วันที่ พุธ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สลดข่าวปิดโรงงาน


'OEM' Never Die

สร้างแบรนด์จับตลาดหรู

เพื่อนๆ คงตามข่าวโรงงานปิดตัวกันมากมาย ฟังแล้วสลดใจจิงๆ แต่มีผู้ประกอบการอีกมากที่ไหวตัวทันปรับตัวก่อนจะต้องลอยแพพนักงาน ปิดกิจการหนี

วันนี้เรามีตัวอย่างผู้ประกอบการปรับตัวหนีตายมาฝาก

"งานรับจ้างผลิตตลาดตกอย่างน่าใจหาย เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว สถานการณ์บ้านเราไม่ดี ลูกค้าไม่กล้าใช้เงิน จากที่เราทำให้หลายๆ แบรนด์ดัง ครึ่งปีมานี้เจ้าของแบรนด์บางรายหยุดสั่งไปเลย ส่วนหนึ่งก็ลดออเดอร์ลง จากปกติเราจะมีงานประมาณ 2,000-3,000 คู่ต่อเดือน แต่ตอนนี้ จะอยู่ที่แค่ 1,500-2,000 คู่เท่านั้น"

นี่คือการเปิดเผยของ "โมลี มณีโชติ" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีไซน์ บาย มณีศิลป์ จำกัด ผู้ผลิตรองเท้าหนังเกรดเอให้กับหลายแบรนด์ดัง ป้อนลูกค้าระดับกลาง-สูง ด้วยคุณภาพงานที่เชื่อใจได้ ส่งให้พวกเขามีงานรับจ้างผลิตต่อเนื่อง และเป็นรายได้หลักที่สูงถึง 80

สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายนี้ บีบให้พวกเขาต้องปรับกลยุทธ์ควบธุรกิจใหม่ จากที่คอยหวังแค่งานรับจ้างผลิต ก็มามุ่งที่การสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง และมีเป้าหมายที่การส่งออกประชันตลาดดีไซน์อย่างประเทศอิตาลีให้ได้

ฝันจะไกลเกินไปหรือไม่ มาดูยุทธศาสตร์ของพวกเขา

แม้วันนี้การรับจ้างผลิตจะยังเป็นธุรกิจหลัก แต่พวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับการขับเคลื่อนแบรนด์ตัวเองมาระยะหนึ่งแล้ว โดยการเรียนรู้จากการสร้างงานให้แบรนด์ดัง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ศึกษาศาสตร์ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

โมลีบอกเราว่า สิ่งที่ยังสู้แบรนด์พวกนี้ไม่ได้ก็แค่ "ชื่อเสียง" เท่านั้น เมื่อเนื้องานนอกจากจะทำได้ดีเท่าเทียมแล้ว ยังสามารถสร้างสรรค์ได้มากกว่านั้นด้วย โดยเฉพาะการทำงานนอกกรอบจำกัดของจุดยืนแบรนด์เดิม ที่น่าจะสร้างข้อได้เปรียบให้พวกเขาได้

"คุณภาพงาน รูปแบบ เราสู้แบรนด์ใหญ่ๆ ได้แน่นอน เพราะรับจ้างผลิตให้แบรนด์พวกนั้นมาด้วย ซึ่งนอกจากเราจะผลิตตามแบบที่ออเดอร์แล้ว ก็ยังเสนอรูปแบบใหม่ๆ ให้ลูกค้าด้วย โดยทำความเข้าใจตัวแบรนด์เขาก่อน ว่ามีคอนเซปต์แบบไหน เช่นอาจไม่ต้องใส่ลูกเล่นมาก ต้องการความเนี้ยบระดับไหนก็ทำให้เขาได้ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราทำเองก็สามารถเพิ่มเติมได้มากกว่านั้น"

บวกกับความประณีตของการผลิต "ชิ้นต่อชิ้น" เหมือนงานหัตถกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้อีกมาก

ขณะที่การออกแบบ ก็ยกระดับให้ทันสมัย ได้มาตรฐาน ด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการดีไซน์ ลดเวลาสร้างสรรค์ไอเดีย ให้ออกแบบได้มากถึง 4-5 แบบต่อวัน และง่ายต่อการใช้งาน พนักงานเรียนรู้และทำได้ โดยไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านไอทีนัก

จุดยืนของเนื้องานที่มณีศิลป์ ดีไซน์ ออกมา คือเน้นความเป็น "อิตาเลียนสไตล์" แต่ซ่อนความเป็นเอเชียได้อย่างน่าสนใจ

เช่น รองเท้าหนังทรงอิตาลีที่ยิงเลเซอร์รูปมังกร หรือการทำลวดลายตรงพื้นรองเท้า ซึ่งคนอาจไม่สังเกตเห็น แต่เขาบอกเราว่า แม้บางคนจะดูว่าไร้สาระ แต่ในยุโรปลวดลายพื้นกำลังเป็นที่นิยม และเล่นกันเยอะมาก

ส่วนกลุ่มลูกค้าที่พวกเขามองก็บรรดาหนุ่ม "เมโทรเซ็กชวล" คุณผู้ชายสุดเนี้ยบ ที่กล้าแต่งตัว ขณะที่รองเท้าสำหรับผู้หญิง ก็ดีไซน์มารับตลาด ผู้หญิงเปรี้ยวจี๊ด นั่นเองที่ทำให้ต้องมองตลาดต่างประเทศเป็นหลัก เพราะคนไทยยังไม่กล้าที่จะแต่งตัวมากนัก

เมื่อตั้งเป้าจะโกอินเตอร์ ก็ต้องมองหาโอกาสที่ยังว่าง

"ช่องว่างในตลาดอิตาลีที่เรามองเห็นคือ เราทำสินค้าได้คล้ายอิตาลี แต่ต้นทุนถูกกว่าเขา เราเคยสั่งพื้นรองเท้าจากอิตาลีมาศึกษา ซึ่งแค่พื้นเขาก็ 20 ยูโรแล้ว เป็นพันบาท ของเราพื้นแค่ 60 บาท เท่านั้นเอง ขณะที่อิตาลีขายรองเท้าต่อคู่ที่ 250 ยูโร แต่เราเป็นรองเท้าจากไทยแลนด์ คงตั้งให้สูงมากไม่ได้ ซึ่งเราจะขายที่ 40-50 ยูโร เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยขายกันที่ 8-10 ยูโรต่อคู่เท่านั้น"

กลยุทธ์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าอินเตอร์ พวกเขาจะใช้การออกงานแฟร์ทั้งในและต่างประเทศ อย่างปลายปีนี้ ก็จะไปออกงานที่เยอรมนีและอิตาลี รวมถึงงานแสดงสินค้าแฟชั่นและงานแสดงเครื่องหนังในไทย

ความพร้อมนอกบ้านควบคู่การสร้างความได้เปรียบให้กับกิจการ สิ่งที่พวกเขาทำ คือ เข้าร่วมโครงการพัฒนาการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเครื่องหนัง ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อหาพันธมิตรมาสร้างเครือข่ายธุรกิจ สนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะผลประโยชน์อย่างการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต การรวมตัวกัน แล้วสั่งวัตถุดิบในปริมาณที่มาก ทำให้มีอำนาจต่อรอง จนต้นทุนที่เคยสูงก็ลดลงได้ 15-20

ใครที่สนใจไปดูสินค้าคุณภาพแบรนด์ไทยแท้ "

เพื่อหลุดพ้นวังวน โออีเอ็ม สู่ตลาดลูกค้าสุดหรูในอินเตอร์

 

จีราวัฒน์ คงแก้ว

โดย BizBlog

 

กลับไปที่ www.oknation.net