังว่าระหว่างที่ผมอยู่ที่นั่น มีการจัดพิมพ์หนังสือซ้ำหลายครั้ง เลยรู้สึกว่ามีบุญที่ทำให้ผมจะได้อยู่อินเดียนานๆ ก็อยู่จนถึงเดือนธันวาคม

  • เริ่มต้นการเดินทางอย่างไร

     ผมเริ่มต้นจากการกลับไปสู่สถาบันการศึกษาทั้ง 3 แห่งที่ผมเรียนปริญญาตรี โท เอก หลังจากคารวะสถานที่ซึ่งผมเคยศึกษา ก็ไปยืนดูป้ายที่มีรูปหัวหน้าภาควิชาซึ่งเขาเรียงรายชื่อไว้ตามลำดับ ผมชี้ไปทีละคน คนแรกเจ้าหน้าที่บอกว่าท่านเสียชีวิตไปแล้ว คนที่สองก็เสียชีวิตไปแล้ว พอถึงคนที่สาม เจ้าหน้าที่บอกว่าน่าจะยังมีชีวิตอยู่ แต่เกษียณอายุไปแล้ว ซึ่งอาจารย์ท่านนี้เป็นคนแรกที่ผมเรียนด้วยเมื่อเดินทางไปถึงอินเดีย ตอนนั้นฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เมื่อทราบว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ดีใจ สอบถามที่อยู่เพื่อไปพบท่านถึงที่บ้าน

      ผมไปกราบไปคุยกับท่านตั้งแต่บ่ายสามโมงถึงหนึ่งทุ่ม ซึ่งนั่นคือการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการเรียนรู้จากใจ เราดีใจที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แล้วเราเปิดใจเพื่อจะฟังทุกเสียง ทุกคำพูด ทุกกิริยาอาการ ซึ่งท่านแสดงออกด้วยความรู้สึกที่ดี เมื่อลูกศิษย์คนหนึ่งที่เรียนหนังสือมาจนแก่แล้วกลับไปหาท่าน  ผมบอกท่านว่าผมได้ความรู้ซึ่งเป็นสิ่งมีค่าที่สุด ผมขอบคุณท่าน และผมได้มอบความรู้เหล่านั้นให้กับลูกศิษย์ วันนี้ผมกลับมาคารวะท่าน

      ผมขอให้ท่านช่วยแนะนำว่าผมจะเข้าถึงจิตวิญญาณที่สูงส่งแห่งอินเดียได้อย่างไร ท่านตอบว่าคุณเป็นพุทธ การที่คุณสมาทานพระพุทธเจ้าเป็นสรณะนั่นคือทางของคุณ เมื่อใดที่คุณเข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์ คุณได้เข้าถึงจิตวิญญาณอันสูงส่งของอินเดียซึ่งจะไม่ปรากฏขึ้นเลยหากไม่มีบุคคลเช่นพระพุทธเจ้า เช่นพระศาสดามหาวีระ บุคคลเหล่านี้ที่ทำให้เกิดความหมายแห่งอินเดียที่สูงส่ง อาจารย์เป็นฮินดู แต่พูดแบบนี้กับผม ทำให้รู้สึกว่า ครูคนนี้ ตอนเด็กๆ เราเรียนด้วยก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เรามีเหตุผลมากมายที่จะไปโต้แย้งท่าน แต่วันหนึ่งเมื่อเรามาด้วยจิตที่คารวะ ช่างเป็นสิ่งวิเศษที่เราได้สัมผัสความหมายที่ออกมาจากใจของคนที่เป็นครู ตอนนั้นผมพบว่าจิตที่เคารพเท่านั้นจะพาเราไปสู่ความหมายที่บริสุทธิ์ได้ หลังจากพบครูที่ทำให้ผมเพิ่มโปรแกรมการเดินทางว่าผมจะต้องแสดงความเคารพอินเดียอย่างสูงส่งให้ได้

  • จิตใจที่เคารพคารวะทำให้เข้าถึงจิตวิญญาณแห่งอินเดียได้อย่างไร

     ผมเป็นพุทธ ตอนเด็กๆ เราคิดตลอดเวลาว่าฮินดูมีความเชื่อเหลวไหล เราถูกสอนว่าคนฮินดูเหลวไหล ทำผิดแล้วก็ไปชำระบาปที่แม่น้ำคงคา ถ้าทำได้อย่างนั้น ปลาที่อยู่ในแม่น้ำก็ขึ้นสวรรค์หมดสิ การที่เราใช้เหตุผลชุดหนึ่งไปอธิบายเหตุผลอีกชุดหนึ่งมันก็เป็นอย่างนี้ แต่ความคิดแบบนั้นถูกชำระล้างเมื่อผมกลับไปด้วยความรู้สึกว่าครูผมเป็นฮินดู และผมเคารพท่าน ผมจะเข้าใจฮินดูได้ ผมต้องมีความเชื่อและความเคารพแบบฮินดู

     เมื่อผมไปที่คังโคตรี (Gangotri) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำคงคา ผมนั่งลงหลับตาที่ริมแม่น้ำ ช่วงเวลาหนึ่งผมรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง ผมหมดความเคลือบแคลงสงสัย ผมได้ยินเสียงน้ำไหล เมื่อผมลืมตาขึ้น ผมเห็นแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบยอดเขาที่มีหิมะปกคลุม ยอดเขาในส่วนที่ต้องแสงอาทิตย์เหลืองเป็นสีทองสุกเปล่งประกายสดสวยมาก ผมจำได้ว่าทันทีที่ผมเห็น ผมสวดสรรเสริญอุษาเทวี ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูเขาถือว่าทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติเป็นเทพ เพราะฉะนั้น เมื่ออะไรปรากฏต่อเขา เขาจะสวดสรรเสริญ ความหมายของบทสวดบทนั้นคือการสรรเสริญอุษาเทวี ซึ่งเป็นเทพผู้หญิงที่นำความงดงามมาสู่โลก มาสู่เรา ผมอยู่บนโลกมา 50 เกือบ 60 ปี เห็นแสงตะวันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยสัมผัสความงดงามของธรรมชาติที่มีความหมายและงดงามเท่ากับวันนั้นเลย

  • ทำไมจึงเกิดภาวะแบบนั้นขึ้นได้

    จิตที่นิ่ง ไม่คิดอะไร เมื่อก่อนเวลาเราคิด ความหมายมันเกิดจากความคิด และความคิดของเราถูกปรุงแต่งด้วยความต้องการของเรา เช่นเราได้ยินเสียงที่ไม่อยากได้ยิน เราก็หงุดหงิดรำคาญเสียงนี้ เราเห็นภาพที่เรามีความทรงจำที่ไม่ดี เราก็รังเกียจมัน แต่วันที่เราได้รับรู้โดยไม่คิด ไม่มีการปรุงแต่ง มันมีความหมายบางอย่างเกิดขึ้นในใจ และความหมายนี้คือความงดงามที่ปรากฏในภาพที่เราเห็น เสียงที่เราได้ยิน ความงดงามเหล่านี้มีอยู่ตามปกติ แต่เราต่างหากที่ไม่สามารถสัมผัสความหมายที่งดงามนี้ได้ ผมรู้สึกเลยว่าความหมายของสายน้ำ ไม่ใช่คำพูดที่เราจะเอาเหตุผลไปจับ แต่มันเป็นความหมายของชีวิต เมื่อเรามีความรู้สึกขัดเคืองเป็นปฏิปักษ์กับธรรมชาติ เราจะไม่เข้าใจธรรมชาติ ซึ่งเท่ากับเราไม่เข้าใจอะไรเลย ทั้งที่เราเองเป็นเพียงชีวิตเล็กๆ ที่อยู่บนโลกใบนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ สั้นมากจริงๆ

  • ทำไมอาจารย์จึงเลือกที่จะเดินเท้าและเดินทางไกลเพื่อเรียนรู้สิ่งเหล่านี้

     โดยทฤษฎี ผมรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เรารู้เป็นแค่การคิด ความรู้ที่ผมมีอยู่ในตอนนั้นเป็นแค่ผลผลิตของความคิด เวลาเราอ่านหนังสือ เราจะเกิดความคิด ถ้าหนังสือว่าด้วยเรื่องโลก เรื่องจักรวาล เรื่องอะไรเราก็สามารถคิดตามแล้วก็สามารถรู้ได้ แต่เรื่องภายในใจ ผมเข้าใจว่าผมไม่สามารถรู้ได้ด้วยความคิด เพราะถ้าเมื่อใดที่เราคิดถึงเรื่องราวภายในใจ ก็ไม่ต่างจากที่เราคิดเรื่องภายนอก แล้วผมมีความทรงจำที่ดีเวลาผมอ่านพระไตรปิฎก เนื่องจากผมแปลได้ด้วย เพราะฉะนั้นผมก็จำข้อความว่าเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านได้ใคร่ครวญถึงความหมายของการตรัสรู้ มีสิ่งที่ผมรู้ว่าผมเข้าไม่ถึง คือท่านใช้คำที่ผมแปลเป็นไทยว่า "รู้สึกได้ด้วยปัญญา"

       ผมรู้สึกว่าที่ผ่านมา ผมไม่ได้รับรู้โลกใบนี้ด้วยปัญญา แต่มันมีความอยาก ความต้องการบางอย่างของผมผสมอยู่ตลอดเวลา ผมอยากจะ "รู้สึกได้ด้วยปัญญา" ซึ่งมันต้องบ่มเพาะจนกระทั่งจิตของเรามีความสงบพอที่สิ่งซึ่งไม่ใช่ปัญญา คือโมหะและอวิชชาจางคลายไป ผมมีความตั้งใจว่าจะข้ามจากความรู้โดยความคิดไปสู่ความรู้อีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นความรู้สึกได้ด้วยปัญญา อีกส่วนหนึ่งก็คือรู้สึกว่าเวลาในชีวิตของผมเหลือน้อยแล้ว จึงอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่อสร้างความเข้าใจเหล่านี้

      ประเด็นสำคัญคือเวลาเราบอกว่า "รู้ได้ด้วยปัญญา" ในใจของเรามีสิ่งที่เรียกว่ามลทิน ความไม่สะอาด หรือความไม่รู้ นอนอยู่ในสันดานเรา เราเคยชินกับการใช้จิตคิดอยู่ตลอดเวลา เราได้ยินได้เห็นอะไร เราใช้จิตเพื่อปรุงแต่งความหมายขึ้นมาตลอดเวลา ตามที่ผมเรียนรู้เชิงทฤษฎี เมื่อเราต้องการรู้โดยไม่ต้องคิด เราต้องทำจิตให้ปลอดจากการคิดปรุงแต่ง คือจิตจะต้องนิ่ง และจิตที่ไม่คิดก็คือจิตที่อยู่กับปัจจุบัน เพราะสิ่งที่เป็นอดีตก็ต้องคิดเพราะผ่านไปแล้ว สิ่งที่เป็นอนาคตก็ต้องใช้ความคิดเพราะมันยังมาไม่ถึง ทั้งหมดนี้คือผมรู้ในเชิงทฤษฎี แต่ก็รู้ว่าทำอย่างไรเราจะทำให้จิตสงบนิ่งเป็นเวลาต่อเนื่องอย่างเพียงพอ และทำให้จิตสามารถรู้สิ่งที่เป็นปัจจุบันได้ ผมจึงเลือกใช้วิธีเดิน เพราะผมเชื่อว่าระหว่างที่ผมเดิน ผมสามารถใช้สมาธิ และการเดินมันจะท้าทายและทำให้จิตถูกบีบคั้นด้วยอารมณ์ เช่นเวลาเราหิว เราก็ต้องหาอะไรกิน แต่เมื่อผมเดินไปโดยไม่ได้กินอาหาร เราจะมีชีวิตอยู่โดยเบิกบานแจ่มใสได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมต้องการจะปฏิบัติ

  • ถ้าเป็นดังที่กล่าวมา ผู้อ่านคงรับรู้เรื่องราวได้ด้วยความคิด แต่ไม่สามารถ 'รู้ด้วยปัญญา' ในสิ่งที่ 'ประมวล' พยายามจะสื่อความ ?

     "ผมมีความเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่า ด้วยความรักที่ผมมีต่อผู้อ่าน จะสามารถสื่อสารและบอกเล่าความหมายอันลุ่มลึกของชีวิตที่เราต่างถือครองกันอยู่ได้ ผมปรารถนาให้ผู้อ่านที่รักทุกท่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อการเดินทางสู่ภายในของท่านเอง ความหมายอันงดงามแห่งชีวิตนี้ สถิตอยู่ในตัวของท่านเอง รอแต่เวลาที่จะเข้าไปสัมผัสความงดงามนั้น"

       และนี่คือบทจารึกใน 'อินเดีย จาริกด้านใน' โดยนักคิดและนักเขียนที่ชื่อ ประมวล เพ็งจันทร์

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net