วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Iceland-จุดชมปลาวาฬ Húsavík/โคลนเดือด Námafjall และทะเลสาป Mývatn (ตอน 1)


         จุดเริ่มต้นของการเดินทาง คือ จากเมือง Akureyri เมืองทางตอนเหนือ และใหญ่เป็นอันดับสอง รองจาก Reykjavik เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ สำหรับการเดินทางครั้งนี้ หมายถึงจากจุดเริ่ม พวกเราเริ่มเมื่องอาคูเรยรี่  ในการเดินทางงวดนี้ พวกเราวางแผนเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว 4 แหล่งใหญ่ คือ 1 น้ำตก Godafoss  2. ทะเลสาปมิวัทน์ Myvatn Lake 3. Námafjall โคลนเดือด 4.จุดชมปลาวาฬ และพิพิธภัณฑ์มาวาฬ เมือง Husavik

           แล้วการเดินทางของพวกเราก็เริ่มขึ้นในตอนสาย อากาศโปร่ง หนึ่งสาวไทย อำพร สาวลำปางผู้มีประสบการณ์การเดินทางไกลมากว่าครึ่งค่อนชีวิต วันนี้อาสาเป็นผู้นำทางและนำเที่ยว พร้อม 2 พี่น้องหนุ่มโปแลนด์ที่มาเป็นผู้แสวงหาโชค ทำงานที่เดียวกับอำพร เป็นผู้อาสาพาขับรถ และร่วมเดินทาง การเดินทางก็ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 [ซึ่งจะวิ่งเป็นวงกลมเชื่อมต่อไปยังถนน เลข 848,87,วกกลับเข้า 85 เชื่อม ต่อด้วยเลข 1 อีกครั้งเพื่อกลับ Akureyri]  รถวิ่งเลาะมาไม่กี่มะน้อย ชักประมาณชั่วโมงเศษ ๆ เห็นจะได้ พวกเราก็มาถึงสถานที่ท่องเที่ยว

           จุดที่ 1 น้ำตก Goðafoss ที่เป็นภาษาไอซ์แลนด์มาจากคำว่า Goði ที่แปลว่าพระเจ้า และ Foss ที่แปลว่าน้ำตก หมายถึงตำตกของพระเจ้า (waterfall of the gods or waterfall of the) มีความสูงประมาณ 12 เมตร กว้าง 30 เมตร เชื่อมมาจากแม่น้ำ   Skjálfandafljót เป็นน้ำตกที่มีความงดงาม เป็นเอกลักษณ์อีกแห่งหนึ่งในประเทศไอซ์แลนด์ ส่วนที่ได้ชื่อว่าน้ำตกของพระเจ้าเพราะมีเรื่องเล่าว่า ในปีที่ 999 หรือ 1000 Lawspeaker Þorgeir Ljósvetningagoði นักบวชในศาสนาคริสต์ ได้เข้าที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในดินแดนที่ชื่อว่าประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งขณะนั้นคริสต์ศาสนาเขามาตั้งมั่นแล้ว คราวหนึ่งเขาประชุมที่รัฐสภา (Alþingi) ตอนไปก็ยังดีดีอยู่ แต่เมื่อกลับมาไม่รู้ด้วยความขัดใจ หรือโกธาประการใด หรือแพ้โหวตเลือกตั้งนายกไม่ทราบได้ กลับมาถึงจุดที่เป็นน้ำตกแห่งนี้ เลยโยนรูปปั้นเทพเจ้านอร์ส ซึ่งเป็นรูปเคารพของชาวนอร์สในขณะนั้น ลงน้ำตกไป  เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องดัง  และกล่าวขวัญ พร้อมถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไอซ์แลนด์ด้วย นับแต่นั้นมา

        และเรื่องราวเหล่านี้ถูกจารึกไว้เป็นภาพที่กระจกที่หน้าต่าง ในโบสถ์กลางเมืองอาคูเรยรี (Akureyrarkirkja - church of Akureyri) ด้วยเช่นกัน เรียกว่าเห็นภาพที่จารึกไว้ที่กระจกต่างโบสถ์ จะโยงเรื่องไปถึงน้ำตก Godafoss ได้เลยจ๊ะ หรืออาจะเป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์น้ำตกจากเมืองอาคูเรยรี ให้คนมาเที่ยวหนอ คิดเล่น ๆ จ๊ะ


โบสถ์กลางเมืองอาคูเรยรี ที่มีประวัติการขว้างเทพเจ้านอร์สลงน้ำตก Godafoss

            สำหรับชื่อน้ำตกแห่งนี้ได้ถูกเรียกขานว่าน้ำตกของพระเจ้า "Godafoss" เพราะเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าของชาวนอร์ส ที่ถูกขว้างลงนำไป ทั้งเพื่อเป็นการระลึกถึงผู้เสียชีวิตในเรือสินค้าของไอซ์แลนด์ที่ถูกจมโดยกองเรือเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกว่ามีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพระเจ้า และความตายด้วยประการฉะนี้แล ชื่อ จึงถูกเรียกว่าน้ำตกของพระเจ้า

          ส่วนน้ำตกเป็นของพระเจ้าประการใด ดูจากภาพ  แต่ก็ไม่ใช่มือโปร เลยได้ภาพ ที่มีข้อจำกัด และด้วยสภาพอากาศวันนี้ แดดจ้า น้ำตกเป็นแสงเงาสะท้อน สภาพไม่เอื้อ ไม่เอื้อจริง ๆ เลยได้ภาพมาฝากเท่าที่เห็น 

ป้ายน้ำตก ที่บอกประวัติความเป็นมา และเห็นทางน้ำไกล ๆ ตรงด้านซ้าย

อีกมุมหนึ่ง

น้ำตก ที่ขนาดย่อม ๆ เห็นคนตัวเล็ก ด้านขวาของภาพ แดดไม่เป็นใจเลยได้ภาพอย่างที่เห็น (จะบอกว่าถ่ายไม่ดี ก็ไม่ได้เดี๋ยวเสียเหลี่ยม คริ คริ)

น้ำอาจสีขุ่นหน่อย เพราะผสมจากดินโคลนด้วย ซึ่งน้ำตกส่วนใหญ่ของไอซ์แลนด์จะเกิดจากน้ำที่ละลายจากน้ำแข็งที่ปลกคลุมในช่วงหน้าหนาว แต่พอหน้าร้อนก็จะลายมาเป็นน้ำตก

นี่ก็อีกมุม ไม่สวยแต่ก็มีประวัติที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับแหล่งอื่น ๆ ในไอซ์แลนด์


ตรงจุดที่จอดรถจะเห็นทะเลสาปมิวัทน์เป็นทางน้ำไกล แต่ช่วงหน้าน้ำหลากน้ำจะเยอะกว่านี้หลายเท่า

          จุดที่ 2 Mývatn Lake ทะเลสาปมีวัทน์ ซี่งตั้งอยู่ไม่ไกล จากภูเขาไฟคลาฟฟา (Krafla volcano) มากนัก วิธีการเดินทางของพวกเรา คือ เดินทางตามหลายถนนหมายเลข   สำหรับ Myvatn แห่งนี้ เป็นภาษาไอซ์แลนด์ที่มาจากสองคำเชื่อมกัน คือ คำว่า My ที่ออกเสียงว่า "มี" แปลว่าเหลือบ (แมลง/midge)กับคำว่า Vatn ออกเสียงว่า "วัทน์" แปลว่า ทะเลสาป (Lake) แต่ในคราวที่ไปอาจจะด้วยไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก น้ำมีน้อย คือน้ำถอยร่นไปยังอีกจุดซึ่งไกลออกไป สถานที่แห่งนี้ จึงถูกทำให้เป็นที่เดินเล่นในฤดูน้ำลดไป บางปีจัดวิ่งมาราธอนในที่แห่งนี้ด้วย โดยมีทางเดินเป็นช่อง ๆ เหมาะกับการเดิน(ดังภาพ)แต่จากคำบอกเล่าอำพร ผู้พาเราไป เล่าให้ฟังว่า ช่วงหน้าน้ำ จะมีน้ำ คลุมพื้นที่ทั้งหมด ที่มีความลึกของวงน้ำ 2.5 เมตรโดยประมาณ จุดลึกสุด ๆ ประมาณ 4.5 เมตร มีพื้นที่ครอบคลุม 37 ตารางกิโลเมตร แต่เดิมเป็นลาวาที่แข็งตัวจากภูเขาไฟ ที่ปะทุเมื่อประมาณ 2300 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ชนิดที่เราก็ต้องมาเที่ยว และเป็นแหล่งส่อง ชมนกนานาพันธ์ของไอซ์แลนด์ โดยเฉพาะนกสายพันธุ์ที่อยู่กับน้ำ เช่น นกเป็ดน้ำ เป็นต้น โดยในช่วงหน้าร้อนนกน้ำเหล่านี้จะหนีหนาวมากินแมลงที่มีมากในช่วงหน้าร้อนด้วยเช่นกัน  สำหรับนกที่ขึ้นชื่อคือ Gyrfacon ซึ่งเป็นนกสายพันธุ์ของไอซ์แลนด์และมีแหล่งกำเนิดในประเทศไอซ์แลนด์ด้วยเช่นกัน


นก Gyfalcon นกสายพันธุ์ของไอซ์แลนด์ มีชุกชุมที่ Myvatn

           เมื่อมาถึง ก็เดินชมสถานที่ มีหินที่เกิดจากการแข็งตัวของลาวา มีต้นไม้ ไม่รู้จะเรียกว่าต้นอะไร เพราะเต็ม และมีทางเดินขนาดเล็ก มีป้ายบอกทาง ลูกศร ในการเดินทางเรียกว่า เหมือนเราไปเดินย่องเยี่ยมในเขาวงกตกระนั้น  ถ้าเทียบกับบึงบอระเพ็ด เมื่อน้ำหลากน้ำก็จะขึ้นเต็มพื้นที่ แต่พอหน้าแล้งน้ำลด ก็จะเหลือน้อย ก็มีสภาพไม่แตกต่างกับเจ้า มีวัทน์แห่งนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อเราเดินจนเหนื่อย ใช้เวลาเดินเป็นชั่วโมง ผ่านต้นไม้เล็ก ใหญ่ และธัญพืชที่ขึ้นได้ คล้าย ๆ ต้นเฟิร์น ขึ้นเต็มไปหมด ปีนโขดหิน ที่เหมือนตัวเองเป็นเหมือนเด็กที่ได้เล่นของเล่นที่ต้องปีนป่าน ก็บรรจงปืนเข้าไปใหญ่ ผลละครับ ก็เหนื่อยสิ "หอบ" ไม่ได้ใช่อะไรอะไรนะ แต่ "หอบจนซี่โครงบาน" แต่ก็สนุกสนานไปอีกแบบ ซึ่งไม่เฉพาะพวกเรา ยังมีคนอื่น ๆ ที่อาการไม่แตกต่าง ทั้งวิ่ง ทั้งเดินเปลี่ยนบรรยากาศสลับกันไป


เห็นคนตัวเล็ก ตรงทางเดิน แต่ช่วงน้ำหลาก น้ำมิดหัวแหละจ๊ะ

เห็นคนเดินนั่นก็นักท่องเที่ยวที่เดินกันจน "หอบ" กางเหมือนกันจ๊ะ


น้ำที่เห็นไกล ๆ เมื่อฤดูน้ำน้ำจะเต็มไปหมด เรียกว่า ทะเลสาปของแท้

สภาพรวม ๆ จะเป็นอารมณ์นี้เกือบทั้งหมด เหมือนไม่สวยแต่มีเสน่ห์และสนุกไปอีกแบบ

นี่ก็อีกมุมหินจากลาวา สภาพเหมือนดาวอังคาร(ไหม) เพราะไปครั้งแรกยังรู้สึกเลยว่ามีประเทศแบบนี้ด้วยหรือ แต่อยู่หลายวันเข้าติดใจเรียกว่าประทับใจอย่างแรง

ต้นไม้ที่พอจะเห็นได้ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เหมาะกับอากาศและสภาพดินภูเขาไฟ ที่กำลังกร่อนจากหินเป็นดิน


ทางเดินที่คดเคี้ยวเหมือนเขาวงกต ซึ่งกว่าจะเดินไปและกลับ เล่น "หอบ" แฮ่ก ๆ ไปตาม ๆ กัน

นี่ก็ด้วย สภาพทางเส้นนี้ไม่ค่อยมีนักคนเดิมเลยดูไม่ค่อยเตียนแต่ผู้เขียนมา

ทางเหมือนด่านหนู ตามท้องไร่ทองนาต่างจังหวัด

เดินอย่างเดียวเท่านั้น

ปีนไปมุมสูงเพื่อถ่ายรูปลงมา แต่ขณะที่ปีนขึ้นไปลื่นไถลในบางครา หน้าแข้ง "อูย"

นี่ก็ทางเดิน เห็นที่อยู่มุมสูงเพราะอ่านป้ายบอกทางแล้วเชื่อมถึงกัน ขี้เกียจเดินตามทาง ก็ปีนแหละจ๊ะ เหนื่อย แต่ก็สนุกบางจุดหาทางลงไม่ได้ ก็ต้องเดินไปต่อ

ป้ายบอกว่าเจ้า Fryconlon นกสายพันธุ์ของไอซ์แลนด์ ที่หาดูได้ในบริเวณแห่งนี้ คงต้องไปดูตรงจุดมีน้ำ เพราะเดินตลอดไม่ยักจะเห็นสักตัว หรือว่าวันหยุด นกหยุดบินไม่ทราบ

          หลังจากที่พวกเราเดินเที่ยวแบบชมนกชมไม้ วิ่งบ้าง เดินบ้างตามสภาพของความ คึก ก็ใช้เวลาไปพอสมควรเพราะการเดินทางเท้าระยะเหมือนไกล แต่รวม ๆ กันคงหลายกิโลอยู่ พวกเราจึงได้เดินทางออกจาก Myvatn เพื่อไปยังจุดต่อไป ซึ่งวิ่งรถก็ไปสักพักใหญ่ ไม่ไกลมานัก ก็คือ

         จุดที่ ๓ โคลนเดือด Námafjall Hverir โคลนเดือด เมื่อพวกเราไปถึง กลิ่นควันคลุ้ง คนเดินไปมากันบาง ๆ ทั้งชาวเทศ และไอซ์แลนด์ รวมทั้งกระเหรี่ยงเหลืองอย่างผู้เขียน พร้อมหหนึ่งสาวไทย พร้อม 2 หนุ่มโปแลนด์ผู้ขับรถประจำกาย ด้วยสภาพที่ประเทศไอซ์แลนด์เกิดขึ้นจากภูเขาไฟ และมีภูเขาไฟ ที่พร้อมจะระเบิดอีกจำนวนมาก การเกิดหลุมโคลน ที่เหมือนรอยรั่วของภูเขาไฟ จึงมีให้เห็นหลาย ๆ จุดซึ่งไม่เฉพาะจุดนี้  จึงปรากฏไปทั่วและเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ  ต้องขอบอกว่าประเทศไอซ์แลนด์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ หรือเกิดจากธรรมชาติอีกแหล่งหนึ่ง พอ ๆ กับประเทศไทยเรา เจ้าหลุมโคลนเดือด เหล่านี้อ่านป้ายแนะนำแล้ว มีความลึกแต่ละหลุมประมาณ 1000 เมตร ความร้อนไม่ต่ำกว่า 200 องศา C แปลว่าร้อน เจ้าโคลนเหล่านี้เคยถูกนำไปเป็นผลิตภันฑ์ของไอซ์แลนด์ก็คือ ดินปืน เรียกว่าใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มี  

          การเดินทางตรงบริเวณนี้ของพวกเรา ก็เป็นไปตามจังหวะการเดินทาง ที่ยังพอมีเวลา อากาศปลอดโปร่ง มีลมชาย เป็นคราว ๆ พร้อมกลิ่นแรง ๆ ของเจ้าโคลนเดือด ที่กลิ่นเหมือนกำมะถัน มาแตะจมูก ตามจังหวะของแรงลม เดินดูไปจุดโน้น จุดนี้ ตามทางไม้ ที่เขาทำเป็นแท่นดู ชมไว้ให้ และตามคำแนะนำของผู้พา เรียกว่า ฝรั่งมุงไหน เราก็มุงด้วย จะได้รู้สึกว่ามีพวกเสียหน่อย พอชักรูป เดินเกือบครบ เพราะจะให้ครบคงไม่ไหว เพราะบรรยากาศคล้าย ๆ กัน แล้วก็กินบริเวณกว้าง ๆ แต่อารมณ์ต้องขอบอกว่าคล้าย ๆ กับว่า รอยรั่วที่แตก แล้วปิดไม่ทั่วถึง แตกไปแตกมา เลยกินบริเวณกว้าง แต่ถ้าเอยสถานที่แห่งนี้ ก็ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์ จากนั้นเราก็ขยับไปยังสถานที่ ต่อไป Husavik เพื่อชมปลาวาฬ


ป้ายบอกสถานที่ และประวัติความเป็นมา ถ่ายมาเป็นหลักฐานว่าสถานที่เดียวกันจริง


กลุ่มควันที่เกิดจากโคลนที่กำลังเดือน "คลักๆๆๆๆๆ"


มุมสูงที่ยืนชม แต่ผู้ถ่ายภาพยืนติดหลุมกลิ่นหอมแปลก ๆ แบบกลิ่นกำมะถัน

คละคลุ้งไปด้วยควันจากหลุมโคลนเดือดในแต่ละหลุม พร้อมกลิ่นกำมะถันที่โชยมาเป็นระยะตามแรงปะทะของลมที่พัดพริ้วตลอดเวลา

นักท่องเที่ยวที่จดจ้อง บรรจงกล้องเก็บภาพไว้เป็นที่ "ระทึก" ไม่ใช่สิต้องที่ "ระลึก"

มุมกว้างของแต่ละหลุม พร้อมการเดินชมของนักท่องเที่ยว


ใครใคร่ถ่าย ถ่าย(ภาพ) ใครใครเดิน ก็เดิน

หลุมนี้ยังพอมีควัน แต่เดือดน้อยหน่อย จนแข็งแล้ว


ตรงไหนมีจุดที่เป็นควันคลุ้ง นั่นคือหลุมโคลนเดือดทั้งใหม่และเก่า
นี่ก็อีกหลุ่ม เหมือนรอยแตกของโอ่งหลายรู แล้วมีน้ำรั่ว ซึม ปริออกมา
บริเวณรอบ ๆ
อีกมุมหนึ่งในบริเวณรอบ ๆ คือหันไปทางไหนก็มีแต่สภาพเช่นที่เห็น บางคนบอกแห้งแล้งจัง ประเทศหมู่เกาะกลางทะเล มีพื้นดินเกิดจากการแข็งตัวของภูเขาไฟ มีต้นไม้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 100 ปีเศษ คือปลูกต้นไม้ได้เมื่อร้อยกว่าปี มีสภาพอย่างที่เห็นถือว่าสุดยอด แต่ขอบอกว่าอากาศเย็นสบาย หายใจสดชื่นเต็มปอด

ป้ายบอกอุณหภูมิที่ความร้อน 80-100 C


ควันขโมงจากอีกจุดหนึ่ง ที่ปะทุขึ้นมา พร้อมจะเป็นหลุมกว้างและเดือดต่อไป

มีจุดที่ทำด้วยไม้ ไว้ชมระยะใกล้ ระยะ


ภาพมุมกว้างที่เห็นเหมือนภูเขาแต่ก็คือหินจากภูเขาไฟที่แข็งตัวและเป็นเนินอย่างที่เห็น

1 สาวไทย 2 พี่น้องหนุ่มโปแลนด์ผู้ขับรถ เดินนำพร้อมเก็บภาพเป็นที่ "ระทึก" เช่นกัน


ป้ายประชาสัมพันธุ์ แหล่งอาบน้ำธรรมชาติ ที่ผสมโรงแรมที่ตั้งอยู่ในบริเวณ Myvatn


ปั้มบริการตัวเองระหว่างที่เราเดินทางไป Husavik


ไปซื้อกาแฟจากปั้มมานั่งจิบ คู่กับสาวเจ้าชาวไอซ์แลนด์เสื้อแดง พอจะถ่ายรูปเธอหันหนี ไปอีกด้านไม่แน่ใจว่าอาย หรือกลัวผู้ยกกล้องถ่าย


ดอกไม้ตรงจุดที่นั่ง ในปั้ม สาวไม่ยอมให้ถ่าย ก็ถ่ายดอกไม้แล้วกัน เพราะสีเดียวกัน

 
ที่ปั้มน้ำมันจะมีป้ายโฆษณาแหล่งท่องเที่ยว ข้อมูล เส้นทาง เพื่อประชาสัมพันธ์กับผู้พักเดินทาง

        ระหว่างทางพักเหนื่อย แวะเติมน้ำมันรถ ให้คนขับพักผ่อนอิริยาบถ และดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ ประเทศไหน ๆ ในโลกก็เหมือนกัน คือมีปั้ม กับห้องน้ำเป็นแหล่งรวม คนให้มาใช้บริการ และพักผ่อน เมื่อพวกเราพักกันพอสมควร ก็เดินทางต่อไป

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

โดย โมไนยพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net