วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เยือนตากใบ แล้วไปชมวัดชลธาราสิงเห : รู้ไม๊คะว่าทำไมจึงได้ชื่อว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย”?


เยือนตากใบ แล้วไปชมวัดชลธาราสิงเห : รู้ไม๊คะว่าทำไมจึงได้ชื่อว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย”?

“ตากใบ” … ฉันก็คงเหมือนกับคนอีกหลายๆคนที่ได้รู้จักกับชื่ออำเภอแห่งนี้ครั้งแรกผ่านภาพข่าวเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่เมื่อหลายปีที่ผ่านมา จนอาจจะมีภาพลักษณ์ในใจของพื้นที่ ที่เกินเลยความจริงไปมากมาย

เหตุการณ์รุนแรงหลายครั้งในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ที่ คุณทักษิณ ชินวัตรเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าเป็นการกระทำของ “โจรกระจอก” .. ในครั้งที่เกิดที่ตากใบนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตของชาวไทยมุสลิมหลายคนจากการถูกจับกุมใส่รถบรรทุกที่แออัดเกินไปในการเดินทางไปยังจังหวัดปัตตานี … และคุณทักษิณ ชินวัตร ออกมากล่าวว่าพวกเขาเสียชีวิต "เพราะพวกเขายังอ่อนแอจากการอดอาหารระหว่างเดือนรอมฎอน

ต่อมา นายกรัฐมนตรี สุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวแสดงความขอโทษอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

“ตากใบ” ในวันที่เราไปเยือน … ยังคงมีบรรยากาศของเมืองเล็กๆติดชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ตามสายตาที่มองได้แค่ผิวเผินดูสุขสงบ ... มีแม่น้ำกั้น มีท่าเทียบเรือสำหรับผู้โดยสาร

ในช่วงเวลาอันน้อยนิดที่เราแวะไปเยือน ... มองเห็นมีทั้งชาวไทย และมาเลเซียข้ามเรือทั้งเรือเล็ก และเรือใหญ่ที่เข้าใจว่าเป็นเรือโดยสารระหว่างประเทศ ที่พาผู้โดยสารข้ามไปมา ค้าขาย ระหว่าง 2 ประเทศ

จากที่ที่เรายืนอยู่ ... มองเห็นท่าเทียบเรือในฝั่งมาเลเซียได้อย่างชัดเจน

วัดชลธารสิงเห

วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่หมู่ 3 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จาก สี่แยกตลาดอำเภอตากใบแยกซ้ายประมาณ 100 เมตร

วัดแห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.. 2416 โดยพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุฒ) อดีตเจ้าอาวาส ในช่วงปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในสมัยที่ดินแดนตากใบยังเป็นรัฐกลันตัน

วัดแห่งนี้ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ เนื่องจากเป็นโบราณสถานที่รัฐบาลใช้เป็นเหตุผลอ้างอิงในการปักปันเขตแดนในปี 2452 ที่มีผลให้ดินแดนแห่งนี้ไม่ต้องผนวกเป็นประเทศมาเลเซีย จึงได้รับสมญานามว่า วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย วัดดังกล่าวยังเป็นศูนย์รวมความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวไทย ในเขตอำเภอตากใบและใกล้เคียง รวมทั้งชาวมาเลเซีย

ในบริเวณวัดชลธาราสิงเห มีสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาศิลปะฝีมือแบบไทยปักษ์ใต้ เป็นจุดเด่น และงดงามหลายชิ้น

ภาพบน ... เป็นโบสถ์เก่าซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นแบบสถาปัตยกรรมกรุงรัตนโกสินทร์ หลังคาเป็นอาคารไม้ทรงไทย ผนังก่ออิฐถือปูน ขนาด 5 ห้อง ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง 3 ด้าน (ยกเว้นด้านหลังพระประธาน) รวมถึงภาพบนเสา และเพดาน ซึ่งเขียนโดยฝีมือพระภิกษุชาวสงขลางดงามมาก

ลักษณะจิตรกรรมเป็นสีฝุ่น เขียนสีตัดกันแรงกล้า สภาพยังสมบูรณ์ดี เรื่อที่เขียนเป็นพุทธประวัติและเทพชุมนุม การลำดับภาพพุทธประวัติ เริ่มจากมุมด้านทิศใต้มาทางทิศตะวันออก โดยแบ่งฝาผนังในแนวตั้งเป็น 4 ช่องเสา ในแต่ละช่องเสายังแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ บน-กลาง-ล่าง ซึ่งแปลกกว่าที่อื่นๆ

ตอนบนสุดเป็นวิทยาธร ต่อมาเป็นเทพชุมนุม 1 ชั้น นั่งประณมหัตถ์ถือดอกไม้ ถัดลงมาเป็นช่องสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 ชั้น เขียนภาพพุทธประวัติเริ่มตั้งแต่ตอนลาพระนางยโสธราและราหุล แล้วเรียงลำดับเรื่องโดยพิสดาร จนถึงตอนประทับรอยพระพุทธบาท ด้านหน้าพระประธานมีภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ เป็นภาพขนาดใหญ่ ผนังด้านล่างเป็นพื้นที่ว่างมีแต่ภาพมณฑปเหนือเศียรพระ เพดานเขียนลายบนพื้นแดง … เสียดายมากที่วันที่เราไปเยือนมีเวลาน้อย เลยไม่มีโฮกาสไปขออนุญาตเข้าไปบันทึกภาพมาฝากกันค่ะ

ภาพด้านบน ... เป็นอนุสาวรีย์รูปปั้นหลวงพ่อพุฒ ผู้ก่อตั้งและสร้างวัดแห่งนี้

ถัดจากอนุสาวรีย์ .. มีป้ายายไม้ขนาดใหญ่ในศาลาไม้รูปทรงแปลกตา แต่สถาปัตยกรรมงดงาม เขียนเล่าเรื่องประวัติการก่อตั้งวัดแห่งนี้ น่าสนใจที่จะแวะเข้าไปศึกษาค่ะ

วัดชลธาราสิงเห มีวิหารพระนอน ซึ่งตามผนังประดับด้วยเครื่องถ้วยสังคโลกที่เก่าแก่ ... แม้ว่าจะดูว่าไม่ปราณีตอลังการ แต่ก็บ่งบอกถึงศิลปะฝีมือช่างพื้นเมือง ที่ควรค่าแก่การศึกษา

ใกล้ๆกับวิหารพระนอนมีศาลาอยู่หลายหลัง บางหลังนั้น ภายในมีรูปเคารพอยู่หลายอัน

เมื่อเดินมาเรื่อยๆตามทางเดิน ... จะมองเห็นศาลาทรงไทยที่สวยมากอยู่หลายหลัง เดาเอาเองว่าคงจะเป็นศาลาเพื่อใช้พักผ่อน หลบร้อน

กุฎิเจ้าอาวาส : เป็นอาคารไม้ หลังคาซ้อนกัน 3 ชั้น มีมุขทรงไทยยื่นมาข้างหน้า พื้นไม้ยกขึ้นสูงและลดเป็นชั้นๆ มีระเบียงด้านข้างมุขด้านหน้าโล่งไม่มีหลังคา

พื้นลาดซีเมนต์มีประตูทางขึ้นด้านมุขทรงไทย และซุ้มประตูทรงมงกุฎทางขึ้นด้านข้าง ข้างละ 1 ซุ้ม บริเวณด้านบนหน้าต่าง และฝาผนังกั้นห้องประดิษฐ์เป็นรูปทรงมงกุฎโดยรอบ เชิงชายด้านนอกประดับด้วยลายฉลุไม้ลวดลายต่างๆ

หอพระนารายณ์ : เป็นสิ่งก่อสร้างพื้นเมืองของวัดวัดชลธาราสิงเห ลักษณะก่อสร้าง โครงสร้างเป็นฐานสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูนเป็นมุขทรงไทยยื่นออกมาด้านหน้า หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา 4 ชั้นซ้อนกัน คล้ายกับยอดมงกุฎ ส่วนยอดหลังคาทำเป็นปล่องไฉนประดับด้วยบัวกลุ่มจนถึงปลียอด

ศาลาธรรมรุ่นเก่าอีกหลังหนึ่ง เป็นศิลปะปักษ์ใต้ผสมอิทธิพลสถาปัตยกรรมจีนแปลกตา และในวิหาร เก่าด้านหลังวัด มีประติมากรรมปูนปั้น รูปพระนารายณ์ 4 กร ที่บ่งถึงอิทธิพลศาสนาพราหมณ์อีก 1 องค์ กับเครื่องถ้วยชาม ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเครื่องถ้วยชามสมัยราชวงศ์ซ้อง กับพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งพิทักษ์โดย พญานาค 2 ตน ที่ยังกำหนดอายุและยุคสมัยของงานศิลปะไม่ได้แน่ชัด

ศาลาริมน้ำ ... ด้านข้างมีป่าชายเลนขนาดย่อม มองเห็นมีนกและสัตว์ตัวเล็กให้เห็นอยู่บ้าง

จากศาลา ... สามารถมองออกไปเห็นสะพานที่ใช้เป็นทางเดินข้ามไปยังอีกฝั่งได้ ... ไม่มีรายละเอียดว่าเป็นทางเชื่อมระหว่างชุมชนใดค่ะ

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net