วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปดูกะตา..แหล่งค้นพบมนุษย์เปรัคอายุ 30,000 ปี


แบบจำลองวิถีชีวิตมนุษย์ยุคโบราณ

                จากที่ชาวบ้านปิยะมิตร 3 ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ได้ขุดพบหินที่คล้ายวัตถุเครื่องใช้ของมนุษย์โบราณยุคหิน จำนวนหลายชิ้น จนกระทั้งมีการประสานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยะลา โดยได้ส่งนักโบราณคดีจากกรมศิลปากรมาเพื่อพิสูจน์ทราบ ในเดือนตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา และผู้เขียนได้เรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ได้รับความสนใจและเป็นประเด็นในการเสวนาในที่ประชุม โดยเฉพาะ นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองเบตง นายคุณวุฒิ มงคลประจักษ์ ได้แนะนำให้ไปดูงานที่พิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณ ของรัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย เพราะเขาทำได้ดี มีผลวิจัยที่เป็นสากลและอาจเป็นประโยชน์ในการวางแผนเพื่อรองรับการพัฒนาแหล่งค้นพบหินคล้ายวัตถุโบราณของบ้านปิยะมิตร 3 ได้ โดยทางเทศบาลเมืองเบตงยินดีเป็นผู้ประสานกับฝั่งมาเลเซีย สนับสนุนพาหนะ พร้อมทีมงานเพื่อช่วยเหลือเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของพื้นที่อำเภอเบตงโดยรวม จึงเป็นที่มาของการเยือนมาเลเซียอีกครั้ง เพื่อไปดูงานเล็กๆครั้งนี้ของผู้เขียน

ป้ายเบตง เอกลักษณ์หนึ่งเดียว

ด่าน ตม.ฝั่งไทย

บรรยากาศ ด่านพรมแดนไทย

เราโดยสารรถตู้วีไอพีคันนี้ ด้วยความอนุเคราะห์จากเทศบาลเมืองเบตง

น้องเดะหน้าห้องนายกฯเทศบาลเมืองเบตงผู้ประสานงานยอดเยี่ยม

ด่านพรมแดนมาเลเซีย


               เวลา 9.00 น. ของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 ตามนัดหมาย ผู้เขียนพร้อมทีมงาน อบต.อัยเยอร์เวง จำนวน 4 คน กับเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเมืองเบตง อีก 3 คน ออกเดินทางโดยรถตู้วีไอพี ของเทศบาลเมือง ตามเส้นทาง เบตง-พรมแดนมาเลเซีย ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ประมาณ 10 นาที เราก็ถึงด่านพรมแดน
               เราใช้เวลา 10 นาทีกับการดำเนินการที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เราก็ออกเดินทางข้ามเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งด่านแรกคือ กิ่งอำเภอโกร๊ะ ฮลูเปรัค รัฐเปรัค เราออกจากด่านพรมแดนประมาณ 1 กิโลเมตร ก็เลี้ยวซ้ายตามป้ายที่บอกไว้ข้างทาง ว่ากริ๊ก 44 กิโลเมตร วิ่งไปตามเส้นทางที่สองข้างก็เป็นสวนยางพาราและสวนปาล์มสลับกัน ซึ่งถนนหนทาง ไม่คดเคี้ยวเหมือนเส้นทางหลวง 410 เบตง-ยะลา เพราะเขาพัฒนาทางโดยตัดเขา สร้างสะพาน เพื่อลดความคดเคี้ยวให้มากที่สุด ประมาณ 50 นาที เราก็ถึง อำเภอกริ๊ก หรือฮูลูเปรัค ซึ่งผู้เขียนมาเยือนครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 4 แล้ว เคยมาศึกษาดูงานที่ทำการปกครองกับ อบต.อัยเยอร์เวง เคยมาค้นหาสถานที่ละสังขารหลวงปู่ทวดกับทีมหัวใจเดียว แต่ครั้งนี้เราต้องไปเยี่ยมคาราวะองค์รักษ์ขององค์สุลต่านรัฐเปรัคประจำอำเภอฮูลูเปรัค ซึ่งในรัฐเปรัค ทุกอำเภอจะมีสำนักงานราชการของสุลต่าน Y.D.H. TOH SERI BIJAYA เพื่อทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกันต์ ลักษณะสำนักงานราชเลขาธิการในเมืองไทย แต่จะมีสำนักงานอยู่ทุกอำเภอ มีองครักษ์ที่มาจากการแต่งตั้งของสุลต่านเป็นหัวหน้า ส่วนใหญ่เป็นราชนิกุลขององค์สุลต่าน ยกเว้นท่าน (B) SHAHARUDIN BIN HAJI NAZARI เป็นนายทหาร สามัญชนคนเดียวที่ได้รับตำแหน่งนี้

ท่าน (B) SHAHARUDIN BIN HAJI NAZARI

แลกเปลี่ยนเป็นภาษามาลายูกลาง..แบบกันเอง

รับรองง่ายๆด้วย ชาร้อนและหมี่เหลืองผัด..รสเด็ด

จากร้านภายในสำนักงานฯ

มิตรภาพงดงามเสมอ


                   พวกเราเข้าไปนั่งยัง ห้องประชุม ในอาคารราชการเอกเทศ ใกล้เคียงกับสำนักงานเทศบาลเลยทีเดียว เพื่อพบท่าน (B) SHAHARUDIN BIN HAJI NAZARI Orang Besar Jajahan Hulu Perak ที่พร้อมต้อนรับ เพราะน้องเดะ เลขาหน้าห้องท่านนายกเทศบาลเมืองเบตง ได้ประสานไว้ก่อนแล้ว ซึ่งจากการที่เทศบาลเมืองเบตงกับสำนักงานสุลต่านรัฐเปรัคได้มีการปฏิสัมพันธ์ฉันท์มิตรกันมาตลอด โดยเฉพาะองค์สุลต่านประทับใจเมืองไทยมาก อาหารอร่อยและบรรยากาศดี ผู้คนให้การต้อนรับจำนวนมากเมื่อครั้งมาเยือนเมืองเบตงเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายจริงๆ และจากการเสวนาทำให้ทราบว่า อีกไม่นานคณะจากสำนักงานสุลต่านจะไปเยือนเบตงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

บริเวณอาคารพิพิธภัณฑ์ สถานที่ค้นพบมนุษย์เปรัค

ประตูทางเข้าทำได้เก๋..

ด้านหน้ามี รปภ...พร้อมสอบถาม และจำหน่ายของที่ระลึก

วีดีทัศน์..รอบบริเวณภายใน พิพิธภัณ์ บรรยายเป็นภาษามาลายูกลาง

ส่วนนี้แสดงประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์

ส่วนนี้แสดงยุคต่างๆของดินใต้พิพิธภัณฑ์...


               เราแลกเปลี่ยน เล่าสู่กันถึงความประทับใจครั้งเมื่อท่านองค์สุลต่านมาเยือนเมืองไทย พร้อมกับได้รับแจ้งว่าท่านองค์รักษ์ ได้ประสานไปยังพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว เสวนาไปทานน้ำชาร้อน กับหมี่เหลืองผัด ที่รับรองอย่างง่าย สบายๆตามประสามาเลย์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ก่อนล่ำลา เราจึงถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก เพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายคือพิพิธภัณฑ์ต่อไป
               คณะเราออกเดินทางไปทางเส้นทางสู่เมืองอิโปร์ ผ่านกำปงซาวา สถานที่ละสังขารหลวงปู่ทวด ที่เคยมาเยือน จนถึงตรงกิโลเมตรที่ 59 จากตัวอำเภอกริ๊ก ก็เลี้ยวซ้ายตรงสามแยก ผ่านสวนปาล์มที่กว้างใหญ่ประมาณ 2 กิโลเมตร เราก็เห็นป้ายที่สร้างเป็นก้อนหิน มีตัวอักษรที่สลักเป็นภาษารูมีว่า Lenggong Archaeological Museum เราก็เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 700-1,000 เมตร ก็เห็นอาคารพิพิธภัณฑ์สองอาคารสร้างเป็นตัววีตามพื้นที่ทำเล สร้างไว้โดดๆกลางสวนปาล์ม เป็นอันว่าเราถึงเป้าหมายแล้วในเวลา 12.00 น.พอดี

วัตถุ เครื่องใช้ของมนุษย์เปรัค..

ส่วนนี้แสดงแบบจำลองวิถีมนุษย์เปรัค

ส่วนใจกลางจำลองเป็นถ้ำ และแสดงจุดขุดพบ

โครงกระดูกมนุษย์เปรัคจริงๆ


              เมื่อลงไปถึง เราก็เห็นประตูด้านหน้าที่ตกแต่งเป็นลักษณะถ้ำ ด้านขวามีเคาเตอร์เจ้าหน้าที่ รปภ.ที่ส่งรอยยิ้มต้อนรับคณะเล็กๆของเรา อาการตื่นเต้นเข้ามาเยือนทันที่ หลังจากที่เดินเข้าไปทางซ้าย ส่วนแรกเป็นวีดีทัศน์ภาษามาเลย์ก็เปิดบรรยายอัตโนมัติ แท่นอธิบายข้อมูล ระบบสัมผัสตั้งไว้เป็นจุดๆ ส่วนที่สองจะเป็นมีการแสดงประวัติการค้นพบ ประวัติทีมวิจัย ภาพเหตุการณ์การค้นพบซากโครงกระดูก จากหน้าถ้ำ ซึ่งมีทีมงานนักวิชาการชาวอังกฤษ โดยมีชาวมาเลย์เป็นลูกมือ จึงถึงบางอ้อ ตลอดจนข้อมูลต่างๆที่แสดงถึงการอพยพของมนุษย์จากแอฟริกาเมื่อ 100,000 ปีที่แล้ว ผ่านเอเชียกลางไต่ลงมาเข้าสุวรรณภูมิ และแหลมมาลายูในยุค 30,000-40,000 ปี จนกระทั่งไปสุดที่ทวีปออสเตรเลีย

ส่วนนี้แสดงมนุษยืในยุคเครื่องปั้น 3,000 -4,000 ปี ยุคเดียวกับบ้านเชียง

ด้านบนเป็นนิทรรศการแสดงพิพธภัณฑ์ในมาเลเซียสำคัญของรัฐทั้งหมด


ส่วนที่สามก็จะเป็นวัตถุโบราณที่ค้นพบ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำจากหิน หุ่นจำลองแสดงวิถีชีวิต แบบจำลองชั้นดินที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของธรณีบนโลกเป็นยุคๆ กว่าล้านปี พื้นดินทวีปในอดีต ที่กลายเป็นทะเลในปัจจุบัน และปรับเปลี่ยนเป็นยุคๆคงไม่สามารถนำมาเสนอได้ในบทความอันสั้นนี้ได้
ส่วนที่สี่จะเป็นการจำลองถ้ำขึ้นในใจกลางอาคาร มีโครงกระดูมนุษย์โบราณในพื้นที่ดินจริงๆที่ตั้งใจอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นจุดเด่นของอาคารพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะ ซึ่งก็ทำได้ดี น่าสนใจมาก ส่วนที่ห้าเป็นการแสดงข้าวของเครื่องใช้หินเทียบเป็นยุคตั้งแต่ 100,000 – 20,000 ปี การแสดงข้อมูลแผนที่การอพยพ โดยส่วนที่ห้าจะเป็นยุคหอย ยุคเครื่องปั้นดินเผา 3,000- 4,000 ปี ยุคเดียวกับบ้านเชียงในประเทศไทย มีการแสดงโครงกระดูก จนกระทั้งส่วนที่หก เป็นการแสดงของยุค 2,000 ปีลงมา

ส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นบ้านมาเลเซีย


เมื่อเดินไปชั้นบนก็จะเป็นส่วนป้ายคลิปบอร์ด ที่แสดงถึงพิพิธภัณฑ์สำคัญๆต่างๆ ในประเทศมาเลเซีย กว่า 25 แห่ง แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการศึกษาประวัติศาสตร์ของผู้คนในประเทศ เป็นการสร้างรากฐานองค์ความรู้ให้กับเยาวชน นักเรียน นักศึกษาตลอดจนคนทุกวงการอย่างดีเยี่ยม “รู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน ก้าวทันอนาคต “ คงเป็นปรัชญาหนึ่งที่ ทางการของมาเลเซียเข้าถึง เข้าใจจริงๆ จึงไม่แปลกที่เขาสามารถข้ามผ่านเราไป หลังจากที่ได้เอกราชเพียงไม่กี่ปี
ผู้เขียน เข้าไปยังอีกอาคาร ที่มีการรวบรวมแสดงเครื่องดนตรี พื้นบ้านทุกชนิด เท่าที่มีอยู่ในประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการดนตรีที่รุ่งเรืองมายาวนาน เพราะหลากหลายไปด้วยชนิด และลักษณะการใช้บรรเลง ทั้งดี สี ตี เป่า ทำให้จินตนาการไปถึงสุ่มเสียง ทำนอง การแต่งกายของบรรดาศิลปิน นักดนตรี นางรำ ขณะบรรเลงเครื่องดนตรีสดๆต่อหน้าสาธารณชน เป็นเครื่องไม้เครื่องมือขัดเกลาจิตวิญญาณผู้คนแถบนี้ให้อ่อนโยน มีชีวิตชีวาจนถึงกาลปัจจุบัน

เป็นประโยชน์กับคนรุ่นหลังจริงๆ


           คณะเราใช้เวลาจำกัดอย่างคุ้มค่า ก่อนจะทำใจ ออกเดินทางกลับออกมาในเวลา 13.30 น. ออกมาทั้งที่มีคำถามอยู่ในใจร้อยแปดพันเก้า ตั้งแต่การค้นพบวัตถุโบราณ กระบวนการขั้นตอนในการวิจัยจนกระทั่งถึงการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สำเร็จทุกวันนี้ ต้องใช้บุคลากรจากไหน ด้านใดบ้าง และมากน้อยเพียงใด งบประมาณการดำเนินการแต่ละด้านมากน้อยเพียงใด มีทุนหรือการสนับสนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรระหว่างประเทศหรือไม่ ผลการดำเนินการมีผู้เข้าไปใช้ประโยชน์และนำไปต่อยอดมากน้อยเพียงใด เต็มไปหมด ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและภาษา จึงทำให้ต้องตัดใจกลับมาก่อน ยังไงเสีย เราก็รู้จักสถานที่ ที่อยู่ห่างจากเราเพียง 2 ชั่วโมง หรือเพียง 120 กิโลเมตรเท่านั้น
             เราแวะซื้อหาของฝากประเภทช้อคโกแล็ต และของขบคั้ยวตรงห้างดิวตี้ ปลอดภาษี เขตพรมแดนมาเลเซีย ก่อนจะข้ามกลับมาถึงฝั่งไทยโดยสวัสดิภาพในเวลา 15.00 น.พอดี รวมเวลาทั้งสิ้น 6 ชั่วโมงในการเดินทางในครั้งนี้ แต่เราสามารถย้อนกลับไปดูอดีตกาลย้อนนานถึงแสนปี ช่างเป็นทริปที่รวดเร็วประทับใจจริงๆ...ศณีรา รายงาน

แวะเติมน้ำมันราคาถูก ถูกกว่าฝั่งเรา 10 บาท ต่อลิตรเลย!

เขานมสาวอำเภอฮูลูเปรัค กั้นระหว่างรัฐเปรัคกับรัฐเคดาห์

มีถนนที่เป็นเส้นทางปั่นจักรยาน ระยะทาง 35 กิโเมตร

มองได้ไกล เห็นถึงตึกโรงแรม ในฝั่งเบตงของไทย

เส้นทางคมนาคม ขาขึ้นเนินสองเลน ขาลงหนึ่งเลนลดอุบัติเหตุได้มาก

ส่วนความคืบหน้าการค้นพบและพิสูจน์วัตถุโบราณยุคหิน

ฝั่งไทยเป็นยังไงจะมานำเสนออีกครั้ง ในโอเคเนชั่น

ศณีรา..ขอบคุณที่แวะมาเยือนครับ

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net