วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทริปฝึกถ่ายรูป : ปล่อยใจฝัน ณ จันทบูร (2)


ต่อจากตอนที่แล้ว...
ทริปฝึกถ่ายรูป : ปล่อยใจฝัน ณ จันทบูร (1)

ผมนอนกระสับกระส่ายไปมา...ในที่สุดก็ตื่นขึ้นมาตอน 10 โมงเช้า...
2 ชั่วโมงในห้องสูท ราคา 800 บาท >"<
(เห็นพี่เจษมาแก้ข่าวว่า 850 บาท เพราะพี่เจษเป็นคนจ่าย 555+)

ผมอาบน้ำเสร็จแล้วจึงปลุกพี่เจษ...พี่เจษๆๆๆ ตื่นๆๆ ผมนึกออกแล้ววว
ไปถ่ายรูปทะเลกัน!!!

พี่เจษสะดุ้งลืมตาขึ้นมาทันที ^0^ จริงๆ ด้วย!!! เมืองจันทน์มีทะเลด้วยนี่นา
ไม่ได้มีแค่โบสถ์ วิหาร ภูเขา และน้ำตก!! ว่าแต่ว่า...จะไปตรงไหนอ่ะ!?

ผมเปิด GPS...อืมๆๆ เอาเป็นแหลมสิงห์ละกันพี่ชื่อคุ้นๆ หูดี ^o^
เราเช็คเอาท์ออกมา...แวะกินก๋วยเตี๋ยว เมืองจันทน์เนี่ยก๋วยเตี๋ยวอร่อยมากๆ
ตบท้ายด้วยเย็นตาโฟ ท้องอิ่ม พร้อมออกไปลุย เราขับรถลัดเลาะไปเรื่อยๆ
ตามแต่โปรแกรมจะพาไป จนกระทั่งเห็นป้าย ชายหาดแหลมสิงห์

เราแวะซื้อเบียร์กระป๋องที่ 7-eleven ปรากฎว่า...ไม่ขาย เพราะยังไม่ถึงเวลา
ไม่ใช่ปัญหา...เราเดินข้ามมาอีกฝากถนน ซื้อจากร้านข้างนอกก็ได้ 555+
จิบเบียร์กันไปคุยกันไปตามทาง จนกระทั่งถึงจุดหมาย หาดแหลมสิงห์



เรายืนมองทะเลที่เวิ้งว้างกันอยู่ซักพัก...ก็เริ่มมองหน้ากัน...
ทำไมเราต้องได้ถ่ายรูปตอนเที่ยงตรงทุกที >"< แล้วจะถ่ายังไงเนี่ย แสบตา Y_Y
มองซ้ายมองขวา หาอะไรถ่ายรูปไม่ได้...จึงบรรจงนั่งจิบเบียร์ที่ซื้อมากันจนหมด
เราขับรถออกมา...ด้วยความเงียบงัน นี่เราจะไปไหน? มาทำไม? อะไรยังไงเนี่ย?
สายตามองไปเห็นป้ายคุกขี้ไก่ ขับเลยไปแล้ว ก็ถอยหลังกลับมา

พยายามถ่ายอย่างสุดความสามารถ ได้ถ่ายมาอีก 1 รูป >"<
ดูแล้วก็แปลกๆ ผมตาเอียง รูปเอียง หรือตึกเอียงกันแน่นะ



ขับรถมาซักพัก เรารอดแล้ว 555+ ป้ายบอกว่าตรงไปมีที่ท่องเที่ยวเพียบบบบบบ
ไหนก็ไม่รู้จะไปไหนละ งั้นปูพรมกันเลยดีกว่า ลากไปยาวๆ เลยยยยย ^^



ผมตรวจสอบใน GPS เพื่อจะเช็คว่าแต่ละจุดนั้นอยู่อีกไกลไหม
ก็บังเอิญเจอคำว่า ตึกแดง อยู่ใกล้ๆ ไม่กี่ร้อยเมตร จึงขอแวะเข้าไปดูก่อนซักนิด
พี่เจษเริ่มบ่นๆ...เบียร์ออกฤทธิ์ว่ะ ปวดฉี่ >"< ส่วนผมก็เริ่มนิดๆ ละ พอไหวๆ
ถ่ายรูปก่อนแป๊บ...



พี่เจษ : เนี่ยนะตึกแดง?
ผม : ทำไมพี่? ก็แดงออกจะขนาดนั้น
พี่เจษ : มันคืออะไรอ่ะ มาสร้างเอาไว้ตรงนี้ทำไม?
ผม : ก็เมื่อก่อนเมืองจันทน์โดนฝรั่งเศษยึดไปตั้ง 11 ปี
พี่เจษ : อ๋อ...มิน่าล่ะ มันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์นี่เอง >"<
เคยอ่านแต่ในหนังสือ...พอมาเห็นของจริงแล้ว สัมผัสได้เลยว่า...ฝรั่งเศษจริงๆ



คุณตาที่ขายของอยู่ตรงทางเข้าตึกแดงบอกกับพวกเราว่า...
รูปนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ...มองเห็นได้เป็นรูปของในหลวง...



เราขับรถกลับมาตามเส้นทางเดิม กำลังขับผ่านสะพาน...ผมเห็นมีคนจอดรถเพียบ
ก็เลยจอดบ้าง...นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปอะไรกันบนสะพานนี้เยอะแยะ
เราก็เลยเอาบ้าง...



จริงๆ ด้วยครับ บนสะพานแห่งนี้ สามารถมองเห็ยวิวทิวทัศน์ได้ไกลสุดสายตา...
ผมจึงระรัวชัตเตอร์...หลังจากเก็บกด ไม่มีอะไรให้ถ่ายมานาน...



หลังจากเพลิดเพลินกับการถ่ายรูป...ผมได้ยินเสียงพี่เจษตะโกนเรียก!!!
พี่เจษ : ไปเถอะๆๆๆ ไม่ไหวแล้วววว ปวดดดดดดดดดดดดฉี่ >"<
ผม : อ้าว!! ลืมไปพี่ >"< โทษที
พี่เจษ : ถ่ายไม่ไหวปวดฉี่สุดๆ >"< หาห้องน้ำด่วน
ผม : บนสะพานเนี่ยนะ >"< พี่จะไปฉี่ตรงไหนได้ ไม่งั้นต้องหลับตาเอาเองนะ
พี่เจษ : นั่นไงๆ !!! วัดๆๆๆๆ
ผม : จัดไปๆๆๆๆ
ผมเลี้ยวแว๊บบบออกจากเส้นทางเข้าไปในวัดทันที
เมืองไทยเนี่ยดีตรงนี้แหล่ะครับ มีห้องน้ำให้บริการฟรีอยู่ทุกหัวระแหง
ถ้าไม่มีปั้ม ก็วัดเนี่ยแหล่ะสุดยอดละ

หลังจากเราทำธุระกันเสร็จ...หันหลังกลับมาถึงพบว่า
วัดแห่งนี้มีโบสถ์และพระยืนที่สวยงามอยู่ด้วย...



พอขับออกมาจากวัด เราก็เห็นป้ายทำด้วยไม้ อันเล็กๆ ชี้ไปทางซ้ายมือ!?
ผม : พี่เจษๆ ป้ายมันบอกว่า...ทางซ้ายที่เที่ยวเยอะแยะเลยอ่ะ แปลกนะ
พี่เจษ : นั่นสิ...ปกติที่เที่ยวแถวนี้ป้ายมันจะอันใหญ่ๆ นี่นา
ผม : แต่ละที่เด็ดๆ ทั้งนั้นเลยพี่ และที่สำคัญมีจุดชมวิวที่สวยที่สุดด้วยนะพี่
พี่เจษ : >"< เอาอีกละ จุดชมวิวแต่ละที่เนี่ย เดินกันแทบขาลากทุกที และที่สำคัญ
ทำไมป้ายมันถึงได้เล็กแบบนี้ มัน unseen แบบที่เราเคยๆ เจอมาแหงๆ
ผม : ไม่รู้สิ ลองไปดูไหม?

เราพบเส้นทางนี้ด้วยความบังเอิญจริงๆ เพราะว่าปวดฉี่แท้ๆ เลย >"<
เท่านั้นเอง ผมลบปลายทางทุกหาดที่คิดไว้ตอนแรกออกหมด...
ขับรถมุ่งหน้าไปสู่ถนนขนาดเล็กๆ ตามป้ายไม้ชี้บอกไว้...
เราขับมาถึงจุดแรก "ป้อมไพรีพินาศ" เลี้ยวรถเข้าไปตามที่ป้ายบอก
แต่ก็ต้องเบรกจนตัวโก่ง!!! เพราะ...ถนนขาด >"<
เราจอดรถลงเดินเข้าไปเจอกลุ่มเด็กวัยรุ่นมานั่งเล่นกัน น้องๆ ชี้บอกว่า...
เดินขึ้นไปเลยครับ ถ้าเห็นปืนใหญ่แสดงว่าถึง...

เราเดินๆๆ ขึ้นไปทางทางที่สูงชัน...แล้วก็พบกับปืนใหญ่ที่น้องๆ บอก -"-
พี่เจษพึมพำ...อืมม์ป้อมไพรีพินาศ...สงสัยมันจะพินาศไปหมดแล้วล่ะ
แสดงว่ามันคงจะหนักมาก เลยไม่มีใครเก็บเอากลับไปด้วย 555+



หลังจากที่จันทบุรีได้รับอิสระภาพจากการถูกปกครอง 11 ปีโดยฝรั่งเศษ
ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างเจดีย์อิสระภาพเพื่อเฉลิมฉลองกัน...



ป้ายไม้บอกทางนั้นยังคงชี้ให้มุ่งหน้าไปสู่จุดชมวิวที่สวยที่สุดในแหลมสิงห์
ทำให้พวกเรามุ่งหน้าตรงเข้าไป เพื่ออยากจะเห็นว่า มันจะสวยขนาดไหน Y_Y
แต่พอเราขับไปถึงทางเข้า...ก็ถึงกับอึ้งอ้าปากค้าง...>"<
นี่เราต้องขับเข้าไปในนี้เหรอเนี่ย Y_Y ต้องขนาดนั้นเลยเหรอ...



หลังจากทะลุเส้นทางที่ใช้สำหรับแข่งแรลลี่มาได้...เราถึงรู้ว่า...
เพิ่งจะถึงทางขึ้น..ขึ้นเขา...>"< ขึ้นไปประภาคาร จุดชมวิว ฯลฯ มากมาย
ผม : เอาไงดีพี่ มองจากตรงนี้ไป ผมว่า...มันประมาณนึงเลยนะเนี่ย
พี่เจษ : ก็ประมาณเดินระยะภูเขา 1 ลูกกันเลยทีเดียว
ผม : ฟ้าสวยๆ แบบนี้...รูปถ่ายที่แสนสวยอาจจะรอเราอยู่บนยอดเขาก็ได้นะพี่
พี่เจษ : นั่นสิ...หวังว่ามันจะสวยที่สุดในแหลมสิงห์จริงๆ นะ >"<
ผม : แล้วทำไมมันไม่ยอมบอกระยะทางไว้ที่ป้ายละพี่
พี่เจษ : สงสัยกลัวรู้ระยะทางแล้วจะไม่มีใครขึ้นมั้ง 555+
ผม : ประภาคารเอาไว้จุดไฟบอกสัญญาณให้เรือ...แสดงว่า...ยอดเขาชัวร์



ไม่น่าเชื่อว่าทางเดินจะรกชัน...ราวกับว่าไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนแถวนี้นานแสนนาน
หยากไย่บางจุด พวกเราต้องเอามือแหวกผ่านเข้าไป...
เราเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเราไม่ได้กำลังจะไปชมวิว...แต่เรากำลังเดินป่าอยู่ต่างหาก
บุกป่าฝ่าดงไปตามทางที่แสนจะรกและชัน เราเริ่มจะเหงื่อท่วม...



ในที่สุดก็เดินกันมาถึงจุดที่เรียกว่า แหลมสิบญวณ ต้องเลี้ยวออกจากทางป่าๆ
เข้าไปทางป่าเล็กๆ อีกนิดเดียว >"< โชคดีที่ยังมีรูเหลือให้ถ่ายรูปอยู่
เพราะต้นไม้บังเกือบมิด Y_Y

พี่เจษๆ นั่นมันสะพานที่พวกเราไปยืนปวดฉี่กันนี่นา!!!



บนนี้สามารถมองเห็นสะพานตากสินมหาราชได้ในมุมมองที่ต่างออกไป...
พี่เจษ : อืม...ก็สวยนะ แต่เห็นป้ายบอกมีสวยกว่านี้อีก
ผม : >"< สวยกว่านี้!? จะสวยไปถึงไหนพี่ ทางทั้งไกลทั้งรกทั้งชัน Y_Y
พี่เจษ : ก็ป้ายบอกว่าอีกที่น่ะ "สวยที่สุด" เชียวนะ ^0^



ไม่รู้ว่าทางเดินจะชันไปถึงไหน...เราเดินปีนป่ายกันขึ้นมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง!!
เรามองหน้ากัน...นี่มัน!!! สถานีร้างเหมือนในจูราสิคปาร์กเลยนี่นา Y_Y
แล้วไหนล่ะประภาคาร...>"< อย่าบอกนะว่าเป็นศาลามุงสังกะสีอันนี้ Y_Y



ที่แท้...ประภาคารอยู่บนหัวเรานี่เอง 555+ มองม่ายเห็น >"<
ต้องเดินถอยออกมา ^^"



ถึงแล้วครับ... จุดชมวิวที่สวยที่สุดในแหลมสิงห์
ที่นี่สูงมาก...พวกเรามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในจันทบุรี...
ไม่ว่าจะโรงแรมที่เรานอนเมื่อคืน เจดีย์ที่เราไปถ่ายรูป หาดแหลมสิ่งก็มองเห็น
แม้กระทั่งเขาสระบาป เขาคิชกูฎ...
สะพานอยู่ต่ำกว่าเรามากๆ



มาแหลมสิงห์ทั้งที่...เราต้องไปดูจุดกำเนิดแหลมสิงห์ให้ได้...
ป้ายบอกว่าจุดนี้เป็นจุดกำเนิดแหลมสิงห์...เราออกเดินไปกันต่อ...
จนกระทั่งสุดขอบหน้าผา...
เราตะลึงกับทิวทัศน์ที่งดงามจนไม่สามารถบรรยายด้วยตัวหนังสือได้...
รูปถ่ายก็ยังไม่เท่ากับสิ่งที่เราเห็นด้วยตาเราเอง ^^



ทั้งสวยทั้งหวาดเสียวเพราะจุดนี้เป็นขอบหน้าผา...



ครับ...ใช่แล้วครับ...นี่แหล่ะจุดกำเนิดและที่มาของชื่อ...แหลมสิงห์
เพราะมีหินรูปร่างคล้ายสิงห์โตหมอบอยู่ที่ปลายแหลม...



เราถ่ายรูปอยู่บนนี้สักพัก...จึงเดินทางลงเขา...กลับลงมา...ขับรถตลุยแรลลี่ออกมา
เอาไงต่อดี หิวละ...หาข้าวกินกันดีกว่า...
เราไปพบกับร้าน "สุดทางรักซีฟู๊ด"
>"< ร้านนี้เพิ่งไปกินกันมาที่พัทยา...
ทำไมมาโผล่ที่หาดเจ้าหลาวได้นะ...
ระหว่างรออาหารก็ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย หาดที่นี่แปลกดี...
เพราะสามารถเดินลงไปในทะเลได้ไกลมากๆ



หลังจากอิ่มเอมกับอาหารทะเลแล้ว...เราก็วางแผนกันต่อ...
นึกและจินตนาการไปต่างๆ นาๆ ว่าจะไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่ไหนดี...
เราขับรถวกวนไปมาทั่วไปหมด ไม่ว่าจะหาดคุ้งวิมาน จุดชมวิวพระยืน
แต่ก็ไม่ได้สถานที่ถูกใจ...เวลาของการตามหารูปสวยของเราใกล้หมดลง...

สุดท้ายเราเลือกปากแม่น้ำกระแจะ เพราะเห็นป้ายบอกว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
เราขับรถไปตามเส้นทางที่แสนสวย...ชื่อก็เพราะ...ถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ

ทันที่ที่เห็นป้ายบอกว่า บ้านปากน้ำกระแจะ เราเลี้ยวซ้ายแว๊บบบเข้าไปทันที...
แต่...!!! ทำไม...ถนนมัน...ถึงได้เล็ก...แบบนี้ Y_Y
ผม : พี่ๆ ไหนป้ายมันบอกว่าเป็นที่ท่องเที่ยว แล้วทำไมถนนมันแคบและเปลี่ยวล่ะ
พี่เจษ : พี่ว่ามันดูแปลกๆ นะ...เอาไงดี เลี้ยวเลาะไปมา ยิ่งลึกยิ่งเปลี่ยว...
ผม : ไหนๆ ก็มาละพี่ เข้าไปให้มันสุดทางเลยละกัน >"<
พี่เจษ : สงสัยไม่ทันพระอาทิตย์แน่ๆ จะมืดแล้ววววว
ผม : >"< นี่มันทางไปไหนกันเนี่ย

เราจอด เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เดาสุ่มไปเรื่อย เพราะบางเส้นทาง ก็เป็น "ทางตัน"
สุดท้าย...เราก็ทะลุไปถึง บ้านปากน้ำกระแจะ แวะจอดซื้อน้ำ ชาวบ้านถามทันที
ว่า...มาทำอะไร >"< พวกเราบอกไปว่ามาถ่ายรูป ชาวบ้าน งง!?
ไม่เคยเห็นมีนักท่องเที่ยวมาแถวนี้ซักคน แต่ตรงสะพานปลาสวยนะ...

เราไปจอดรถตรงสุดสะพานปลา...แล้วก็พบว่า...พระเจ้า!!! แสงแห่งพระเจ้า!!!
ภาษาคนถ่ายรูปเขาเรียก god light ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แสงทะลุเมฆที่สวยมาก
เรามักจะพบเห็นได้บ่อยในที่ๆ ไม่ค่อยสวย เช่น ข้างทาง ข้างถนน
แต่เราได้มาพบที่นี่...ริมทะเล...



ด้วยความบังเอิญในการเลี้ยวรถมาผิดทาง...ทำให้เราได้มาพบกับมุมนี้ หมู่บ้านนี้
เราคำนวนจากสถาพแวดล้อมและเวลาคร่าวๆ ดูแล้ว...
พระอาทิตย์ก็กำลังจะตกตรงนี้ มีแสง God light อยู่ตรงนี้ ขาดแค่เรือเท่านั้น...
เราก็จะได้รูปสวยๆ อย่างแน่นอน...เราจึงนั่งรอคอยเวลา...
คอยเวลาที่ธรรมชาติจะนำพารูปสวยมาปรากฏต่อหน้าเรา...



ผมพึมพำ : น่าแปลกเนอะพี่...เราหลงทางมาตรงนี้
ธรรมชาติรู้ได้ยังไงว่าเราจะมาถ่ายรูปกัน ทำไมต้องมีแสงทะลุฟ้าตรงนี้
ทำไมพระอาทิตย์ก็บังเอิญมาตกตรงนี้...!? ทำไมๆๆๆ
พี่เจษ : รูปสวยๆ น่ะ มันไม่ใช่แค่ฝีมือ...ดวงและโชคก็จำเป็นมากๆ ^^"
เรายังคงถ่ายรูปและนั่งรอพระอาทิตย์ต่อไป...ต้องเตรียมตัวกันให้พร้อม
เพราะจังหวะที่พระอาทิตย์ตกนั้นมีเวลาแค่ไม่กี่นาที เราต้องตั้งค่าของกล้อง
และปรับสภาพแสงเอาไว้ให้พร้อม...



งดงามเกินจะบรรยาย ธรรมชาติสร้างสรรค์มาแบบนี้ ใครถ่ายก็สวยครับ
เราสองคนไม่พูดไม่จา ก้มหน้าก้มตาผลิตรูปสวยกันอย่างเพลิดเพลิน ^^



เราสองคนเชื่อว่า...ตอนนี้เรา...ได้มาอยู่...ถูกที่...ถูกเวลา



รูปสวยๆ ก็เลยทยอยมาให้เราถ่ายได้อย่างไม่ขาดสาย...



เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาที...ก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับท้องฟ้าได้เรื่อยๆ
เราลุ้นกันด้วยใจระทึกว่า...ตอนที่พระอาทิตย์ตกทะเล จะเป็นแบบไหน...



และแล้ว...คุณพระอาทิตย์ก็ยอมตกลงทะเลซักที...การรอคอยที่แสนนานก็สิ้นสุด
พระอาทิตย์ได้ลดระดับลงมาทอประกายสีแดงฉานไปทั่วท้องฟ้า
เรากำลังจะได้เห็นภาพพระอาทิตย์ตก ที่มีเกาะมันนอก เป็นฉากหน้า...
เรามาเจอมุมนี้ได้ยังไง ไม่อยากจะเชื่อเลย...



ระหว่างที่เรากำลังซูมพระอาทิตย์อยู่นั้น...ผมรีบตะโกนบอกพี่เจษ
พี่ๆๆ เรือมา!!! สุดยอดดดดด อะไรจะบังเอิญขนาดนี้...

เราก็เลยได้รูปพระอาทิตย์ตกลงบนเกาะมันนอกที่แสนจะลงตัว...
เป็นรูปที่ผมชอบมากที่สุดรูปหนึ่งในชีวิตของผมเลยทีเดียว...
เพราะคงหาจังหวะและโอกาสแบบนี้อีกครั้งได้ยาก...

ผมขอตั้งชื่อรูปนี้ว่า "...ปล่อยใจฝัน ณ จันทบูร..."
แล้วกลับมาพบกันใหม่กับการออกทริปฝึกถ่ายรูปของผมคราวหน้านะครับ
Bye...bye



โดย Mr.Apirak

 

กลับไปที่ www.oknation.net