วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทริปฝึกถ่ายรูป : สระแก้ว...ดินแดนแห่งอารยธรรม (1)


ตี 4 กับอีก 45 นาที...ของเช้ามืดวันเสาร์...12 พ.ย. 54

ผมโทรหาพี่เจษ...
ผม : พี่เจษๆ โทษทีพี่ ผมเพิ่งตื่น Y_Y
พี่เจษ : ไม่เป็นไร กะแล้วว่าเมื่อคืนต้องดึก ไม่น่าจะไหว แล้วเอาไงล่ะ?
ผม : ขออีก 30 นาทีครับ ล้อหมุนตีห้าครึ่งละกัน Y_Y
พี่เจษ : โอเค แล้วเจอกัน

จริงๆ แล้วเรานัดกันว่าจะล้อหมุนตอนตี 3 เพื่อจะไปฝึกถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น
แต่ผมไม่สามารถ...ตื่นไหว (เมื่อคืนโดนลากไปดริงค์จนถึง 5 ทุ่มกว่า)

ผมจึงต้องชดใช้โดยพาพี่เจษไป ไกลๆ...แทนพระอาทิตย์ข้างทาง
ส่วนที่ไกลๆ ที่ผมพอจะไปถูกตอนนี้ก็มี...สระแก้ว
เพราะเพึ่งจะบังเอิญผ่านไปถ่ายรูป...ใน entry ที่ผ่านมา
ละลุ...ดินแดนมหัศจรรย์แห่งสระแก้ว

เมื่อทุกอย่าง พร้อม เราเช็คความพร้อมของอุปกรณ์ กล้อง ขาตั้ง แบต ฯลฯ
เราก็ออกเดินทาง...มุ่งสู่ จังหวัด "สระแก้ว" ^^ เพื่อจะตามหารูปถ่ายแสน สวย...
เมื่อเวลาเปลี่ยน แผนการทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด กลายเป็น ไม่มีแผน...
กะเอาไว้ว่า...เห็นอะไรที่สระแก้ว ก็ฝึกๆ ถ่ายๆ ไปละกัน Y_Y

สภาพของผมคือ...แฮงค์ ส่วนพี่เจษก็นอนไม่ค่อยจะพอ หลับๆ ตื่นๆ
แถมตื่นมารอผมตั้งแต่ตี...3 >"<

เรามุ่งหน้าสู่ อ.เขาฉกรรจ์ เพื่อไปดูเขาฉกรรจ์ ที่วัดถ้ำเขาฉกรรจ์ ชื่อเดียวกันหมด >"<

ทันทีที่ไปถึง...พบว่า...เรามาผิดเวลา เพราะ...ภูเขาบังแสงอาทิตย์ไปหมด
เราตกอยู่ภายใต้เงามืดครึ้ม...ถ่ายรูปยากมากมาย เพราะแสงไม่พอ Y_Y
จึงเดินหามุมกันไปเรื่อยๆ จนมา พบกับแสงแดดบริเวณโบสถ์...



ระหว่างที่ผมมัวแต่สนใจ แสงจากดวงอาทิตย์
พี่เจษกลับมองเห็นในสิ่งที่ผมมองไม่เห็น ^^" นั่นคือแสงแฉกๆ จากยอดโบสถ์



ผมต้องขยับตัวมองหา อยู่นาน
จึงจะสามารถมองเห็นแสงสะท้อนเป็นแฉกอย่างที่พี่เจษบอก >"<
หาเจอได้ยังไง!? สุดยอดจริงๆ ...แต่...ผมถ่ายไม่ค่อย เป็น ได้มาแค่นี้ครับ ^^"



ยอดเขาหินที่มีอายุกว่า ห้าพันปี...น่าคิดว่าเมื่อก่อนแถวนี้จะมีสภาพเป็นยังไง...?



เท่าที่ผมสังเกตุ พี่เจษดูจะเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปพวกวัดวาอารามมากๆ
ส่วนผม...ชอบแอบถ่ายครับ 555+



นอกจากแอบถ่าย แล้ว...ผมยังชอบถ่ายลิงอีกด้วย ^^"
ชอบแม่ลูกคู่นี้มากเลยครับ...ไปนั่งอยู่สูงซะหลังคาศาลาเลย...



มีคนกล่าวเอาไว้ว่า... หากมาเที่ยวเขาฉกรรจ์ แล้วไม่เดินลอดช่องเขาที่ทะลุ
ก็ถือว่า...ยังไม่ได้มา...>"<
พวกเราก็เลยจำเป็น...ต้องเิดินขึ้นไปครับ เริ่มละ...เริ่มจะมีเหงื่อ มีปวดขา
ทั้งที่บันไดไม่ยาวมาก...แต่ตอนปลายเนี่ย
ชันมากๆ ชันจนแบบว่า ตกลงมา...ตายสถานเดียว >"<
ชันราวกับบันไดไปหารังนกนางแอ่นเลยทีเดียว...ถ้ำทะลุ ปรากฎการณ์ธรรมชาติ
พวกเราตั้งคำถาม แต่ไม่มีใครตอบได้ว่า...ภูเขาทะลุเป็นรูได้ยังไง Y_Y



เราเดินขึ้นมาพบกับภาพที่แสนประทับใจ...
...เทวดาสององค์ เข้าเฝ้าพระพุทธองค์...อยู่บนช่องเขาที่ทะลุ...



มอง ย้อนกลับลงไป...ทิวทัศน์งดงาม...และ...สูงงงง >"<



บนนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่แสนสบาย สุดปลายฟ้า...สุดสายตา...



พวกเราเดินกลับลงมาด้วยความเหนื่อยล้า...(แฮงค์ + นอนดึก + ตื่นเช้า)
นั่งเหม่อมองผู้คน พลางคิดกันว่า...จะไปที่ไหนกันต่อดี!?...



ระหว่างที่คิดอะไรไม่ออก เราก็ขับรถมุ่งหน้าไปทาง อ.วังน้ำเย็น
เพราะกดดูใน GPS บอกว่ามี "น้ำตกเขาตะกรุบ"...
แต่ด้วยระยะทางที่แสนจะห่างไกล...และไกลออกไป ไร้ผู้คน...รวมทั้งความหิว
ความหิวที่ก่อตัวฉับพลัน...เราจึงแวะทานข้าว และถามๆ ชาวบ้านเรื่องน้ำตก
แต่...ได้รับคำตอบว่า...ต้องเดินเท้าบุกป่าเข้าไปไกล >"< เราจึงล้มเลิก
ล้มเลิกกลางทาง...เราออกจาก อ.วังน้ำเย็น และแวะถ่ายรูปเรื่อยมาตามข้างทาง



ไม่ว่าแดดจะร้อนแรงแค่ไหน...เราก็เพลิดเพลินกับการถ่ายรูปกันได้เสมอ...^^
แม้แต่ข้างถนน ข้างทาง ก็ใช้ฝึกถ่ายรูปได้...^^"



ยิ่งถ่ายรูป ยิ่งเพลิดเพลินไปกับโลกของมาโครบริเวณข้างถนน ^^
เจ้าผึ้งน้อยบินๆๆๆ แสนงดงาม ^o^



เจ้าตั๊กแตนน้อยเล่นซ่อนหากับพวกเรา >"<
กว่าจะโผล่หน้าออกมาให้ถ่ายรูปได้...ซนจริงๆ



สุดท้าย...พวกเรารู้สึกตัวอีกที เวลาก็ผ่านไปเนิ่นนานแสนนาน...
จนบ่ายคล้อย...ผมกับพี่เจษมองหน้ากัน >"<

นี่พวกเราจะบ้าไปแล้วเหรอ!? ต้องบ้าแน่ๆ!!!

จะมานั่งถ่ายรูปดอกไม้แมลงอะไรกัน มาไกลถึงสระแก้ว...
ถ้าจะถ่ายดอกไม้ แถวบ้านเราก็มี >"<
ไม่ได้ละ ท่าทางจะไม่ได้การ...ต้องทำอะไรซักอย่าง...
พวกเราถอยทัพออกมาจาก อ.วังน้ำเย็น แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ อ.เมืองสระแก้ว
แวะปั้มน้ำมัน ดูป้ายของจังหวัด ที่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว...ทันใดนั้นเอง
พวกเราก็เห็นสถานที่แห่งหนึ่ง "ปราสาทสด๊กก๊อกทม" ว้าววววววววววว ^_^
จินตนาการเริ่มก่อตัวอีกครั้ง...

ผม
: พี่ๆๆ ไปถ่ายรูปปราสาทกันดีกว่า!!! พระอาทิตย์ตกดินตัดกับตัวปราสาท
พี่เจษ : อืมม์...ท่าทางจะสวยนะ...แต่...มันอยู่ที่ไหนล่ะเนี่ย >"<
ผม : ไปเถอะน่า เปิด GPS ไปเลย ^^ เร็วๆ พี่ เดี๋ยวพระอาทิตย์ตกก่อน
พี่เจษ : แน่...ใจ...นะ ว่ามันสวย เพราะพี่กลัวจะเป็นกองอิฐ เหมือนปราสาทเล็กๆ
ผม : >"< ไม่รู้สิ...ดูจากในรูป...ก็น่าจะเล็กนะ แต่ไหนๆ ก็มาแล้วพี่...
พี่เจษ : นั่น...สิ...ไหนๆ ก็มาละ ไปกันๆ

เรามุ่งหน้าออกจาก อ.เมืองสระแก้ว ไปตามเส้นทาง อ.วัฒนานคร
ทะลุวัฒนานครเข้าสู่ อ.อรัญประเทศ
เลี้ยวซ้ายที่ อ.อรัญฯ พุ่งเข้า อ.โคกสูง >"<
ตลอดเวลาก็ต้องคอยลุ้นว่าพระอาทิตย์ตกไปรึยัง...มันก็...ไกลไม่ใช่เล่นนะเนี่ย
ความมืดเริ่มก่อตัว...เราคิดและออกตัวมาช้าเกินไปหรือเปล่านะ >"<

ถนนก็แสนจะเปลี่ยว...รกร้าง...ไร้ผู้คนและ...ผุพัง สารพัดหลุมขนาดใหญ่มากมาย
ผ่านทะลุหมู่บ้านต่างๆ นาๆ จนกระทั่ง...มองเห็นป้ายทางเข้าปราสาท...
เราไปถึง...ตอนที่ไม่ควรจะไปถึง...ทุกอย่าง...สายเกินไป...มืด...เกินไป



พวกเราปรับตัว เปลี่ยนโหมด เป็นโหมด...สยองขวัญทันที Y_Y
ผมกระซิบพี่เจษ...พี่ๆ...ผมว่า...นี่มัน...บรรยากาศแบบนั้นชัดๆ (ไม่กล้าพูดตรงๆ)
พี่เจษ...Y_Y ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย...ทำไมมันเงียบ วังเวงแบบนี้
ผม...อารยธรรมขอมน่ะพี่...ต้องมาตอนนี้ถึงจะได้อารมณ์ >"<
พี่เจษ...ไม่...ใช่...ม้างงง...อารมณ์ไหน อารมณ์อะไรวะเนี่ย Y_Y
ผม...Y_Y รับรองเลยพี่...รูปอารมณ์นี้ไม่มีใครเคยถ่าย...
พี่เจษ...คนที่จะมาถ่ายรูปตอนนี้...มันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ >"<



ผมมองรูปที่ถ่ายในจอกล้อง...แล้วก็มองตัวปราสาท...ขนลุกซู่ไปหมด...
อารมณ์แบบนี้นี่มัน...อารมณ์นั้นชัดๆ Y_Y
ทุกอย่างเงียบสงัด...ได้ยินแค่เสียงพวกเราเดินเหยียบใบไม้แห้ง...



พวกเรายังคงไม่ย่อท้อ...พยายามจะเค้นเอาความสวย
ความสวยท่ามกลาง...ความ...มืด...มิด...



เราเริ่มจะมองไม่เห็นกันและกัน...จังหวะเผลอๆ ที่เราเดินแยกกันออกไปถ่ายรูป
รู้ตัวอีกที...เราก็อยู่คนละที่กัน...

คราวนี้ผมเริ่มรู้แล้วว่า...สถานที่แห่งนี้...ในเวลานี้...มันไม่ใช่แค่น่ากลัว
แต่มัน...โคตรน่ากลัว...คำว่า "กลัว" ผุดขึ้นมาในสมองของผมทันที...
ผมหยิบมือถือออกมา เพื่อจะโทรถามว่าพี่เจษอยู่จุดไหนในปราสาท...
แต่แล้วก็เพิ่งจะรู้ว่า...โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ >"<

ผมเดินฝ่าความมืดเข้าไปด้านใน...ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูของปราสาทเข้าไป
ผมไม่สามารถใช้คำว่าโคตรน่ากลัวมานิยามได้...
ที่นี่นั้นมัน...โคตรสยองสุดๆ Y_Y บรรยากาศเย็นยะเยือกไปหมด...แงๆๆๆ
ผมไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง...ไม่กล้าตะโกนถามว่าพี่เจษอยู่ที่ไหน
(เพราะกลัวว่า...เสียงที่ตอบ...จะไม่ใช่เสียงพี่เจษ)

ได้แต่รวบรวมความกล้า เดินลึกเข้าไปในปราสาท แล้วมองฝ่าความมืด
พยายามมองแบบโฟกัสมากๆ ในทุกซอกทุกมุม เพื่อที่จะไม่เห็นอะไรที่เบลอๆ
ไม่ต้องการเห็นอะไร...ที่ไม่อยากจะเห็น...!?



ในที่สุดผมก็เจอพี่เจษ เป็นเงาตะคุ่มๆ หลบมุมอยู่ในความมืด
ผม : อ้าว! อยู่นี่เองเหรอพี่ (ทำเป็นน้ำเสียงราบเรียบ Y_Y)
พี่เจษ : ไม่ไหว...มืดขนาดนี้ ถ่ายอะไรไม่ได้เลย หาโฟกัสไม่เจอ
ผม : พี่นี่สุดยอดจริงๆ มาหลบมุมอยู่มืดๆ แบบนี้
พี่เจษ : อย่างน้อยหลังชนมุมกำแพง ก็ไม่มีอะไรย่องมาจากด้านหลังได้ Y_Y
ผม : โห...คิดได้ไงเนี่ย Y_Y
พี่เจษ : พี่...ว่า...เรา...ควรจะ...กลับกันดีไหม?
ผม : ผมว่า...เรา...ไม่ควรจะมาด้วยซ้ำ >"<

เรารีบเก็บกล้อง...เดินออกมานอกตัวปราสาท...ไม่พูดอะไรมากกว่านั้น
แต่...!!! สายตาผมเหลือบขึ้นไปบนท้องฟ้า...โอ้โหหหหหหหหหหหห!!!!
พี่เจษๆ !!! ดาวเพียบเลยพี่ !!! ผมลืมความกลัวชั่วขณะ...
แหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้า...
ดาวเกือบทุกดวงในจักรวาลมาปรากฎต่อหน้าเรา!!
เพราะว่า...ที่นี่มืดสนิท...ไม่มีแสงไฟจากที่ไหนเลย
ไม่มีเมืองใกล้ๆ ไม่มีใคร ไม่มีอะไรทั้งนั้น
เราจึงมองเห็นทะเลดาวเกลื่อนฟ้าไปหมด...

โดยไม่ต้องถามกัน...เราจัดแจงวางขาตั้งกล้องลงพื้นอีกครั้ง ^^"
ลืมความกลัวไปชั่วขณะ...



หลังจากเรายืนชื่นชมท้องฟ้า...ความงดงามในห้วงจักรวาล...
จินตนาการที่ไร้ขอบเขต ดาวมากมายราวกับว่าเราสามารถเอามือไปไขว่คว้าได้
...ผมกระซิบพี่เจษเบาๆ...พี่ๆ พี่เจษว่า...ดวงนั้นใช่ดาวเหนือไหม?
พี่เจษ...อืมม์ ข้างๆ กลุ่มดาวหมัดเทพเจ้าดาวเหนือจะเป็นดาวเหนือพอดี
ผม...>"< เขาเรียกกลุ่มดาวหมีใหญ่ตะหากพี่
พี่เจษ...แล้วถามทำไม...อย่าบอกนะ...ว่า...>"<
ผม...ก็พี่เป็นคนบอกเองว่า "ดาวหมุน" จะหมุนรอบดาวเหนือ
พี่เจษ...ตอนนี้...ก็ทุ่มครึ่ง...ถ่ายรูปดาวหมุนๆ ก็ใช้เวลา 1 ชม. ถึงจะงามหยด
ก็จะเสร็จตอน สองทุ่มครึ่งพอดี...

เราสองคน หันกลับลงมามองบรรยากาศรอบๆ...ก็ยังชวนขนลุกอยู่ดี >"<
เป็นไงเป็นกัน...ตั้งกล้องรออีก 1 ชม. เพื่อรูปดาวหมุนและปราสาทสด๊กก๊อกทม

จากความผิดพลาดในการถ่ายดาวหมุนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วในทริป
ฝึกถ่ายรูป...กลางคืน : ปาฏิหาริย์พระมหามณฑป
ทำให้พวกเราค้นหาข้อผิดพลาด และตั้งใจว่าจะหาโอกาสลองใหม่อีกครั้ง
คิดไม่ถึงว่า...โอกาสนั้นจะมาถึงเร็วเพียงนี้...เราจัดแจงตั้งค่าต่างๆ ในกล้อง
คาดเดาไปต่างๆ นาๆ ว่าจะเซ็ตค่าอะไรเท่าไหร่ หมุนโฟกัสไปที่อินฟินิตี้
เพราะการถ่ายดาวหมุน คือศาสตร์ขั้นสูงสุดของการถ่ายรูป
กล้องไม่สามารถวัดค่าอะไรให้เราได้เลย
ต้องใช้จินตนาการ ใช้ดวงและประสบการณ์สุดๆ เราควบคุมอะไรไม่ค่อยได้

เรากดชัตเตอร์ทิ้งไว้ และนั่งเฝ้ากล้องท่ามกลางความมืด...
พยายามชวนกันคุยไปต่างๆ นาๆ เรื่องโน้น เรื่องนี้...
ฟังดูก็รู้ว่าเป็นการเสแสร้ง...คุยเรื่องเที่ยว เรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องงาน เรื่องถ่ายรูป
แต่คุยได้ไม่กี่คำ ความเงียบก็ปกคลุม...ตามมาด้วยเสียงที่ทำให้เราสะดุ้งกันสุดตัว
เสียงสัตว์ป่าตัวใหญ่ๆ >"< !? พวกเราได้แต่นั่งกันนิ่งๆ พยายามเงียบๆ
ตัวอะไรวะ!! พี่เจษอุทาน แล้วเสียงนั้นก็หายไป...
สักพัก เราหาเรื่องคุยกันต่อ...ผมถามพี่เจษ...ผ่านไปกี่นาทีแล้วพี่
พี่เจษตอบ...10 นาที Y_Y
ผม...เวร...เป็นสิบนาทีที่นานโคตรๆ >"<

นานเนิ่นนาน...ก็ต้องสะดุ้งกันอีกที พี่เจษเปิดไฟฉาย ฉายไปยังแหล่งกำเนิดเสียง!
...นกเค้าแมวตัวมหึมา มาเกาะอยู่ที่กิ่งไม้ด้านบนหัวเรา...
ผมพึมพำ...อย่าทะลึ่งขี้ลงมานะ >"<
พี่เจษ...พี่ว่าพวกเราบ้าแล้วนะ แต่พวกถ่ายรูปสัตว์ตอนกลางคืนได้เนี่ยโคตรบ้า...
ผม...พอเลยพี่...ตอนนี้ผ่านไปกี่นาทีแล้ว...
พี่เจษ...15 นาที Y_Y
ผม...จะบ้าเหรอ...ทำไมมันนานแบบนี้ Y_Y

......เราทำท่าเป็นไม่กลัว...แต่..ในใจนั้นรู้ดีว่า...เรามีสิ่งหนึ่ง ที่กลัวมากซ่อนอยู่
เรารู้ว่า...สิ่งนั้นต้องจ้องมองดูเราอยู่ เรา...พยายามไม่ลบหลู่อะไรทั้งนั้น...

ผมโชคดีที่ผมก็ไม่ใช่คนกลัวสิ่งนั้นง่ายๆ และพี่เจษก็เป็นคนประเภทเดียวกัน
ทริปนี้ หากมีคนอื่น...อาจจะล่มก็เป็นได้ คงต้องประเภทบ้าสุดขั้วจริงๆ >"<

และนานอีกแสนนาน...ผมเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของแสง...
ผมกระซิบพี่เจษ...งานเข้าแล้วพี่...ดูทางโน้นสิ
เราหันไปมองขอบฟ้าทางขวามือ...มีแสงสว่างโผล่ขึ้นมาไกลๆ แต่สว่างมาก
ซวยละ!!! "พระจันทร์โผล่มา" Y_Y เราลืมไปว่า...เพิ่งจะผ่านวันลอยกระทงมา
ตอนนี้พระจันทร์ยังดวงเบ้อเริ่มอยู่เลย...

เราทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งรอด้วยใจระทึก...บวกกับ ความสิ้นหวัง...
รอมาตั้งนานกว่า 45 นาที แต่จู่ๆ ก็มีแสงจันทร์มารบกวน Y_Y
และแสงจากดวงจันทร์ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นเลย

เพราะความมืดมิดทำให้เรามองไม่เห็นอะไรนั้นดีกว่า...การที่มีแสงจันทร์
แสงจันทร์ทำให้เราเริ่มมองเห็นบรรยากาศโดยรอบ...แบบ..มหาสยองขวัญ
ทุกอย่างถูกมองเห็นแบบสลัวๆ เราสองคนเหลียวซ้ายแลขวา...อยู่ตลอดเวลา
สุดท้ายครบ 1 ชั่วโมง เรารีบกดชัตเตอร์ ดูรูปด้วยความเศร้า...แล้วเก็บกล้อง

เดินเปิดไฟฉายออกมาจากบริเวณปราสาททันที...กว่าจะเดินถึงตัวรถที่จอดไว้
ก็ต้องกระโดดหลบหนี ตะขาบตัวใหญ่ๆ หลายตัว เดชะบุญที่พี่เจษตาไวมากๆ
>"< โชคดีที่มีไฟฉาย
และโชคดีที่ตอนที่เรานั่งอยู่ไม่มีตะขาบมากัดก้น Y_Y
ตัวใหญ่ขนาดนี้...โดนกัดทีรับรอง โรงพยาบาลแน่นอน...แต่แถวนี้ไม่มี รพ.เลย

เรารีบเดินอย่างระวังที่สุดเพราะตะขาบวิ่งกันให้ขวักไขว่ Y_Y
ทันทีที่เข้าถึงรถ เราถอนหายใจพร้อมกัน...
พี่เจษ : เฮ้อออ ในที่สุดก็รอดมาได้...
ผม : พี่ๆ รอดอะไร พี่ดูถนนกับเส้นทางที่เราต้องกลับสิ Y_Y ยังไม่จบนะเนี่ย
พี่เจษ : นิ่งๆ เข้าไว้ เดี๋ยวช่วยกันดูเส้นทาง...

ผมขับออกมาจากเส้นทางปราสาทฝ่าความมืดมิด...นานแสนนานจนเจอหมู่บ้าน
กลับเข้าไปถึงตัวอำเภออรัญประเทศ...เราถึงได้เริ่มคุยในเรื่องที่ควรจะคุย

ผม : พี่เจษเคยได้ยินเรื่องผีที่เฮี้ยนที่สุดไหม?
พี่เจษ : ก็...นั่นนะสิ มีอยู่สองเผ่า หนึ่งคือผีแขก >"< และสองก็คือ...
ผมกับพี่เจษพูดพร้อมกัน "ผีเขมร" !!!!  Y_Y

เราพยามไม่มองกระจกหลัง...ขับหาโรงแรม พอได้แล้วก็ออกมานั่งจิบเบียร์
เพื่อทบทวน...ตั้งสติ...เราแทบไม่ได้คุยอะไรกันมาก นอกจากคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ
ว่า...ทำไปได้ยังไง...รอดมาได้ยังไง...
ทำไปได้ยังไง...รอดมาได้ยังไง
เรารีบเข้านอน...เพราะแบบนี้มันเรียกว่า ยิ่งกว่าเหนื่อยล้า...ทั้งกายและใจ
คืนนั้นผมฝันว่าเห็นดาวหมุนกับรอยวิญญาณจางๆ บนรูปถ่ายทั้งคืน Y_Y
โชคดี...ที่เป็นแค่...ฝันไป...

ติดตามตอนที่ 2 ได้แล้วครับ
ทริปฝึกถ่ายรูป : สระแก้ว...ดินแดนแห่งอารยธรรม (2)




โดย Mr.Apirak

 

กลับไปที่ www.oknation.net