วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อยากมีฟันสวย ยิ้มได้แบบใสๆ ลองคลิกอ่านดูค่ะ


อัพเดทรูปแบบยิ้มแฉ่งให้ได้เห็นกันชัดๆ
เจอกันที่ไหนก็ทักทายกันบ้่างนะคะ ^ ^



First Impression ... นั้นคือความประทับใจแรกพบ

ครั้งหนึ่งในชีวิตของคนเรา คงเคยพบกับความรู้สึกเมื่อเห็นใครสักคนแล้วเกิดความประทับใจเค้า หรือเธอ ตั้งแต่แรกพบหน้า โดยไม่รู้เกิดจากสาเหตุอะไร...

อย่าค่ะ อย่าหลอกตัวเองว่าเราเห็นเค้า เราประทับใจเค้าด้วยความดีความงาม เค้าเป็นคนนิสัยดี อะไรประมาณนี้ เพราะมันไม่ใช่ คนเราเจอกันครั้งแรกสบตากันแว๊บเดียว จะรับรู้ได้ยังไงว่าอีกฝ่ายเป็นคนดี เลยรู้สึกประทับใจ ดิฉันว่ามันไม่ใช่ตรงนั้น

แน่นอนคนที่ทำให้เราประทับใจในการพบหน้าครั้งแรก ไม่จำเป็นต้องสวย หรือ หล่อ แต่เค้าหรือเธอ คนนั้นต้องมีอะไรที่ "ใช่" ที่ทำให้คุณรู้สึกประทับใจตั้งแต่แรกเห็น

ในฐานะของคนไทย ดิฉันจำความได้ตั้งแต่เด็กแต่เล็กว่า บ้านเมืองเราเป็นสยามเมืองยิ้ม สิ่งทีคนไทยเราพยายามจะนำเสนอให้ต่างชาติได้เห็นนั้นคือ รอยยิ้ม และน้ำใจของคนไทยเรา ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจหรอกค่ะว่าทำไมประเทศเราถึงพยายามนำเสนอว่าพวกเราเป็น สยามเมืองยิ้ม ตลอดจนต่างชาติเค้าก็พูดกันแบบนี้

จนได้มาเป็นแอร์ฯ ได้เดินทางไปสัมผัสวัฒนธรรม และได้เห็นคนเชื้อชาติ และสัญชาติอื่นๆ จนเกือบจะทั่วทุกมุมโลกนั่นแหละ ถึงได้เข้าใจว่าทำไมใครๆ ถึงได้ขนานนามว่าพวกเรา เป็นสยามเมืองยิ้ม ...​เพราะคนอื่นๆ ชาติอื่นๆ  เค้าไม่ได้ยิ้มกันแบบพวกเรา ยิ่งบางประเทศนี่เหมือนถูกปลูกฝังว่ารอยยิ้มเป็นสิ่งที่ไม่ควรมอบให้เพื่อนมนุษย์ ราวๆ นั้น

ดังนั้นใครมาเมืองไทยก็จะต้องประทับใจกับรอยยิ้มของพวกเรา (ถ้าไม่ถูกล้วงกระเป๋า หรือถูกโกงค่านู่นค่านี่มากไป)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เขียนมาซะยาววันนี้ก็แค่อยากจะมาทำ มินิ รีวิว (แต่ไม่มีรูปประกอบ) เกี่ยวกับการทำอย่างไรให้ยิ้มสวย ให้คุณๆ ได้อ่านกัน เพราะเชื่อเหลือเกินว่าทุกๆ คนที่อ่าน (หรือไม่อ่าน) เอาเป็นว่าใครๆ ก็อยากมีรอยยิ้มที่สวยงาม แต่การจะมีรอยยิ้มที่สวยงามนั้นต้องทำอย่างไร...

เอาค่ะ จะบอกว่ารอยยิ้มที่สวยงามนั้นมันต้องเป็นรอยยิ้มที่ไม่โกหก ต้องเป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจ และฉายแววมาทางดวงตาด้วย อันนี้ก็ใช่เลยค่ะ คนเราจะยิ้มแค่เหมือนคนยิงฟัน มันก็คงไม่สวย มันต้องยิ้มให้ออกมาทั้งหน้า...ให้คนที่เค้าได้เห็นรอยยิ้มของเรา รับรู้ได้เลยว่าโลกของเรานี้มีแต่สีชมพู กับสีขาว^^

สมัยเด็กๆ ตัวดิฉันเองจะเป็นคนที่มีฟันสวยมาก ฟันเรียงกันซี่เล็กๆ แล้วก็ขาวจั๊ว คุณแม่เอาไปประกวดแปรงฟัน ประกวดยิ้มที่ไหนก็ชนะเลิศอยู่ตลอดเวลา แต่พอโตขึ้น ฟันน้ำนมหลุดไป ฟันแท้ขึ้นมาทดแทน กลับเป็นอะไรที่ไม่น่าให้อภัย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ฟันน้ำนมกับฟันแท้ของเรา ถึงได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ฟันน้ำนมซี่เล็ก ฟันแท้ซี่ใหญ่ ฟันน้ำนมขาวจั๊ว ฟ้นแท้เหลืองอ๋อย ฟันน้ำนมเรียงกันสวยงาม ฟันแท้ช่างไม่เป็นระเบียบ ...

จะยิ้มทีก็ไม่กล้ายิ้มให้เห็นฟันอายเค้า อะไรประมาณนั้น...

จนโตขึ้นมีนวตกรรมเกี่ยวกับการ จัดฟัน ฟอกสีฟัน อะไรเยอะแยะ คุณแม่เค้าก็จะพาไปจัดฟันที่โรงพยาบาล พอไปต่อคิว ก็ได้คิวแบบข้ามปี ก็เลยลืมๆ ไป ไม่ทำละขี้เกียจ...สมัยนั้นจะจัดฟันทีนี่ ตามคลินิคยังไม่มีนะคะ ต้องไปตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ คิวก็เลยนานหน่อย (แหมมม รู้หมดเลยว่าเกิดมานานแล้ว ห้าห้า)

แต่สมัยนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป คลินิคจัดฟัน และคลินิคเดี่ยวกับความสวยความงามผุดขึ้นมาเยอะมาก...

สมัยก่อนตอนที่อยากเป็นแอร์ฯ ก็จะพยายามทุกอย่างเลยนะ ให้ตัวเองมีคุณสมบัติครบถ้วน ภาษาอังกฤษไม่เก่งก็ไปเรียนเพิ่มเติม ว่ายน้ำไม่เป็นก็ไปหัดว่ายน้ำ  หน้าเป็นสิวก็ไปหาหมอสิวเพื่อรักษา เป็นกระก็ไปจี้ออก (เรื่องอื่นๆ เอาไว้จะเขียนเมื่อมีเวลา วันนี้เน้นเรื่องฟันก่อน)

ซึ่งแต่ละอย่างก็ใช่เวลาน่าดูกว่าจะทำให้มันดีขึ้น ส่วนฟันยังไม่กล้าไปจัด เพราะจริงๆ แล้วเป็นคนกลัวเครื่องไม้เครืองมือหมอ กลัวเข็มฉีดยา ก็เลยไม่กล้าทำซักที

ที่ทำไปก็แค่ฟอกสีฟัน ....​แต่คุณคะเชื่อไหมคะ กะอีแค่การเสียเงินไปราวๆ 6000-10000 บาท ในตอนนั้นก็ราวๆ สิบกว่าปีมาแล้วถือว่าไม่ได้ถูก แต่ดิฉันจะบอกว่าการทำอะไรครั้งนั้นทำให้ชีวิตดิฉันเปลี่ยนไปเลยก็ว่าได้ ...ไม่เคยคิดถึงเงินที่ต้องเสียไปเลยค่ะ

ตอนนั้นยังไม่มีแบบทำเลเซอร์ มีแต่แบบที่เราต้องไปพิมฟันแล้วก็เอาตัวยามาฟอกที่บ้าน ราวๆ เดือนกว่าก็จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงว่าสีฟันเราเปลี่ยนไป จากเหลืองอ๋อยกลายเป็นขาวจั๊ว ชอบมากๆ ถึงแม้ว่าจะทำให้เสียวฟันนิดๆ เวลาดื่มน้ำเย็น ก็ไม่เป็นไร บัวทนได้ ^^  หลังจากฟอกฟัน สีของมันก็จะอยู่แบบนั้น และก็ค่อยๆ เข้มขึ้น (ไม่ขาวเหมือนแรกๆ) แต่กว่าจะเป็นแบบนั้นมันใช้เวลาถึง 5-6 ปีเลยนะคะ สำหรับดิฉัน ดังนั้นเงินที่เสียไปตอนนั้นถือว่าคุ้มค่ามาก เพือแลกกับรอยยิ้มที่สดใส...

พอสีมันเข้มขึ้นมาคราวนี้อยากลองอะไรใหม่ๆ ก็เลยใช้วิธีขัดฟันขาวด้วยเลเซอร์ ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ ก็เสร็จละเสียเงินไปราวๆ 6000-8000 บาท ราวๆ นี้แหละ แต่ก็อะนะ สีฟันไม่ได้ขาวจั๊วเหมือนตอนแรกๆ แต่อันนี้คุณหมอเค้าบอกไว้แล้วว่าถ้าเราเคยฟอกสีฟันมาแล้วรอบนึงรอบต่อไปมันก็จะไม่ต่างจากที่เป็นอยู่เท่าไหร่ (เพราะมันก็ไม่ได้เหลืองเหมือนเมื่อก่อนนั่นเอง)

หลังจากนั้นราวๆ ไม่ถึงปี สีก็เปลี่ยนไม่ค่อยขาวจั๊ว ก็เลยตัดสินใจไปทำเลเซอร์ต่ออีก ก็เสียเงินไปอีกประมาณเดิม แล้วก็ผลเหมือนเคยคือขาวแต่ไม่จั๋ว (ไม่ได้ดั่งใจ) และก็อยู่ได้ราวๆ หนึ่งปี 

ครั้งล่าสุดนี้เลยลองกลับไปใช้อะไรแบบเดิมๆ คือแบบเอามาฟอกเองที่บ้าน เห็นผลช้าหน่อย ยุ่งยากนิดๆ แต่ทว่าผลที่ได้รับ มันคุ้มค่าจริงๆ เสียค่าใช้จ่ายพอๆ กัน ยอมเสียเวลาเพิ่มอีกเดือนกว่าๆ แต่ว่าความขาวเพิ่มขึ้นอีกหลายปี แบบนี้เรียกว่าคุ้มสุด 

ก็อยากจะแนะนำว่าถ้าใครอยากฟันขาวให้เลือกวิธีที่กลับมาทำที่บ้านดีกว่า ทำเลเซอร์นะคะ ....

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ทีนี้พอมีฟันขาวแล้วเนี่ย หลังๆ มานี่ก็เห็นพวกน้องแอร์ฯ​ใหม่ๆ เข้ามานี่ก็ฟันเรียงกันสวยงาม ขาวจั๊วทั้งนั้น (ถึงได้บอกน้องๆ ว่าแอร์ฯ ทีนี่เนี่ยหน้าไม่สวย ผิวไม่ขาว หุ่นไม่เพอเฟค เห็นมาเยอะ แต่แอร์ฯ ฟันไม่สวย นานๆ จะเห็นทีร้อยคนอาจจะมีหลงเข้ามาสักหนึ่งคน มีค่ะไม่ใช่ไม่มี แต่มีน้อยมาก)

ส่วนพวกแอร์ฯ เก่าๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน (ก็แก่กว่ากันอีกไม่กี่ปีอะนะ อิอิ) เค้าก็เริ่มมีเงินมีทอง ที่จะนำไปทำนู่นทำนี่ ก็เห็นเพื่อนๆ หลายๆ คนเลือกจัดฟันกันแบบใช้ตัวใสๆ ครอบ  หรือเรียกว่า การจัดฟันแบบใส ไม่เห็นเครื่องมือ (Invisalign) ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะราวๆ 150,000-200,000 บาท ใช้เวลาราวๆ 1-3 ปี แล้วแต่ว่าฟันมีปัญหาแค่ไหน 

คือต้องยอมเสียเงินจัดแบบนี้กันเพราะงานแบบพวกเรา จริงๆ แล้วสายการบินเราไม่อนุญาตให้จัดฟันค่ะ แต่ก็จะมีแอบๆ ซึ่งแอบๆ อย่างที่ว่าในตอนนี้ก็มีวิธีเดียวคือจัดแบบ Invisalign ซึ่งต้องใช้เงินเยอะมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจัดฟันแบบปกติที่จะเสียราวๆ ไม่เกินห้าหมื่นบาท...

ตอนแรกกะว่าจะไปจัดเหมือนกัน (อินเทรนด์) แต่วันก่อนไปบินกะแอร์ฯ ต่างชาติคนหนึ่งเค้ายิ้มสวยมาก ชอบมายิ้มต่อหน้าให้เห็น ดิฉันก็เลยทักว่า แหมม เธอนี่ยิ้มสวย ฟันเธอนี่สวยจังเลยนะ เค้าก็บอกว่า แหมม คิดว่าเธอจะไม่ชมละ ฉันนะอยากคุ้ย อยากคุยกับเธอ เราก็เอ่อทำไมล่ะ ไหนคุยมาสิ เค้าก็บอกว่าก็เนี่ยฉันบินไปกรุงเทพมา แล้วก็ไปที่คลินิคทำฟันแห่งหนึ่ง เค้าก็ทำฟันฉันจากแบบนี้ ให้เป็นแบบนี้ (หล่อนโชว์รูป) เราก็เฮ้ยยย ถามจริง ???????

หล่อนก็บอกเอ่อจริงๆ เนี่ยใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วโมง หมดเงินไปแค่ 480 USD. ดิฉันก็เลยจัดการเอารายละเอียดทุกอย่างมาให้หมด กลับบ้านก็จัดการจองคิวผ่านอินเตอร์เนต (ถ้าจองผ่านอินเตอร์เนตจะได้ส่วนลด10%)

แล้วทางคลินิคก็ตอบรับการจอง พอวันที่บินกลับไทยก็เลยแว๊บไป แล้วก็เข้ารับการปรึกษา พอคุณหมอบอกว่าฟันเราทำได้นะ ทำได้สวยด้วย ก็เลยโอเค หนูเชื่อคุณหมอค่ะ ทำเลยวันนี้... (ถ้าเกิดฟันคุณมีปัญหาในการเรียงกันเยอะเกินไปก็จะไม่สามารถทำได้)

นอนอ้าปากให้คุณหมอไปสองชั่วโมงนิดๆ ระหว่างที่ทำแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะขอให้คุณหมอฉีดยาฉานั่นเอง ตอนแรกคุณหมอบอกว่าไม่ต้องฉีดยาฉาหรอกมันไม่ได้เจ็บมาก แต่เราก็ไม่เอาค่ะหนูกลัว ฉีดเหอะค่ะ (พอดีแอร์ฯ คนที่บอกมานั้นเค้าฉีดไง เราก็อยากจะฉีดบ้าง) ระหว่างที่อ้าปากก็รู้สึกจิ๊ดๆ นิดนึง น้อยกว่ามดกัด ก็พยายามถามคุณหมอว่าเมื่อไหร่จะฉีดยาฉา อย่าลืมนะ คุณหมอก็บอกว่านี่ไงกำลังฉีดอยู่ เรางี้ใจชื้นเล้ย ไม่เจ็บสักนิด อย่างที่บอกว่ากลัวเข็มฉีดยา และเตรียมตัวไว้แล้วว่าคงเจ็บมากเวลาเข็มโดนเหงือก แต่เปล่าเลย มดกัดเจ็บกว่าเยอะ ดังนั้นหายกลัวละ

ระหว่างที่ทำก็จะรู้สึกนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บนะ รู้สึกแต่ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จเมื่อยปาก และปวดหลังราวๆ นั้น พอเสร็จคุณหมอเค้าก็จะมีเช็คฟัน นู่นนี่นั่น ให้กัดอะไรไปเพื่อให้มั่นใจว่าฟันบนกับฟันล่างหลังจากทำแล้วเนี่ยมันจะไม่กระทบกันเป็นปัญหา พอเดินออกห้องมาก็พยายามส่งยิ้มให้เพื่อน แต่เพื่อนยังไม่ประทับใจเพราะว่าปากเบี้ยว (ด้วยฤทธิ์ยาชายังไม่หมด) แต่พอสักพักยิ้มแบบปากไม่เบี้ยวเพื่อนบอกเลยว่า...แม่งงงง โครตจะสวยเลยแก จากปกติที่แกสวยอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งสวยขึ้นไปอีก (อันหลังนี้เติมเอง)

ใครสนใจลองสอบถามข้อมูลหรือปรึกษาหมอฟันดูนะคะ อ้อลืมบอกว่าสิ่งที่ลูกบัวทำนั้นก็คือที่เค้เรียกกันว่าVeneer...ซึ่งมีอยู่หลายแบบ และหลายราคา เช่น...

เคลือบผิวฟันด้วยวัสดุเซรามิก Porcelain Veneer ราคา "ซี่" ละประมาณ 10,000 บาท (วิธีนี้ดารานิยมทำกัน เพราะฟันจะขาวจั๊ว และเรียงสวยงาม)

อีกแบบหนึ่งถูกลงมาหน่อยเรียกว่า เคลือบผิวฟันแบบ Composite Veneers "ซี่" ละประมาณ 4,000 บาท (วิธีนี้ข้อดีคือถูกกว่า และทำลายเนื้อฟันจริงๆ ของเราน้อยกว่าแบบแรก แต่ก็ไม่ได้ขาวจั๊วเท่าแบบแรก แต่ทว่าไม่หลอกตา และราคาประหยัดลูกบัวเลือกวิธีนี้นะ)

ที่เขียนบอกนี่ก็ไม่ได้อะไรหรอกค่ะ แต่อยากให้คุณๆ มีฟันสวย เพราะเมื่อฟันสวยแล้วเราก็จะยิ้มได้อย่างมั่นใจ  ไปใช้บริการมาแล้วโครตจะชอบเลยค่ะ จากที่เคยคิดจะดัดฟัน ครอบฟันแบบใสๆ (ในวัยสามสิบกว่าๆ) มาเจอวิธีนี้เข้าไปรู้สึกว่าเฮ้ยโชคดีชะมัด ไม่ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพงเมื่อเทียบกับวิธีจัดฟันแบบ Invislign แต่ก็ถือว่าแพงสำหรับคนทั่วไปเหมือนกัน ลองศึกษาหาข้อมูลจากในอินเตอร์เนต และแหล่งต่างๆ ดูค่ะ เผื่อสนใจจะได้ไปทำกัน ซึ่งข้อดี ข้อเสียก็คงมีอีกเยอะ อันนี้แค่คร่าวๆ 

อีกอย่าง...

ที่นำมาเขียนในวันนี้เพราะน้องๆ หนูๆ ชอบถามกันเหลือเกินว่า ฟันหนูไม่สวยจะเป็นแอร์ฯ ได้ไหม คำตอบก็คือ อาจเป็นได้ค่ะ แต่อย่าลืมว่างานนี้มีคนอยากทำเยอะ คู่แข่งแยะ ดังนั้นก็จะมีคนที่พร้อมกว่าเราเยอะ ถ้าพี่เป็นกรรมการ ทำไมพี่จะต้องเลือกคนที่ไม่พร้อม? 

หนูไม่เก่งภาษาอังกฤษเป็นแอร์ฯ ได้ไหมคะ? ก็คำตอบเดียวกัน อาจจะฟลุ๊คได้เป็นสายการบินที่เค้าไม่เน้นภาษาอังกฤษ แต่ถ้าในเมื่อมีคนที่เค้าเก่งภาษาอังกฤษ แถมได้ภาษาที่สามด้วย แล้วมีเหตุผลอะไรที่กรรมการเค้าจะต้องเลือกหนู?

ทำตัวเองให้พร้อมนะคะ ทั้งในเรื่องของภาษาและบุคคลิคภาพ คนเป็นแอร์ฯ​ไม่จำเป็นต้องสวยค่ะ แต่โดยรวมแล้วต้องมีบุคลิคที่ดูดี และไหวพริบดี งกๆ เงิ่นๆ เอ๋อๆ แบ๊วๆ รอเป็นแอร์ฯ จับฉลากนะคะ... เจอกันบนฟ้าจ้า



ปล. blog นี้เขียนโดขคนธรรมดา ไม่ได้เขียนโดยผู้มีความรู้ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้นศัพท์ที่ใช้ คือศัพท์ที่ชาวบ้านทุกคนอ่านออกและเข้าใจได้ ถ้าอยากได้อะไรที่วิชาการเป๊ะๆ ลองหาจากอินเตอร์เนต หรือผู้รู้อื่นๆ เพิ่มเติมนะคะ เราเป็นแค่คนใช้บริการจ้ะ ไม่ได้เป็นนักวิชาการ

ปล. อีกอัน ที่เขียนรีวิวให้ได้อ่านกันนั้น วัตถุประสงค์คือแค่ถ่ายทอดประสบการณ์ "จริง" ให้คุณๆ ได้อ่านเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งประสบการณ์นี้คือประสบการณ์ "ส่วนตัว" เท่านั้นนะคะ คนอื่นอาจไม่เป็นแบบนี้ ยังไงก่อนตัดสินใจทำอะไร หรือบริโภคข้อมูลข่าวสาร ให้หาแหล่งอื่นๆ ประกอบด้วยนะคะ

ปล. ไม่ได้รับจ้าง หรือได้รับค่ารีวิวจากสถาบันทำฟันใดๆ และไม่อยากเอ่ยชื่อสถาบันที่เราไปใช้บริการ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าเป็นการโฆษณาซึ่งดิฉันไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ห้าห้า ถนัดแต่โฆษณาของ ของตัวเองค่ะ

สนใจอยากเห็นของ หรือเห็นผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสวยงาม (เอิ๊กๆ) คลิกไปตามติด ติดตามได้ที่ 

www.facebook.com/happytofly 

ปล. เห็นหรือยังล่ะว่าไม่ค่อยถนัดโฆษณาให้คนอื่น ...


แล้วพบกันใหม่นะคะ เดี๋ยวจะต้องบินไปบอมเบย์ก่อน กลับมาว่างเมื่อไหร่จะรีบอัพเดทรูปดูไบ ตอนที่สองให้ได้ชมกันนะคะ


โดย ลูกบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net