วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Iceland-จุดชมปลาวาฬ Húsavík/โคลนเดือด Námafjall และทะเลสาป Mývatn (ตอน 2)


           เมื่อพวกเราเดินท่องเที่ยวชมจนเกลืองจะครบทุกซอก ทุกมุมของโคลนเดือน การเดินทางก็เริ่มขึ้นต่ออีก ระหว่างทางพวกเราได้แวะเติมน้ำมัน ดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ ปรับอริยาบถ หาอะไรร้อน ดื่มในยามอากาศอุ่น แต่ก็ยังหนาวสำหรับคนไทยเมืองร้อนอย่างเราแล้ว แล้วก็เดินทางมาอีกเล็กน้อยประมาณชั่วโมงกว่า ๆ  เห็นจะได้รวมบวกเวลาที่แวะพักปั้มเติมน้ำมัน  ก็มาถึงจุดสุดท้าย ของการท่องเที่ยวที่แล่นมาเห็นเอกลักษณ์ของเมืองแต่ไกล 

           จุดที่ 4 เมือง Husavik จุดชมปลาวาฬ และพิพิธภัณฑ์ปลาวาฬขนาดใหญ่  ไอซ์แลนด์ดินแดนเกาะกลางทะเล จุดชมปลาวาฬที่เมืองแห่งนี้ จึงถือว่าเป็นอีกจุด ใน 2 จุดใหญ่แห่งแรกที่เรกยาวิก และอีกจุดคือ Husavik แห่งนี้ ที่เมือง Husavik เมืองชายทะเล ที่ในอดีตเป็นแหล่งประมงขนาดใหญ่ กระทั่งถูกดัดแปลงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ขึ้นเชื่อในเรื่องของการลงไปชมปลาวาฬกลางทะเล และพิพิธภัณฑ์แสดงซากปลาวาฬขนาดใหญ่ด้วย

          สำหรับการเกิดเมือง Husavik มีตำนานหลักฐานที่ปรากฏในพงศาวดารของไอซ์แลนด์ว่า ชาวนอร์ส /หรือจะเรียกว่าคนนอรเวย์ ก็คงไม่ผิด เป็นกลุ่มแรก ๆ ส่วนใหญ่เป็นพวกไวกิ้ง อาจเรียกว่าโจรสลัดก็คงไม่ผิด เป็นผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน

          ต่อมามีชาวสวีดิช (Swedish) ชื่อว่า การ์ดา สวาวาสัน ( Viking Garðar Svavarsson) มีสถานะเป็นไวกิ้ง นักเดินเรือ มาสร้างบ้าน อยู่ในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ.870  จึงเป็นที่มาของชื่อเมืองนี้ว่า Husavik ในภาษาไอซ์แลนด์ ที่แปลว่า "บ้านปากอ่าว" แต่คงไม่เกี่ยวกับ "ล่มปากอ่าว"นะ เพราะอันนั้นของใครก็ของใคร อาจเรียกว่าประสบการณ์ใครประสบการณ์มัน

          จุดเด่นของเมือง Husavik คือการที่มีโบสถ์ที่ทำจากไม้ ทั้งหลัง ถ้าดูจากสายตาต้องบอกว่าเด่น และมีเอกลักษณ์ เมื่อเทียบกับบ้านคนที่อยู่อาศัย ก็ต้องบอกต่อไปได้อีกว่า สูงกว่าสิ่งก่อสร้างใด ๆ ในเมืองนี้เสียละกระมัง โบสถ์แห่งนี้ มีประวัติการสร้าง  ตั้งแต่ ค.ศ.1907 ถ้าเทียบเวลาก็ตรงกับปลายรัชสมัยของรัชากาลที่ 5 ของไทยแล้ว

           การมาขึ้นท่าของพวกไวกิ้ง Viking ในยุคแรก ๆ มีหลักฐานว่ามาพร้อมกับการนำศาสนาและความเชื่อขอตัวเองมาด้วย โบสถ์ที่ Husavik แห่งนี้จึงเป็นเครื่องหมายของความเชื่อ และศาสนาที่มาพร้อมกับการเดินทางของนักแสวงโชค  ส่วนใครจะเรียกว่า โจรไม่มีศาสนา ก็ต้องขอค้านโดยโบสถ์แห่งนี้ว่า เขามี แต่มีเป็นครั้ง ๆ ไม่เกี่ยวกับตอนปล้นมั้ง (ขำขำจ๊ะ)

           เล่าเกี่ยวกับประวัติของเมืองแล้ว จากนั้นพวกเราลงรถเสร็จสรรพก็เดินชมเมืองกันตามอัธยาศัย ถ่ายรูป เดินจุดนั้น จุดนี้ เพราะบ่ายคล้อยมาก คนก็มีบ้างแต่ชักเริ่มบาง  แต่ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ พวกเราได้ข้อมูลว่า ถ้าจะมาชมปลาวาฬกลางทะเล ต้องมาให้เร็วกว่านี้ เพราะว่า เรือจะมีเป็นเที่ยว ๆ แต่ตอนนี้เย็นแล้ว มีแต่เรือที่กำลังกลับ จากกลางทะเล ของชุดที่ลงตั้งแต่บ่าย 2 เรามาเย็นกว่านั้น ก็ต้องรอวันต่อไป (ก็ได้แต่คิดในใจว่า คงไม่นอนรอเพื่อขึ้นเรือพรุ่งนี้หรอกจ๊ะ พูดแล้วก็เดี๋ยวค้อนเข้าให้เลยนิ๊)

          เมือพวกเราเดินกันพอสมควร ด้านนอก และเมือง ที่ขนาดไมใหญ่นัก ก็ไหน ๆ มาแล้วไม่ได้ชมปลาวาฬเป็น ๆ ก็ชมปลาวาฬแช่แข็งก็ได้ ไม่ใช่สิ ปลาวาฬที่เขานำโครงมาจัดแสดง ก็ได้ พวกเราจึงไปที่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เดินสองสามร้อยเมตรก็ถึง


โบสถ์ไม้ ประจำเมือง Husavik


อีกมุมหนึ่ง


สภาพบ้านเมืองบริเวณรอบปากอ่าว และจุดชมปลาวาฬ


สภาพบริเวณรอบ ๆ ของเมืองที่ตั้งอยู่ริมปากอ่าวที่ในอดีต-ปัจจุบันเป็นเมืองท่าประมง เหมือนคนไทยนึกถึงแม่กลอง / หรือมหาชัย อารมณ์นั้นแหละจ๊ะ


เมืองที่ตั้งอยู่ริมอ่าว และจุดลงเรือเพื่อไปชมปลาวาฬ
ถ้าจะนั่งเรือไปดูปลา กลางทะเลต้องมาจ่ายตั้งซื้อตั๋วที่ตรงนี้ พวกเราเที่ยวที่อื่นจนบ่ายคล้อย และเรือที่จะออกไปกลางทะเล ที่ต้องใช้เวลาอีกหลาย ชม.ในการไปและกลับ จึงได้แต่มาชมบรรยากาศริม ๆ เอาไว้จะเล่าเมื่อคราวไปชมกลางทะเล ที่ Reykjavik แทน ปลาตัวใหญ่กว่าที่นี้เยอะ (คริ คริ)


สภาพบ้านเมืองที่อยู่บนริมฝั่งทะเลปากอ่าวเมือง Husavik
นี่ก็อีกมุมหนึ่ง ที่เห็นตึกสีขาวไกล ๆ มีรูปวาดปลาวาฬอยู่นั้น เป็นพิพิธภัณฑ์ปลาวาฬ เดียวจะพาไปดูต่อจากนี้


นี่ก็แบบบ้านที่ผลิตจากไม้สนไม้เนื้ออ่อนที่เหมาะกับอากาศหนาวสวยไปอีกแบ


สภาพบ้านเมือง ที่อยู่อาศัย ที่ไม่ใหญ่นัก แต่เน้นการใช้สอยภายใน


ท่าเทียบเรือที่เป็นทั้งเรือประมง เรือเที่ยวบริเวณปากอ่าว Husavik

.


ในยามแดดอุ่น จิบกาแฟ ดื่อเครื่องดื่ม สนทนา ก็เป็นกิจกรรมรับหนาวแบบน่ารัก น่ารัก


ท่าเทียบเรือ ถ้าใครจะไปดูปลาวาฬ ต้องมาลงเรือที่นี่


บรรยากาศริมปากอ่าว ที่มีป้ายบอก ขอบเขต ม้านั่งไว้พักเท้ายามเดินเหนื่อย


ร้านกาแฟ อาหาร ที่อาบแดดไปด้วย ทานอาหาร ชมทะเล แต่บ่ายแล้วคนน้อย ทะยอยกลับ


ดอกไม้ตรงทางลงไปที่ท่าเรือสีอะไรไม่ต้องบอก


อีกมุม  กล้องอยู่ในมือ กดได้ตลอด
ทางขึ้นและทางลงเพื่อไปลงเรือ หรือเดินรับลมชมวิว

         

จุดชมวิว นั่งพักผ่อน ดื่มกาแฟ ทานอาหาร ที่จัดไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ได้พักก่อนลงหรือขึ้นมา

          จุดที่ 5  Whale Museam in Husavik  ซึ่งอยู่ติดกับที่ลงชมปลาวาฬ กลางทะเล พวกเราเดินมา ก็จะเห็นชิ้นส่วนปลาวาฬที่ใหญ่เกินกว่าจะเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้ วางไว้คล้ายเป็นของโชว์หน้าบ้านด้านนอก ประมาณว่า คนไทยจะเห็นล้อเกวียนหน้าบ้านอารมณ์นั้น  ที่ด้านนอกจะมีชิ้นส่วน โครงกระดูดปลาวาฬอยู่เรียงรายให้เห็นตั้งแต่ด้านนอก พอมาถึงก็ต้องซื้อตั๋วเขาชม เรียกว่าไม่มีของฟรีในโลกกระมัง ก็แหมเขาจัดให้มาชมเก็บตังจะไปฟรีได้ไง "ถูกต้อง" (ทำปากจู๋ ๆ แบบปัญญา นิรันดร์กุลก็จะได้อารมณ์ไปอีกแบบ)เดินผ่าน สำหรับอาคารแห่งนี้ ไม่ใหญ่มากนัก เมื่อดูจากภายนอก แต่เมื่อเข้าไปข้างใน ต้องขอบอกว่า ใหญ่ เพราะพี่แก จับปลาวาฬ ใส่ได้เป็นตัว ๆ ไม่ใหญ่ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร

          โดยการจัดแสดงจะมีองค์ประกอบใหญ่  ๆ คือ 1. ชิ้นส่วนของปลาวาฬ ที่สมบูรณ์ ทั้งตัว ชิ้นส่วน ที่เป็นโครงกระดูก เรียกว่าสรรพกระดูกปลาวาฬ จำนวนมาก จัดแสดง พร้อมข้อความให้ข้อมูลถึงสายพันธุ์ แหล่งที่พบ  2.ข้อมูลองค์ประกอบเกี่ยวกับวิธีการจับปลาวาฬ เครื่องมือในการจับ และการนำมาแปรเป็นอาหาร ด้วยประเทศไอซ์แลนด์ เป็นประเทศหนาว หรือคงเหมือนกันทุก ๆ ประเทศที่สภาพภูมิอากาศหนาว  การหาอาหารมาเก็บไว้ สะสมไว้เพื่อยังชีพ ในช่วงตลอดฤดูหนาวเป็นเวลาหลายเดือน จึงเป็นความจำเป็นต่อการยังชีพ การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงผูกโยงอยู่กับ แหล่งอาหาร การหา การเก็บรักษาไว้ ซึ่งก็มองคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น แต่ต้องขอบอกว่าอลังการ  เพราะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไทยเรา ส่วนใหญ่จะเป็นข้องจับปลา แห สุ่ม สวิง แต่ที่นี่วิธีการในการจับปลาวาฬ  3.ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับปลาวาฬที่มีอยู่ในน่านน้ำไอซ์แลนด์ ถึงไม่มีที่แห่งนี้แต่ก็มีในบริเวณไอซ์แลนด์ รอบเกาะจุดอื่น ๆ เรียกว่าของดี ต้องมีไว้เล่าและอวดเสียหนอ่ย ไม่งั้นจะเสียบรรยากาศของดี มีแล้วไม่บอก กระมัง

        พวกเราเดินดูตามอัธยาศัย ตามใจชอบ ถ่ายรูปบ้าง อ่านบ้าง อ่านไม่ได้ก็เรียก "อัมพร" มาแปลให้บ้าง ในกรณีที่เป็นภาษาไอซ์แลนด์  เมื่ออยากรู้ว่าเขาเขียนหรือเล่าถึงอะไร (ก็ได้แต่คิดใจว่า แหมลองเขียนเป็นภาษาไทยสิ จะได้ไม่ต้องเรียกคนมาอ่านให้ฟัง)

       พวกเราเดินชมด้านในพิพิธภัณฑ์พอสมควรแก่เวลา และสมกับราคาค่าตั๋วเขาชมที่พวกเราจ่ายไป ก็ถึงเวลากลับ บ่ายคล้อย จนเย็น ที่พอสมควรแก่เวลาที่เราจะต้องเดินทางกลับ เพราะคนขับรถต้องทำงานในวันต่อไป

.
ชนิดปลาวาฬในบริเวณรอบ ๆ เกาะไอซ์แลนด์


เครื่องมือในการจับปลา / และปลาวาฬ


เรื่องราวที่บอเกี่ยววิถีชีวิตกับการหาปลาของชาวไอซ์แลนด์


นี่ก็ฟันของปลาวาฬ


ชิ้นส่วนปลาวาฬ ที่เก่าเหมือนจะเป็นซาก แต่ถูกเก็บมาจัดแสดงให้ได้ชม


ฝรั่งท่านนี้สนใจเป็นพิเศษ เหมือนคนไทยจะหาเลขเด็ดหรือเปล่าไม่ทราบ
นี่โครงกระดูดอยู่ด้านบน ทำเป็นทางเดินเล็กให้ขึ้นมาชม เหมือนขื่อบ้านแล้วเอาปลาวาฬมาแขวนไว้


นี่ก็อีกซาก แต่ดูจากสภาพฟันยังดี ไม่รู้ใช้ยาสีฟันยี่ห้ออะไร
นี่ก็อีกโครง ที่จะมีประวัติความยาว ปีที่พบซาก เล่าถึงความเป็นมา แต่อ่านไม่ออกเพราะเป็นภาษาไอซ์แลนด์
นี่ก็โครงปลาวาฬที่จัดแสดงไว้

กรามคู่ล่างของปลาวาฬ ใหญ๋ขนาดใหนก็พิจารณาเอาจ๊ะ


เทียบดูฟันกรามของปลาวาฬ กับคนถ้าเขมือบเข้าไปจะเหลือไหมนั่น ไกด์ผู้พาเที่ยวและหนุ่มสารถี

       เมื่อเสร็จสรรพจากสถานที่พิพิธภัณฑ์ปลาวาฬการเดินทางกลับของพวกเราก็เริ่มขึ้น โดยกลับเป็นรูปวงกลมตามแผนที่ มาตามทางเส้น 84 มาเชื่อมกับทางเส้นเลขที่ 1  ที่ใช้เวลาไม่มากเมื่อเทียบกับตอนเดินทางไปในครั้งแรก เพราะวิ่งตรงไม่ต้องพักใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าก็มาถึง Akureyri ในพลบค่ำแต่ยังสว่าง    เมืองที่เรามาพักชั่วคราวอันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้ ไว้งวดต่อไปจะเล่าสภาพของเมือง Akureyri ให้ฟังในฐานะเป็นเมืองที่มีปลาโลมามาเกยตื้น และเมืองบริวารที่ไม่ไกล แต่มีความน่าสนใจในฐานะแหล่งท่องเที่ยวของไอซ์แลนด์ และเป็นสถานที่ "ผู้เขียน" ไปมา ทั้งเก็บภาพมาฝากตามโอกาสและความเอื้ออำนวย


(ภาพโบสถ์กลางเมืองสัญลักษณ์จังหวัดอาคูเรยรี เมืองใหญ่อันดับสองของไอซ์แลนด์)

 

(ไว้จะเล่าตอนต่อไป Akureyri)

โดย โมไนยพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net