วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แอ่วเจียงฮาย ๒ แม่สาย พม่า ท่าขี้เหล็ก



แอ่วเจียงฮาย ๒ แม่สาย ..ชเวดากอง...พม่า

                เสาร์ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

                หลังจากที่เราสะบักสะบอมมาจากการผจญภัยกับรถรับส่งขึ้นลงดอยตุงแล้ว เราก็มารวมตัวกันที่รถ เพื่อเดินทางมายังแม่สาย ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่เหนือสุดของเชียงรายและของประเทศไทย อยู่ห่างออกมาเพียงไม่กี่กิโลเมตร ใช้เวลาเพียงแค่ ๑๕-๒๐ นาทีจากทางขึ้นดอยตุง

                ผมไม่ได้อ่านรายการท่องเที่ยวมาอย่างละเอียด เลยไม่รู้ว่าเราจะได้ข้ามไปฝั่งพม่าด้วย การข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านทำได้ไม่ยาก แค่ถ่ายเอกสารบัตรประจำตัว เพื่อทำบัตรผ่าน เสียค่าธรรมเนียมคนละ ๖๐ บาท (รวมค่าดำเนินการด้วย) แล้วเอาไปยื่นที่ด่านของไทย เดินผ่านไปยังฝั่งพม่า เสียค่าธรรมเนียมคนละ ๑๐ บาท

                ที่แม่สายมีของขายมากมาย ทั้งของกินและของใช้ เราพบว่า เกาหลี เอ้ย เกาลัดมีขายกันเยอะมาก และราคาก็แตกต่างกันไป อันนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้าด้วย เพราะบางเจ้าเอาของไม่สด หรือไม่ดีมาวางขาย แต่ดั้มราคากันเห็น ๆ

                ผมและผู้ร่วมเดินทางอีกสองคน คือภรรยา และพี่ที่มาด้วยอีกคน คราวนี้พลาดลืมถามชื่อพี่เขา เห็นว่ามาคนเดียว ก็เลยเข้าพวกกับเราเสียเลย พอข้ามฝั่งไป ก็เจอกับไกด์พม่า ๕๐ บาท คือมาขายทัวร์เหมือนในเมืองไทย แต่เห็นว่ามันถูกดี เพราะตลาดเดินไปเดินมาก็งั้น ๆ อาจจะมีโอกาสเสียตังค์เปล่า ก็เลยใช้บริการท่องเที่ยวเสียเลย

                เมื่อตอบตกลง เขาพาเราไปที่รถสามล้อเครื่อง แล้วก็พาเราเข้าเมืองท่าขี้เหล็ก มุ่งหน้าไปยังวัดและสถานที่ต่าง ๆ ที่เขากำหนดขึ้นเอง สองข้างทางร้านค้าในเมืองก็เป็นแบบธรรมดา ที่พม่าเดินรถกลับด้านกับเมืองไทย รวมถึงลาวและกัมพูชาด้วย แปลกดีเหมือนกัน ว่าทำไมไทยถึงวิ่งรถชิดซ้าย

                รถจอดที่วัดแห่งแรก ซึ่งเดินทางไม่ไกล แต่เราได้ตรวจสอบแล้วว่า การเดินทางใช้เวลาไปกลับไม่เกิน ๒๐ นาที ดังนั้นเราจึงตัดสินใจมา วัดแรกนี้ ได้ยินว่าเป็นวัดพระหยก ไม่มีพระจำวัดอยู่ มีแต่วิหารที่มีพระประธานที่ว่ากันว่าทำขึ้นจากหินหยก ผมเลยบูชาดอกไม้ธูปเทียน ๑๐ บาท ไปกราบนมัสการ หลังจากนั้นเราก็ไปกันต่อ

                สถานที่ต่อมาคือ พระเจดีย์ชเวดากอง องค์รอง ไกด์บอกกับเราว่า พม่าเล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยว จึงได้สร้างพระเจดีย์ชเวดากอง องค์รองขึ้นที่บนเขาแห่งนี้  ไว้ให้ผู้คได้กราบไหว้ สักการะบูชา ในทำเลแห่งนี้จึงได้มองเห็นตัวเมืองท่าขี้เหล็กของพม่าทั้งเมือง และหากทัศนวิสัยดี ก็จะเห็นเทือกเขาฝั่งลาวด้วย แต่วันนี้หมอกควันมีมาก เลยไม่ค่อยชัดเจน

                หลังจากลงรถ พวกเราก็เดินเข้าไปในตัวเจดีย์ มีการบูชาดอกไม้ ราคาเดิม เสร็จแล้ว ที่นี่แปลก ที่มีคนมาคอยต้อนรับเราด้วย คอยกางร่มให้ และแนะนำเราตลอดทาง ให้เราถอดรองเท้าก่อน เดินเข้าไป ของผมมีหญิงวัยกลางคนมากางร่มให้ ตอนแรกนึกว่าจะรอด เพราะผมมากันสองคน แต่คนกางร่มให้คนเดียว ส่วนพี่อีกคนถูกต้อนรับอย่างดียิ่งไปแล้ว

                “เกิดวันอะไรก๊ะ” หญิงคนนั้นถามภรรยาผม หลังจากรู้วันแล้วเธอก็กางร่มพาไปไหว้ มีรดน้ำตามพิธีของเขา สำหรับพระประจำวันเกิด สักพัก มีเด็กชายวัย ๘ ขวบ เดินกางร่มมาหาผม คิดว่าหญิงคนเมื่อกี้เป็นแม่ของเขา เนื่องจากต้องไปต้อนรับภรรยาผม เด็กชายคนนี้เลยมาแทนที่ เขาพูดภาษาไทยได้ดีเลยทีเดียว

                “เกิดวันอะไรครับ”  เด็กชายชาวพม่าถาม

                “เกิดวันวาเลนไทม์”  ผมแกล้งตอบ ทำเอาเด็กชายงง หันมามองหน้า แล้วถามคำถามเดิม ผมยิ้ม ๆ แล้วตอบใหม่

                “เกิดวันฝนไม่ตก” เด็กชายไม่ขำ แต่ยังคงถามไปเรื่อย ๆ จนผมมาหยุดอยู่ที่พระประจำวันอังคาร เด็กชายแนะนำว่าต้องทำอะไรก่อน โดยเขาเอาธูปผมไปจุด พร้อมกับเทียน แต่เขายื่นร่มให้ผมถือแทน ผมเลยทำหน้าที่กางร่มให้เขา แล้วบอกว่า “เราหายกันนะ เมื่อกี้กางร่มให้ผม ตอนนี้ผมกางร่มให้แล้ว” เด็กชายก็ไม่ขำ เอาเทียนไปปัก อ้าว..ตกลงใครไหว้กันแน่ แล้วบอกให้รดน้ำมนต์ให้พระ เขาเสนอว่า จะถ่ายรูปให้ อะไรสารพัด ผมถามว่า

                “เรียนภาษาไทยที่ไหน”

                “ไม่ได้เรียน ฟังเขาพูดก็พูดได้”

                “อายุเท่าไหร่”

                “๘ ขวด” เออ ดีเหมือนกัน ที่พม่า นับอายุเป็นขวด ที่เมืองไทย ไม่นับเป็นลัง ๆ เลยหรือ หลังจากเสร็จแล้ว เราก็ให้ทิปเขาไป ที่พม่านั้น เงินไทย ๓๕ บาท เท่ากับ ๑๐๐๐ จ๊าต ครับ ข้าวของก็ไม่ใช่จะถูก เพราะต้องเอามาจากเมืองไทย ตอนเดินออกมาจากเจย์ดี เราต้องเสียค่าวางรองเท้าอีกคนละ ๒ บาท เหลือบไปเห็นอ้อย เลยอยากลองชิม เพราะเคยชิมน้ำอ้อยที่หลวงพระบาง ราคา ๕๐๐๐ กีบ มาแล้ว คิดราคาเป็นไทยกันให้งงไปเลย ๑ บาท เท่ากับ ๒๕๐ กีบ คิดไปคิดมา ถุงละ ๒๐ บาท แต่ที่พม่า แก้วละ ๑๐ บาท อืม ก็หวานดีเหมือนกันครับ แล้วเราก็ไปกันต่อ ที่วัดสุดท้าย

                ผมต้องถนอมแบทกล้องอีกครั้ง เพราะมันเหลือน้อยเต็มที  วัดสุดท้ายที่เรามาแวะ ผมไม่ทราบชื่อวัด ลืมถามไกด์ แต่เป็นวัดเก่าแก่ที่กำลังบูรณะ นับว่าเป็นวัดที่สวยงาม มีพระวิหารที่มีทางเข้า ๔ ด้าน แต่ละด้านมีซุมยื่นออกไป และเป็นศิลปะของพม่าอย่างงดงาม ด้านในมีพระประธานองค์ไม่ใหญ่นัก หน้าต่างยังเป็นไม้เดิม ๆ เห็นร่องรอยเก่าแก่อยู่ อาคารด้านข้าง เข้าใจว่าเป็นโรงเรียนปริยัติธรรม เพราะได้ยินเสียงสวด มีเณรอยู่เยอะ ผมถ่ายรูปได้สักพัก แบทก็ดับวูบไป แต่ก็ยังดี ที่หมดเอาตอนนี้พอดี

                ยกนาฬิกาดูแล้วก็ได้เวลานัดหมาย เลยพากันกลับ มีเวลาไปเดินตลาดเล็กน้อย แล้วก็เดินกลับข้ามไปฝั่งไทย เพื่อไปรวมตัวกันที่สถานีตำรวจแม่สาย พบเพื่อน ๆ มารอกันอยู่บ้างแล้ว

                “มะนาว” สาวสวยเปรี้ยวจริง ๆ ในทุก ๆ ทริปที่เธอไป วันนี้เธอมี “สาวน้อย” มาดแมน วัยเยาว์คอยตามเธอต้อย ๆ สาวน้อยผู้นี้เอง ที่ตอนทำเอกสารข้ามแดน ทำเอา น้องเจน หน้าแตก คิดว่าเป็นผู้ชาย เพราะเธอตัดผมสั้น มะนาว ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงชั่วคราว ในขณะที่ยืนรอรถบัสมารับ ผมก็หยิบเอาของกินต่าง ๆ นานามาคร่าเวลากันไป

                ไม่ว่าจะเป็นเกาลัด และ “จิ้งหรีดทอด” มะนาวพยายามยัดเยียดให้สาวน้อยได้ชิม แล้วบอกว่า “กินแมลงวัน อร่อยนะ ยิ่งหัวเขียว ๆ ยิ่งอร่อย เนี่ยะเก็บมาจากกองขยะ”  ดูมะนาวทำดิ  ผมก็นั่งกินอยู่ แต่สงสารน้องคนนั้น เธอคงเชื่อจริง ๆ ว่าเป็นแมลงวัน “คนอะไรกินแมลงวัน เดี๋ยวหนอนก็ขึ้นเต็มตัวหรอก”

                เสร็จแล้ววันนั้นเราก็ได้เข้าตัวเมือง กว่าจะถึงเชียงราย ไฟแดงเยอะมาก...... แล้วแดงไม่สามัคคีด้วย ฝากบอกการจัดการจราจรเชียงรายด้วยนะครับ เอาให้มัน “รื่นไหล ไฟแรง แบ่งปัน” อยากให้อำนวยความสะดวกรถสายหลักมากกว่า รถติดไฟแดงเสียเวลามากกว่าวิ่งมาจากรังสิตอีกนะครับ แล้วเราก็ไปหาโรงแรมกันอีก เกือบจะไม่เจอ...

                กลางคืนก็ตัวใครตัวมันละครับ ไปถึงโรงแรม ราว หกโมงเย็น เสร็จแล้ว ผมก็มีหน้าที่ ท่องราตรี เชียงราย ....

คอยติดตามตอนต่อไปนะครับ

 
























โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net