วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผมไม่ชอบทีมเชียงราย แต่ยังศรัทธาในพ่อขุนเม็งราย



ผมไม่ชอบทีมเชียงราย แต่ยังศรัทธาในพ่อขุนเม็งราย

                ๓ นาฬิกาเศษ วันจันทร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ บนรถ “จันทร์หอมทัวร์”

                นี่เป็นครั้งแรกที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับ บนรถทัวร์ของทีมงานสโมสรบางกอกกล๊าส ที่กำลังเดินทางกลับจากเชียงรายมุ่งสู่งรังสิตคลอง ๓ เป็นเพราะรถจอดที่เด่นชัย ทำให้ผมต้องตื่น แล้วก็นอนไม่หลับ นั่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนหัวค่ำ นึกไปนึกมา ก็ยิ่งอยากที่จะบรรยายความรู้สึกเหล่านั้นออกมาก

                เราเดินทางมาเชียงรายกันตั้งแต่เย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ด้วยทริปของการแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีค ที่บางกอกกล๊าส เอฟซี พบกับเชียงราย เอฟซี หรือทีมกว่างโซ้ง ที่รู้จักกันดีนั่นเอง ภาษากลางเรียกว่า ด้วง ครับ กว่างโซ้งแปลว่าด้วงที่มีเขายาว ถ้ากว่างกิ แปลว่าด้วงญี่ปุ่น เอ้ยไม่ใช่ครับ แปลว่า ด้วงเขากุด หรือเขาสั้น ๆ

                หลังจากที่เราท่องเที่ยวกันอยู่ในเมืองเชียงรายและในตัวจังหวัดเชียงรายกันอย่างจุใจใน ๒ วัน รวมวันนี้ด้วย เพิ่งกลับจากวัดร่องขุ่นและน้ำตกขุนกรณ์ เสร็จแล้วก็ตีรถกลับมายังสนามแม่ฟ้าหลวง ในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ความจริงบทความนี้จะเป็นตอนที่ ๓ แต่นำมาเขียนก่อน ก็เลยต้องเป็นตอนที่ ๑ ทำเหมือนหนังไตรภาค ที่ฉายภาคจบก่อนไงครับ แล้วค่อยวกกลับไปตอนแรก ๆ

                พวกเรามาถึงสนามกันราว ๕ โมงเย็น ซึ่งการแข่งขันจะเริ่มขึ้นอีก ๑ ชั่วโมงข้างหน้า สนามแห่งนี้งดงามสมบูรณ์ แต่ทว่า ทีมเชียงรายก็จัดการต้อนรับพวกเราอย่างสาสม ด้วยการจัดที่นั่งด้านหลังประตู เป็นแสตนเชียร์เหล็กชั่วคราว มันแข็งแรง แต่มันไม่ค่อยปลอดภัย เพราะเป็นเหล็กกลวง ที่นำมาเชื่อมต่อกัน แล้วมีช่องว่าง เด็ก ๆ หรือบางคนอาจจะพลัดตก หรือเหยียบพลาดได้ และทัศนวิสัยของการมองเห็น หายไปหลายสิบเปอร์เซนต์ ยิ่งทางประตูฝั่งตรงข้าม เราไม่รู้เลยว่าบอลถึงไหนต่อไหนแล้ว

                บัตรราคาค่าชมก็ ๑๐๐ บาท อยากจะตำหนิเจ้าภาพหน่อยนะครับ ว่าที่นั่งแบบนี้ยังเก็บราคานี้อีกหรือ ...ช่างกล้า จริง ๆ แต่เราเป็นผู้มาเยือน ยังไงก็ต้องยอมแหละครับ ทำอะไรไม่ได้ เพียงแต่ว่า ความประทับใจ ความยินดี และความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของเราในการมาเยือนในครั้งนี้ จะมีมากน้อยสักเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ของเจ้าภาพบ้างอะไรบ้างก็เท่านั้นเอง

                เหมือนจะมีปัญหาเรื่องการประสานงานของบัตรเข้าชมการแข่งขันเล็กน้อย แต่เราก็เข้าไปนั่งชมในที่นั่งอันหรูหราที่สุดในโซนนี้ อากาศเย็นลงกว่าเมื่อวาน กองเชียร์ของกว่างโซ้งมากันเต็มสนาม มองไปทางไหนก็สีส้มไปหมด บนอัฒจรรย์อันทรงเกียรติแห่งเจ้าภาพ

                กองเชียร์บางกอกกล๊าสในวันนี้น่าจะประมาณไม่เกิน ๓๐๐ เหมือนในหนังอีกนั่นแหละครับ ก็นั่งกันตามมีตามเกิด ทีมอื่น ๆ ที่มาเยือนเชียงรายก็คงมีความรู้สึกเดียวกัน พวกเราไม่ได้รับการต้อนรับ ด้วยการพูดถึงความยากลำบาก ความตั้งใจของการมาเยือน หรือแม้แต่การปรบมือต้อนรับจากเจ้าภาพเลยแม้แต่น้อย โฆษกสนามประกาศพูดคุยถึงแต่ทีมตัวเองเป็นส่วนใหญ่

                เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้นได้ไม่นาน ทีมบางกอกกล๊าสก็ได้ประตูขึ้นนำแบบพวกเราก็ไม่รู้ว่าลูกเข้าประตูไปหรือยัง เพราะมองไม่เห็น กว่าจะเฮกันได้ ก็สังเกตุว่านักบอลทีมตัวเองทำท่าดีใจ พร้อมกับ สกอร์บอร์ดมันขึ้นนั่นเอง วันนี้ทีมบีจี เล่นได้อย่างสุดยอดจริง ๆ ครับ

                ผมเรียนว่า ที่เขียนนี้ แม้จะเขียนขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยจะดีกับทีมเชียงราย โดยเฉพาะผู้ตัดสิน แต่ก็พยายามเขียนด้วยความเป็นกลาง และมีสติ และตามความรู้สึกนึกคิดที่ได้จากการประมวลด้วยภาพที่มองเห็นเพียงเท่านั้น ไม่ได้เขียนด้วยความลำเอียงหรือเกลียดชังใด ๆ ที่มีอยู่ในใจแต่อย่างใด

                ใกล้จะหมดเวลาครึ่งแรก ในระหว่างที่ลูกมาอยู่หน้าประตูของบีจี อำนาจ แก้วเขียว ได้เตะสกัดบอลออกจากประตูไป แต่แล้วกรรมการก็เป่านกหวีด ชี้ให้เป็นจุดโทษ ที่พวกเราก็แบบ งง และอึ้งกิมกี่ ด้วยวิสัยของการมองจากมุมต่ำ ที่ไม่ทันเห็นว่าลูกมาอย่างไร แต่เห็นนักบอลก็ไม่พอใจในการตัดสิน ด้วยระยะห่างราว ๔๐ เมตร ผมก็เดา ๆ เอาว่า กรรมการตัดสินว่าเป็นลูกแฮนบอล และให้ใบเหลืองอำนาจ พร้อมทั้งให้ทีมเชียงรายได้จุดโทษ กรรมการอยู่ด้านหลัง ทำไมมองเห็นชัดจัง และไม่ปรึกษาผู้ช่วยผู้ตัดสินเลยหรือ แต่ในที่สุด เชียงรายก็ตีเสมอด้วยจุดโทษลูกนี้ จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ ๑ ต่อ ๑

                ช่วงพัก คนเก็บบอลทั้ง ๔ ก็เดินมาแถวหน้ากองเชียร์ แล้วก็บอกว่า ลูกจุดโทษเมื่อกี้ ไม่ได้โดนอะไรเลย ผมก็ว่าตาผมไม่ฝาด และไม่ได้ “ง่าว” ขนาดว่าไม่รู้อะไรเป็นอะไร แต่ก็ไม่เป็นไร เราก็สู้กันใหม่ เชียร์กันใหม่ จบครึ่งแรก เสียงผมหายไปครึ่งหนึ่ง เจ็บคอหมด มีใครคนหนึ่ง บริจาคยาอมมาให้กำหนึ่ง ต้องขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

                ต่อกันครึ่งหลัง ประตูเชียงรายเปลี่ยนมาอยู่หน้ากองเชียร์เรา เล่นไปได้สักพัก อ้าว ท่านกรรมการผู้ทรงเกียรติหรือไร้เกียรติผมก็ไม่แน่ใจ เป่าให้เชียงรายได้ฟาวน์ในเขตโทษอีกครั้ง และได้จุดโทษ โอ้พระเจ้า...ราฟาเอล ถึงกับจะเลิกเล่นในตอนนั้น มีประท้วงกันเล็กน้อย แต่เกมส์ก็ดำเนินต่อ โดยบีจี ต้องเสียจุดโทษปริศนาเป็นลูกที่ ๒ ทำให้เชียงรายนำไป ๒ ต่อ ๑ ต่อจากนั้น เชียงรายพยายามใช้เวลาให้หมดไปในรูปแบบต่าง ๆ เหมือนที่เคยเล่นในสนามบีจี แต่ครั้งนี้ นักเตะบีจี สู้ยิบตา ไม่ยอมให้ใครมาขโมยชัยชนะไปได้ง่าย ๆ บุกอย่างหนัก และเกือบทำประตูได้หลายครั้ง

                ทดเวลาบาดเจ็บ ๕ นาทีสุดท้าย พวกเราได้แต่ทำใจแล้ว ว่านัดนี้ ยกคะแนนให้เชียงรายไป ๓ แต้มแบบไม่อาย ในเมื่อรูปเกมส์เป็นแบบนี้ ถ้าเขาไม่มียางอาย เอาไปเลย

                ผมพูดออกมาว่า “ถ้าหากพ่อขุนเม็งรายยังคงสถิตย์อยู่ในเมืองเชียงราย และเป็นที่นับถือศรัทธาของคนทั่วไป ขอจงให้ความยุติธรรมกับพวกเราด้วย” และแล้ว ในนาทีสุดท้าย บีจี โดยราฟาเอล ก็ยิงประตูแบบไม่คาดฝัน ตีเสมอได้ ๒ ต่อ ๒ ทำเอากองเชียร์อย่างพวกเรา ดีใจสุด ๆ บอลเสมอในวันนี้ ดีใจยิ่งกว่า ชนะสัก ๑๐ ลูกเสียอีก มันเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะบอกว่า เราเล่นด้วยฝีมือจริง ๆ ไม่ได้มุ่งหวังแต่อย่างเดียวคือชัยชนะ อาจจะแพ้ก็ได้ เสมอก็ได้ เราก็เป็นมาอย่างนี้แต่ไหนแต่ไร

                ผมจึงรู้สึกไม่ชอบทีมเชียงรายขึ้นมาบ้างเล็กน้อย จากที่เคยเอาใจช่วย เอาใจเชียร์ และรู้สึกเห็นใจมาโดยตลอด ในฐานะทีมจากภาคเหนือตอนบนเพียงทีมเดียว  “อู้กำเมือง” เหมือนกัน พูดเหนือเหมือนกัน อยากจะให้การกีฬาได้ฝึกจิตใจของคนเราให้สูง ไม่ใช่ฉุดให้ต่ำลง ด้วยการมุ่งหวังแต่จะชนะ

                ผมไม่ประทับใจอะไรเลย ในการต้อนรับของเจ้าภาพ ไม่มีการประกาศว่าใครทำประตูได้ ไม่มีการกล่าวต้อนรับและให้เกียรติกองเชียร์ทีมเยือนของเรา แม้จะมีการแลกของที่ระลึกกันบ้าง ก็คงเป็นไปตามธรรมเนียม ที่ผ่านมา ต้องยอมว่า ผมชอบกองเชียร์ของ เมืองทอง หรือแม้แต่บุรีรัมย์ที่เคยไม่ชอบ ก็ยังมองเห็นส่วนดีของกองเชียร์บุรีรัมย์ที่ร่วมเชียร์กันอย่างพร้อมเพรียง และมี “ปริมาณมาก”

                ผมรู้สึกดีใจ ที่กองเชียร์บางกอกกล๊าส ยังคงรักษาความ “สุภาพ” และด้วยเกียรติของเรา ที่เป็นกองเชียร์ “ผู้ดี” อาจจะชมตัวเองเกินไปเสียหน่อย แต่รู้สึกว่าทุกคนสนุกสนาน แพ้ก็แพ้ไป หัวใจยังเต้นอยู่ ล้มก็ล้มไป เป็นบทเรียน มันก็เท่านั้นแหละครับ

                ผมอยากให้ทีมเชียงราย พี่น้องแฟนบอลชาวเชียงราย ได้มองเห็นความสำคัญของทีมเยือนทั้ง ๑๗ ทีมในไทยพรีเมียร์ลีค ให้การตอนรับอย่างเท่าที่ควรจะเป็น มีน้ำใจชาวเหนือ เหมือนได้ดื่มน้ำเย็นจาก “หม้อดิน” ที่พบเห็นในพระตำหนักดอยตุง ผมไม่อยากให้สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ เหือดหายไปจากดินแดนล้านนาที่ผมเคยอยู่

                การกีฬาที่มุ่งหวังแต่เพียงชัยชนะอย่างเดียว ก็คงจะสูญเสียเกียรติและศรัทธา รวมถึงจิตวิญญาณแห่งนักสู้ แค่นี้มันคุ้มกันหรือ

                เราเดินทางกลับกันในคืนนั้นทันที เรื่องราวอื่น ๆ ในทริปนี้ คอยติดตามอ่านกันในตอนต่อไปครับ

                ขอขอบคุณ “จันทร์หอมทัวร์” ที่บริการด้วยดีมา ตลอด ๆ

                ขอขอบคุณ ผู้ร่วมเดินทางที่น่ารักและเป็นมิตรทุก ๆ คน

                ขอขอบคุณ สโมสรบางกอกกล๊าสเอฟซี ที่ทำให้มีทริปนี้