วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

!!! แกะรอยน้ำท่วม...บันทึกไว้ก่อนเลือน...หลงระเริงประชานิยม..จนจมน้ำ.!!! จากไทยรัฐ..ครับทั่น!!!


แกะรอยน้ำท่วม ๕๔
    บันทึกไว้ก่อนเลือน/ไทยรัฐ ๒๕ พ.ย.๕๔

    อภิมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นยังเป็นวาทะถกเถียง เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่นไม่จบสิ้น หาผู้หาญกล้ายืดอกแสดงความรับผิดชอบไม่ได้เหมือนปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้

    มีทั้งโทษธรรมชาติปีนี้มีพายุพัดเข้ามาก รวมทั้งคิดไกลมองเป็นเกมการเมืองฝ่ายตรงข้ามใช้ จับมือกับพระพิรุณปล่อยฝนตกหนัก แล้วแอบกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อน ไม่ยอมปล่อยระบาย วางยารอท่ารัฐบาลใหม่จะได้สำลักน้ำท่วมเสียความนิยมทางการเมือง

    ข้อครหาสาดโคลนกันไปมาเป็นเรื่องจริง หรือจินตนาการเพื่อโบ้ยผิดให้พ้นตัว
  
 สังคมข้อมูลข่าวสารสารพัดสื่อยุคนี้ เป็นเรื่องยากที่คนไทยจะรู้ได้เท่าทัน นอกจากจะต้องย้อนรอยไปดูความเป็นมาของมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ในยุคเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่
   
 มหาอุทกภัย 2554...ประเทศไทยเจอพายุซัดเข้ามาถึง 5 ลูกเต็มๆ เกินปัญญาจะรับไหว จริงเท็จแค่ไหน
   
บันทึกข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ในหัวข้อ "ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ.2554” มีพายุเกิดขึ้นทั้งหมด 34 ลูก...แต่มีพายุที่พัดเข้ามาแถวบ้านเราแค่ 5 ลูก

    ลูกแรกเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน พายุ "ไหหม่า” ตามด้วย "นกเตน” ตอนปลายเดือนกรกฎาคม เว้นระยะพักไปเกือบ 2 เดือน มาในช่วง 23 ก.ย.-5 ต.ค. มีพายุก่อตัวไล่ตามกันมาติดๆ ถึง 3 ลูก นั่นคือ "เนสาด” ตามติดด้วย "ไห่ถาง” และปิดท้ายด้วย "นาลแก”

    แต่พายุ 5 ลูกที่ว่านั้น...ไม่ได้พัดเข้าไทยแบบเต็มๆ ทั้ง 5 ลูกแต่อย่างใด

    "ไหหม่า” พายุลูกแรก พัดจากฟิลิปปินส์มุ่งหน้าทางตะวันตกเฉียงเหนือ ขึ้นเกาะไหหลำแล้วโฉบลงมาเข้าเวียดนาม อ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชันถึงจะเข้าลาว...26 มิ.ย. มาถึงไทยสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ

    ยิ่ง "เนสาด-ไห่ถาง-นาลแก” แม้จะเป็นพายุ 3 ลูก ที่ก่อตัวขึ้นมาในเวลาใกล้เคียงกัน แต่อิทธิพลความรุนแรงต่อไทยสู้ไหหม่าไม่ได้

    เพราะเนสาดออกจากฟิลิปปินส์ มุ่งหน้าไปทางเหนือของเกาะไหหลำแล้วเข้าจีนไปเลย ส่วนไห่ถาง ก่อตัวในทะเลทางใต้ของฮ่องกง พัดหมุนวนอยู่ในทะเลใกล้เวียดนามตอนเหนือ หมุนวนอยู่อย่างนั้น 4 วัน (24-27 ก.ย.) แล้วสลายตัวขึ้นฝั่งเวียดนามกลายเป็นดีเปรสชัน พอเคลื่อนเข้าลาวกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำก่อนจะเข้าไทย

    นาลแกมิต่างกัน แรกๆ ตั้งท่ามาแรง เป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่มฟิลิปปินส์แรงได้วันเดียว ลดระดับฮวบฮาบลงมาเป็นพายุโซนร้อนธรรมดา เกรดต่ำกว่าไต้ฝุ่น จากนั้นโฉบไปขึ้นเกาะไหหลำ แล้วดาวน์เกรดลงมาเหลือสถานะแค่ดีเปรสชัน จากนั้นวกลงใต้ขึ้นฝั่งเวียดนามที่เมืองดองฮอย สลายตัวกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำก่อนจะเข้าลาวและไทยอีกเช่นกัน

    ในบรรดาพายุ 5 ลูกที่กล่าวอ้าง มีแค่ "นกเตน” เจ้าเดียวเท่านั้นที่พอจะพูดได้ว่าเป็นพายุที่พัดเข้าประเทศไทย...เพราะตอนพัดเข้าเวียดนามก่อนจะเข้าลาวยังมีสถานะเป็นพายุโซนร้อน ออกจากลาวจะเข้าไทยได้ลดระดับเป็นดีเปรสชัน...แต่ก็แค่วันเดียวมาถึง จ.น่าน สลายกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ
 
  ถึงจะแค่ดีเปรสชัน...แต่พอจะคุยกับคนไม่รู้เรื่องอุตุนิยมวิทยาได้ว่า ประเทศไทยมีพายุพัดเข้ามาเหมือนกัน น้ำจึงได้ท่วมเป็นมหาอุทกภัย

    ในขณะที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์เจอพายุตัวแม่ของจริงไปเต็มๆ...แต่ไฉนถึงไม่เป็นข่าววิกฤติระดับโลก น้ำท่วมมาราธอนยาวนาน 3-4 เดือนเหมือนไทยเรา

     ส่วนปมประเด็นพระพิรุณรับจ๊อบนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามวางยาเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อน ในช่วงรอยต่อรัฐบาลเก่ารัฐบาลใหม่...เท็จจริงเป็นเช่นไรต้องแกะรอยปริมาณน้ำในเขื่อน ที่ประชาชนธรรมดาสามารถหาสืบค้นได้ในเว็บไซต์ ...ได้ทั้งของกรมชลประทาน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและเกษตร (องค์การมหาชน)

    ไม่ต้องดูทุกเขื่อนทั่วไทย...ดูกันแค่เขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ก็พอ เพราะเป็นที่ถูกกล่าวหามากที่สุด
    เริ่มต้นจ้องมอง...ดูปริมาณน้ำวันประกาศยุบสภาฯ 5 พ.ค.54

    วันนั้น ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลมีอยู่ 45% ของความจุอ่าง ส่วนเขื่อนสิริกิติ์มีอยู่ 50%...ผ่านไปเดือนครึ่ง ก่อนไหหม่าจะพัดมา น้ำในเขื่อนภูมิพลมีอยู่ 55% เขื่อนสิริกิติ์ 54%

    หลังไหหม่าสลายตัวไป 7 วัน และก่อนเลือกตั้ง 1 วัน...2 ก.ค.54 น้ำในเขื่อนภูมิพลเพิ่มมาเป็น 58% ของความจุอ่าง เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำเพิ่มเป็น 64% ยังเก็บน้ำได้อีกเยอะ

    ห้วงเวลาถัดมา คนไทยรู้กันแล้วว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี 29 ก.ค.54 ก่อนดีเปรสชันนกเตนจะถึงไทย...น้ำในเขื่อนภูมิพลมีอยู่ 63% เขื่อนสิริกิติ์ 77%

     5 ส.ค. สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี...เป็นวันที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีบันทึกไว้ว่า เป็นวันสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเป็นการเริ่มต้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

    8 ส.ค. มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ดีเปรสชันนกเตนสลายตัวไป 8 วันแล้ว...ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลเพิ่มมาอยู่ที่ 69% เขื่อนสิริกิติ์ 85%

    ปริมาณน้ำขนาดนี้มากเกินไปหรือไม่...ยังไม่อันตราย เพราะขีดความสามารถการรับน้ำของเขื่อนนั้นรับได้ 100% และต่อให้เกิน 100% ระดับน้ำเพิ่มขึ้นมาจ่อสันเขื่อนก็ยังรับได้

    แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าไม่มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่ม จะเก็บกักกันแค่ 100% เพราะถ้าปล่อยให้เกิน 100% แรงดันน้ำจะกดทับประตูจนไม่สามารถเปิดประตู Spillway ได้นั่นเอง

    25 ส.ค. รัฐบาลชุดใหม่เสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศได้เต็มสูบ...ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลมีอยู่ 75% เขื่อนสิริกิติ์ 93%

    และเป็นวันแรกที่เขื่อนสิริกิติ์เริ่มระบายน้ำผ่าน Spillway วันละ 7.35 ล้านคิว นอกเหนือจากระบายน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าที่ระบายอยู่แล้ว วันละประมาณ 50-60 ล้านคิว มาตั้งแต่ 4 ส.ค.54

    ส่วนเขื่อนภูมิพลปริมาณน้ำอยู่ที่ 75% การระบายน้ำล้นยังไม่ได้ทำ มีแต่ระบายน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าวันละ 20-30 ล้านคิวอยู่แล้ว

    สถานการณ์ขณะนั้นน้ำท่วมยังคงอยู่แถวสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร...
 
คงจำกันได้ 28 ส.ค. 54 ชื่อ "บางระกำโมเดล” มาโผล่เอาตอนนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยไปเยี่ยมเยียนแจกถุงยังชีพแถวนั้น ทัพน้ำยังมาไม่ถึงนครสวรรค์สักเท่าไร

ให้บังเอิญเวลานั้นหลังจากนกเตนสลายตัว ไม่มีพายุไหนพัดเข้ามาอีกเลย...

รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ พายุเว้นวรรคให้ลืมน้ำท่วมไปได้ถึง 2 เดือน

    วุฒิภาวะตระหนักภัยรับมือน้ำท่วมเลยจืดจาง ปล่อยให้มหาดไทย สิงห์คลองหลอดขยันใช้งบฉุกเฉินซื้อถุงยังชีพแจก รับหน้าสื่อแก้ปัญหา...ส่วนรัฐบาลหันไปให้ความสำคัญเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่าแทน

     27 ส.ค. ลดราคาน้ำมัน, 6 ก.ย. ย้ายเลขาธิการ สมช.เพื่อจะได้โยก ผบ.ตร.มานั่งแทนแล้วดันญาติมาเป็นใหญ่ใน สตช., 13 ก.ย. รถยนต์คันแรก, 20 ก.ย. บ้านหลังแรก

    และแล้ววันเวลาหลงละเลิงประชานิยมต้องหยุด เมื่อ 3 พายุก่อตัว อาละวาดในช่วงเวลาไล่ๆ กัน เนสาด (23-30 ก.ย.), ไห่ถาง (24-27 ก.ย.), นาลแก (26 ก.ย.-5 ต.ค.) พร้อมๆ กับน้ำท่าเริ่มรุกเข้านครสวรรค์-อุทัยธานี-ชัยนาท-อ่างทอง-สิงห์บุรี-ลพบุรี-อยุธยา

    5 ต.ค.54 เริ่มมีการระบายน้ำออกจากเขื่อนภูมิพลทางประตูน้ำล้นวันละ 40 ล้านคิว เพิ่มเติมจากที่ระบายเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่แล้ว 60 ล้านคิว เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นมาเป็น 98% ของความจุเต็มอ่าง ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ปริมาณน้ำอยู่ที่ 99% แต่ไม่ระบายน้ำล้น ระบายแค่เพื่อผลิตไฟฟ้าวันละ 60 ล้านคิว
  
 6 ต.ค. น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร, 7 ต.ค. เทศบาลอโยธยาใจกลางเมืองอยุธยาจมบาดาล...และผู้นำเพิ่งตั้งหลักได้ ตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ขึ้นที่สนามบินดอนเมือง
 
  8 ต.ค.น้ำทะลักแนวกั้นนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และอีกหลายนิคมอุตสาหกรรมจมน้ำตามมา เพราะเอาอยู่...จนกลายเป็นตำนานให้เล่าขานไปอีกนาน

    พระพิรุณรับจ๊อบ หรือคนมีจ๊อบแต่ทำไม่เป็น...ทั้งที่มีอำนาจเต็มตัวและมีเวลาให้รับมือถึง 2 เดือน


    เมื่อมีปัญญาคิดทำได้เท่านี้...สมควรแล้วที่ต้องโทษผีสางเทวดา

                                -สกู๊ปหน้า ๑ ไทยรัฐ

โดย ก้อยกัลยา

 

กลับไปที่ www.oknation.net