วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อคุณแม่เป็นมะเร็ง : อรุณรุ่งแห่งชีวิต...


เรื่องมันเริ่มจาก...โทรศัพท์ผมดังขึ้น ขณะที่ผมกำลังงานยุ่งสุดขีด

แม่นู๋ไอซ์โทรมา : ป๊าๆ รู้เรื่องแม่ไหม?

ผม : เรื่องอะไร? ไม่รู้เรื่องอ่ะ ตอนนี้งานยุ่งอยู่...
แม่นู๋ไอซ์ : กีฟท์ (น้องสาว) โทรมาบอกว่า ตอนนี้แม่อยู่โรงพยายาบาล กำลังจะเข้าผ่าตัด
ผม : !!!  อะไรนะ !!! ผ่าตัดอะไร!? แม่ไม่เห็นเคยป่วยเป็นอะไรเลยซักที
แม่นู๋ไอซ์ : ป๊า...เห็นหมอบอกว่ามีก้อนเนื้อ ต้องผ่าเอาไปตรวจ อย่าเพิ่งคิดมากนะ
ผม : ...ก้อนเนื้อ...แม่เนี่ยนะ? ไม่เห็นพ่อโทรบอกเลย โอเค...เดี๋ยวป๊าเคลียร์งานแป๊บ

สุดท้ายผมก็ต้องโทรไปถามพ่อ...พ่อบอกว่า...แม่มีอาการผิดปกติมานานแล้ว
แต่ไม่ยอมบอกใคร...เพราะไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วง จนจะเข้าผ่าตัดก็ไม่ยอมให้บอก
หมอสงสัยว่า...น่าจะเป็นมะเร็ง...แต่ก็ต้องรอผลการตรวจอีกที
ถ้ามีเวลาก็มาเยี่ยมแม่บ้างนะ แม่เขาบอกว่าไม่อยากรบกวนเวลางานของลูกๆ แม่ไม่เป็นอะไรมาก...

คืนนั้นผมขับรถเข้า กทม. แวะไปรับน้องกีฟท์ ไปหาแม่ตอน 5 ทุ่มที่โรงพยาบาล
พ่อลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง ลูกๆ โผล่มาได้ยังไง...ส่วนแม่...กอดพวกเราแน่น...

แม่บอกว่าลูกชายคนนี้ลูกรัก ส่วนลูกสาวก็เป็นลูกที่แสนจะห่วง...ผมบอกว่ามิน่าล่ะ
ห่วงลูกสาวแต่ไม่รัก รักลูกชายแต่ไม่ห่วงเล้ยยย 555+ พวกเราหัวเราะกันลั่นห้องพยาบาล
จนแม่ลืมไปว่าแม่กำลังป่วย...แม่กลับมามีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอีกครั้ง
พ่อทำหน้างุนงง...เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่แทบจะพูดไม่ได้เลย ลุกนั่งไม่ได้
มีแต่สีหน้าเจ็บปวดทรมาน...



แม่เข้าห้องผ่าตัด เพื่อผ่าเอามดลูกที่มีก้อนเนื้อติดอยู่ออกมา
การผ่าตัดใช้เวลาสองชั่วโมง...หมอเรียกพวกเราเข้าไปฟังผล... 

หมอใช้คำว่า...มะเร็งมดลูก ระยะ...สุดท้าย เพราะ มีการแพร่กระจายไปยังลำไส้ใหญ่
ไม่สามารถผ่าตัดที่ลำไส้ใหญ่ได้ ต้องรอให้ผู้ป่วยพักฟื้นและแข็งแรงกว่านี้ก่อน... 

วินาทีนั้น...เราสามคน พ่อ พี่ชาย น้องสาว มองหน้ากัน พูดไม่ออก
น้องสาวเริ่มร้องไห้...มะเร็งระยะสุดท้าย...คือประโยคสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในหูของพวกเรา



แม่นอนทรมานกับการปวดแผลตลอดทั้งคืน...พวกเราเฝ้าดูแม่ด้วยความทรมานเช่นกัน...
แม่ร้องหามอร์ฟีน เพราะปวดจนแทบขาดใจ แต่หมอยืนยันว่า ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ผ่านไปหลายวัน อาการของแม่เริ่มดีขึ้น เพราะได้ผ่าต้ดเอามดลูกออกไป ความทรมานจากการขับถ่ายลดลง
อาการปวดแผลก็เริ่มทุเลา...แม่ต้องรับการฉายแสงที่ รพ.ทุกวัน นับครั้งไม่ถ้วน

การใส่ท่อที่คอตอนผ่าตัด ทำให้เกิดแผลถลอกที่หลอดลม ทำให้แม่ไอบ่อยขึ้น...
แต่เสียงไอของแม่ ฟังดูแปลกๆ

พวกเราจึงปรึกษาหมอ หมอทำการ X-ray ปอดของแม่ พบว่า...มีน้ำในปอดนิดหน่อย...ไม่มีอะไรมาก
นั่นคือสิ่งที่แม่ได้ยิน....

แต่สิ่งที่พวกเราสามคนได้ยินคือ...หมอบอกว่า...มะเร็งได้ลามไปที่ลำไส้และ..."ปอด"
ตอนนี้มีน้ำในปอดนิดหน่อยไม่มาก
แม่กำลังใจดีขึ้นเพราะเข้าใจไปเองว่า...ปอดไม่ได้ผิดปกติ
พวกเราก็เลยไม่กล้าพูดอะไร...ปล่อยให้แม่มีกำลังใจดีกว่า...

และแล้วผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วัน...อาการไอของแม่ก็รุนแรงขึ้น การหายใจก็ลำบาก ต้องให้อ๊อกซิเจน
นอนไม่ได้...ต้องนั่งไอตลอดคืน เพราะถ้านอน น้ำในปอดก็จะทำให้หายใจไม่ออก
เราปรึกษาหมอเพื่อสแกนปอดแบบละเอียด...อีกครั้ง

เป็นอีกครั้งที่เราต้องทำใจใหม่...มะเร็งได้ลามไปทั่วปอด
ภายในเดือนเดียว แม่ต้องกลายเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย...ลุกลามกินพื้นที่ 1 ใน 3 ของปอดไปแล้ว
อาจารย์หมอเฉพาะทางด้านมะเร็งปอด เป็นหมอใหญ่ เรียกประชุมใหญ่ มีแม่และหมออีก 10 คนรายล้อมเตียง

อ.หมอชูใบ x-ray ขึ้นสูงและอธิบายให้บรรดาหมอๆ ที่ยืนล้อมเตียงฟัง
พอจะจับใจความได้ว่า...ถ้าเป็นหมอ หมอไม่ทำคีโมหรอก มันทรมานมาก ไม่มีประโยชน์อะไร
และคงช่วยอะไรไม่ได้... โทรเรียก ลูกหลานมาได้แล้ว
ให้รีบมากัน เวลาเหลือไม่มาก น่าจะอยู่ได้อีกแค่ 7 วัน อย่างเก่งก็ 14 วัน...

แม่พยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นมานั่ง...หมอบอกว่า ลุกขึ้นมาทำไม เดี๋ยวก็ตกเตียงลงไปหรอก...
แม่บอกว่า...ถ้าปล่อยให้แม่ตกเตียง แม่จะฟ้องหมอในห้องนี้ให้หมด โทษฐานยืนกันสลอนแต่ปล่อยให้คนไข้ตกเตียง!!
แม่บอกว่า...ถ้าเป็น อ.หมอ แล้วไม่อยากทำคีโม...ก็เรื่องของหมอ
แต่นี่เป็นแม่...แม่ตกลงทำคีโม...ทำวันนี้เลย!!! แม่ไม่ยอมแพ้หรอก!!!

อ.หมอ...บอกว่า จากประสบการณ์...คนไข้อาการแบบนี้ มะเร็งมดลูก มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด
ระยะแบบนี้ ไม่รอดแน่ๆ หมอพูดตรงๆ จะได้ทำใจกันได้เร็ว หมอเป็นคนแบบนี้ หมอไม่ชอบพูดอ้อมค้อม...

หลังจากทำคีโมนานถึง 17 ชั่วโมง...
อ.หมอบอกว่าถ้าโชคดี เดือนหน้าให้กลับมาทำครั้งที่สอง...

คืนนั้น...คืนที่แม่ต้องทุรนทุรายกับฤทธิ์ของคีโม...แม่บอกว่า เป็นคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิต
แม่ตั้งจิษอธิษฐานว่าจะไม่เรียกให้ใครช่วยทั้งนั้น หากต้องตาย ก็ให้ตายไปเลย...
แม่กับพ่อถือศีลและเจริญวิปัสนากรรมฐานกันมาหลายปี ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว

แม่เคยคิดว่า...แม่ไม่มีอะไรติดค้างแล้ว แม่ไม่ห่วงกายหยาบนี้แล้ว
ส่วนลูกๆ ก็ไม่มีอะไรให้ห่วง ดูแลตัวเองกันได้แล้วทุกคน...แม่ไม่ขอกลับมาเกิดในชาติภพอีกแล้ว
แต่...แล้ว...แม่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า...แม่ยังห่วงยาย แม่ตั้งใจจะดูแลยายในช่วงบั้นปลายของชีวิต
แต่ก็ยังไม่มีโอกาส...แม่อยากหาย อยากมีแรงเพื่อจะได้ไปดูแลยาย...

แม่สงสารพ่อมาก ที่มาเฝ้าแม่ทั้งวันทั้งคืน พ่อเริ่มมีอาการป่วยจากความทรุดโทรมของร่างกาย
คืนนั้นพ่อวูบหลับในไปเพราะความอ่อนล้า...แม่กำลังจะขาดใจ แต่แม่อธิษฐานขอแลก...
ถ้าจะทนทรมานไม่ได้ แล้วถ้าต้องขาดใจตาย ก็จะไม่ปลุกพ่อเด็ดขาด...

วินาทีที่แม่บอกว่าแม่จะขาดใจ...จู่ๆ ก็มีน้ำเย็นๆ คล้ายน้ำมนต์ หยดลงบนหน้าแม่
ทำให้แม่กลับมามีสติอีกครั้ง...และพยาบาลก็เปิดประตูห้องเข้ามาในวินาทีนั้นพอดี...

จากนั้น...ตั้งแต่ตี 3 จนถึง 6 โมงเช้า แม่กับผมตื่นขึ้นมานั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน
มีแต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม จนฟ้าเริ่มสาง

พ่อ...ก็ชี้ให้ดูท้องฟ้า...มองผ่านกระจกของโรงพยาบาล

แม่บอกว่า...สวยจัง ถ่ายรูปเอาไว้ให้แม่หน่อย...
ไม่รู้ว่าจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอีกกี่วัน...

เราสี่คน พ่อ แม่ พี่ชาย น้องสาว มองท้องฟ้าด้วยความหวัง
หวังว่า...สักวัน.."แม่" จะหายป่วย...

แม่บอกว่า...นี่เป็นท้องฟ้าที่แม่ไม่เคยเห็นมาก่อน...
เป็นท้องฟ้าแห่งชีวิตใหม่ เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของแม่...



.............................
เคยอ่านแต่เรื่องของคนอื่น คนนั้น คนโน้น เป็นมะเร็ง...
คิดไม่ถึงเลยว่า...ในวันนี้...จะต้องเป็นเรื่องของ..."แม่" แม่ของผมเอง...

โดย Mr.Apirak

 

กลับไปที่ www.oknation.net