วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชมตลาดเช้า แวะเข้าไปดูการทำข้าวเกรียบปลา ก่อนจะมุ่งหน้าไปมัสยิด 300 ปี แล้วมาจบที่พระพิฆเนศองค์ใหญ่ แห่งนราธิวาส


ชมตลาดเช้า แวะเข้าไปดูการทำข้าวเกรียบปลา ก่อนจะมุ่งหน้าไปมัสยิด 300 ปี แล้วมาจบที่พระพิฆเนศองค์ใหญ่ แห่งนราธิวาส

ในเช้าตรู่ของวันสบายๆในนราธิวาส เราแวะไปชมตลาดเช้าของเมือง … ตลาดของที่นี่ไม่ได้แตกต่างมากนักจากตลาดแห่งอื่นๆในชุมชนของชาวไทยที่ฉันเคยไปเยือน อาจจะแปลกตาสำหรับคนจากภาคกลางอย่างเราอยู่บ้างก็เฉพาะการนุ่งห่มและเครื่องแต่งกายของแม่ค้าที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม ที่พวกเธอมีฮิยาบ หรือผ้าคลุมผมเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกาย

ดูเหมือนว่าพวกเราจะได้รับความสนใจจากพ่อค้า-แม่ค้าของตลาดแห่งนี้มาก เรามักจะได้รับคำถามจากแม่ค้าหลายๆคนว่า “มาเที่ยวนราธิวาสไม่กลัวเหรอ?” … นี่คงสะท้อนถึงความเข้าใจของคนในท้องถิ่นส่วนใหญ่ที่มีต่อภาพลักษณ์ที่เขาเข้าใจ (เอาเอง) ว่าเป็นความรู้สึกของคนจากภายนอกท้องที่

ผู้คนในตลาดแห่งนี้ดูเป็นมิตรกับคนต่างถิ่นอย่างพวกเรามาก … หลายคนอยากจะพูดคุย พร้อมหยอกล้อแม่ค้าคนอื่นๆที่เราเข้าไปขอถ่ายรูป รวมถึงโพสท่าให้ถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน

เราเดินทางต่อไปยังร้านที่ว่ากันว่า เป็นร้านเก่าแก่ในการทำข้าวเกรียบปลาที่มีชื่อเสียงโด่งดังของนราธิวาส

ฉันมีรูปถ่ายขั้นตอนการทำข้าวเกรียบปลามาฝากด้วยค่ะ … เริ่มจากการนำเนื้อปลา (ลืมถามไปว่า ใช้ปลาอะไรทำค่ะ) มาบดให้ละเอียดด้วยเครื่องบดสับ

นำเนื้อปลาที่บดละเอียดแล้วไปใส่ลงไปในเครื่องผสม … เติมแป้ง … เกลือ ..ตามสูตรที่กำหนดไว้ แล้วปล่อยให้เครื่องจักรทำงานให้ส่วนผสมคละเคล้าจนกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันและมีความเหนียวพอเหมาะ

จากนั้นนำส่วนที่ผสมแล้วมาปั้นเป็นแท่งยาวๆเหมือนหมูยอขนาดพอเหมาะ … ขั้นตอนนี้ต้องใช้คนทำด้วยมืออย่างชำนาญค่ะ

ขั้นต่อไปก็นำลงไปต้มในน้ำเดือด … จากขั้นตอนนี้ส่วนผสมก็คงจะสุก และรับประทานได้แล้วค่ะ … แต่ก็คงจะไม่น่ากินเท่าไหร่ใช่ไหมคะ?

ต้องทำมาหั่นเป็นแว่นๆด้วยเครื่องจักร … จนเป็นแผ่นๆเหมือนที่เห็นในภาพด้านบน … ปล่อยให้แห้งหมาดๆ

ขั้นสุดท้าย คือการนำลงไปทอดในน้ำมันเดือดๆ จนกรอบ … ก่อนที่จะบรรจุถุงเพื่อนำออกไปขายต่อไป … และนี่ก็คือการทำข้าวเกรียบปลาที่เราทุกคนต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับไปทาน ไปฝากญาติมิตรที่บ้านทุกครั้งที่มาเยือนนราธิวาสค่ะ

เรากลับมาพักในตอนบ่าย … ฉันออกมาทานอาหารกลางวันใกล้ๆกับโรงแรมที่พัก … อาหารวันนี้เป็นต้มเครื่องในแบบมุสลิมทานกับข้างสวยที่มีชื่อเสียงมากมายของที่นี่ ทุกๆวันจึงมีลูกค้าจับจองโต๊ะนั่งทานกันหนาตาทีเดียวค่ะ

“ไม่ได้สั่งชาเย็นค่ะ” … ฉันบอกหญิงสาวเจ้าของร้านเมื่อเธอนำเครื่องดื่มชาเย็นมาเสริฟให้ที่โต๊ะ

“พี่อุตส่าห์เดินทางมาไกลจากกรุงเทพ .. ชาเย็นแก้วนี้ฟรีค่ะ” … ฉันถึงกับอึ้งเมื่อได้รับคำตอบ และเครื่องดื่มอันเป็นการต้อนรับผู้มาเยือน … คนนราธิวาสน่ารักและใจดีมากค่ะ

ฉันสนทนากับหญิงสาวเจ้าของร้าน … ช่วงหนึ่งฉันบอกกับเธอว่า ฉันเสียดายมากที่ไม่มีโอกาสได้ไปเยือนและถ่ายรูปสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญของนราธิวาสคือ “มัสยิด 300 ปี” ด้วยเหตุที่ใครหลายคนเตือนว่าอย่าเดินทางไปโดยไม่มีคนท้องที่ไปด้วย

หญิงสาวเจ้าของร้านเลยเสนอว่า เธอจะบอกให้สามีขับรถพาฉันไป (ใจดีมากๆอีกแล้ว) … แต่สามีของเธอติดธุระ แต่เธอก็ยังเป็นธุระในการแนะนำฉันให้รู้จักกับผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวของที่นี่ (ซึ่งแวะมาทานอาหารที่ร้านนี้พอดี) พร้อมบอกว่าฉันอยากจะไปถ่ายรูปที่มัสยิด … ซึ่งฉันก็ได้รับการอนุเคราะห์ให้ใช้รถโดยมีคนขับชาวมุสลิมพาไปเยือนมัสยิดวาดิลฮูเซ็น เพื่อนำภาพมาแบ่งปันกับผู้อ่านบล๊อกในวันนี้ค่ะ ต้องขอบคุณเจ้าของร้านใจดีและท่านผู้อำนวยการการท่องเที่ยวของนราธิวาสไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

มัสยิดวาดิลฮูเซ็น (มัสยิดตะโละมาเนาะ)

มัสยิดวาดิลฮูเซ็น (มัสยิดตะโละมาเนาะ) ตั้งอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะ หมู่ที่ 1 ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ห่างจากอำเภอบาเจาะจังหวัดนราธิวาสประมาณ 4 กิโลเมตร ทางเข้ามัสยิดแยกจากเส้นทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 42 (สายเอเชีย 18) เส้นทางนราธิวาส-ปัตตานี ตรงทางแยกบ้านบือราแง

มัสยิดวาดิลฮูเซ็น เป็นมัสยิดเก่าแก่และมีประวัติอันยาวนาน ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า มัสยิด ๓๐๐ ปี … หะยีอับดุลฮามิ อูเซ็น ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าปะดอดูกู ได้เล่าว่ามัสยิดแห่งนี้ได้สร้างมาแล้ว ๓ ชั่วอายุคน โดยท่าน “หะยีซายฮู” ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาเป็นผู้ก่อสร้าง มีนายแซมะเป็นนายช่าง สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๒

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

มัสยิดแห่งนี้มีการบูรณะและต่อเติมหลายครั้ง ในสมัยเริ่มแรกสร้างแต่เสา พื้นฝาขัดแตะ หลังคามุงโดยใบกรือแต (ใบลาน) และมีการเปลี่ยนแปลงหลังคาประมาณ 10 ครั้ง ต่อมาเปลี่ยนหลังคาเป็นกระเบื้องดินเผาและฝาปะกน หน้าต่าง ประตูทำด้วยไม้อย่างปัจจุบัน

อาคารมัสยิดที่เห็นในทุกวันนี้ ก่อสร้างจากไม้ตะเคียนทั้งหลัง อาคารหลังนี้ไม่ได้ใช้ตะปูหรือสกรูเหล็กยึดไม้เลย แต่ใช้สลักไม้แทน … การก่อสร้างในสมัยนั้นไม่มีเลื่อย ขวาน สิ่ว แต่จะใช้บือจือตา (รูปร่างคล้ายขวาน) ตัดไม้ ใช้บันลีโยง(ลิ่ม) ผ่าไม้ ใช้บายิ (รูปร่างคล้ายจอบ) ถากไม้ให้เรียบ เสาไม้มีจำนวน ๒๖ ต้นสี่เหลี่ยมขนาด ๑๐X๑๐ นิ้ว พื้นหนา ๒ นิ้ว ฝาประกบหน้าต่างทำด้วยไม้ทั้งแผ่น ประตูมัสยิดทำด้วยไม้ทั้งแผ่นเช่นกัน แกะสลักเป็นลวดลายจีน บนประตูสลักเป็นภาษาอาหรับและแปลเป็นภาษามลายู ตอนท้ายเขียนว่าปี ฮ.. 1266 ซึ่งเป็นปีที่สร้างมัสยิด

ตัวมัสยิดสร้างเป็นอาคาร  หลังติดกัน มีขนาด๑๔.๒๐X๖.๓๐ เมตร เฉพาะหลังที่เป็นมิหรอบ (บริเวณที่อิหม่ามนั่งละหมาด) มีขนาด ๔.๖๐X๕.๖๐ เมตร

รูปลักษณะของมัสยิดแห่งนี้แตกต่างจากมัสยิดทั่วๆไป .ซึ่งมักจะสร้างแบบศิลปะอาหรับที่มีโดมอยู่บนหลังคา … แต่มัสยิดวาดิลฮูเซ็นสร้างแบบศิลปะไทยพื้นเมืองประยุกต์กับศิลปะแบบจีนและศิลปะแบบมลายู

ส่วนที่เด่นที่สุดของมัสยิดนี้จะอยู่ที่หลังคาอาคารหลังแรกส่วนที่เป็นมิหรอบ หลังคามี ๓ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา หลังคาชั้นที่ ๓ มีโดมเป็นเก๋งจีนอยู่บนหลังคา เป็นศิลปแบบจีนแท้ เสาจะแกะสลักเป็นรูปดอกพิกุล ในสมัยนั้นเก๋งจีนจะใช้เป็นหออะซาน (หอป่าวประกาศเวลาละหมาด)

ส่วนหลังที่ ๒ จะมีหลังคา ๒ ชั้นมุงด้วยกระเบื้องดินเผา หลังคาชั้นที่ ๒ จะมีจั่วอยู่บนหลังคาชั้นแรกมีฐานดอกพิกุลหงายรองรับจั่วหลังคาอีกชั้นหนึ่ง มีรูปแบบทรงไทย แบบหลังคาโบสถ์วัดทั่ว ๆ ไปรอบๆ ฐานดอกพิกุลหงายจะแกะสลักเป็นลายเถาก้านมุมหลังคาด้านบนของอาคารทั้ง ๒ หลังใช้ปูนปั้นเป็นลายกนก ลายเถาก้าน 

มัสยิดแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามมาหลายชั่วอายุคนซึ่งนับว่ามีความสำคัญต่อชุมชนมาก … ภายในตัวอาคารมัสยิดเป็นห้องโถงโล่งใช้เป็นที่ละหมาด มุมหนึ่งใช้เป็นที่วางมิมบัร (แท่นที่อิหม่ามใช้กล่าวเทศนา) ใกล้ๆกับมิมบัรพูด เป็นบันไดขึ้นไปสู่หออะซาน ใต้หออะซานจะเป็นตั่งรองรับหออะซาน ตั่งลอยแกะสลักเป็นรูปดอกบัว 4 ดอก

ศิลาจารึกตะโละมาเนาะ

ภายในบริเวณมัสยิดมีโรงเรียนสำหรับเด็กๆในชุมชน นอกจากโต๊ะ เก้าอี้แล้ว ยังเห็นมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่จำนวนหนึ่ง

ในวันที่ฉันไปเยือนเป็นวันหยุด จึงไม่มีนักเรียน … แต่ภาพของเด็กๆที่เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานในลำธารก็ดูน่ารัก เป็นธรรมชาติดีทีเดียว

Source: หนังสือ มหกรรมวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนชายแดนใต้

http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=25027.0

พระพิฒเนศ

ฉันได้รับคำแนะนำจากท่านผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวที่นราธิวาสให้มาชมพระพิฒเนศองค์ที่เห็นในภาพด้านบน ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการสร้าง และตกแต่งภูมิทัศน์ จึงแวะไปชมในช่วงเย็น

เสียดายที่ไม่มีข้อมูลมาแบ่งปันค่ะ ... แต่หากท่านใดต้องการจะเล่าให้ฟัง ก็จะขอบพระคุณมากค่ะ

.:.:.: ภาพสุดท้ายเป็นโครงการศูนย์การศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง เพียงได้เข้าไปดู แต่ไม่มีโอกาสถ่ายรูป ด้วยเป็นวันเสาร์ และเราไม่ได้ขออนุญาติเข้าเยี่ยมชมล่วงหน้าค่ะ :.:.:.

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net