วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ศิลปะในกรอบกรงของการเซ็นเซอร์


คอลัมน์เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2554
อติภพ ภัทรเดชไพศาล

ในเรื่องความเขลา (Ignorance พ.ศ. 2543) ของมิลาน คุนเดอรา มีฉากที่ตัวละครเอกกล่าวถึงภาพที่จิตรกรชาวเช็กคนหนึ่งเขียนขึ้นในปี 2498 ซึ่งเป็นยุคที่ศิลปะแบบสังคมนิยมกำลังเป็นงานกระแสหลักของที่นั่น

จิตรกรผู้ลุ่มหลงกับสีสันร้อนแรงแบบ modernism คนนี้จึงต้องหาจุดร่วมที่จะนำเสนอความเป็นนักอุดมการณ์สังคมนิยมแบบที่รัฐต้องการให้เป็น พร้อมๆ กันไปกับสไตล์สีสันอย่างที่เขาชอบด้วยอย่างแยบยลเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐจับสังเกตได้ว่าเขาฝักใฝ่ลัทธิ modernism

ตัวละครในเรื่องกล่าววิจารณ์ว่า งานในช่วงนั้นของจิตรกรน่าสนใจมากกว่างานในช่วงหลังๆ ที่เขียนขึ้นในขณะที่ความเคร่งครัดของทางการเริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว และจิตรกรสามารถจะวาดอะไรก็ได้ตามใจตนด้วยซ้ำ

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งที่ออกฉายในปี 2547 เรื่อง University of Laughs เขียนบทโดย Koki Mitani ซึ่งเป็นเรื่องของนักเขียนบทละครชวนหัวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังดำเนินนโยบายชาตินิยมอย่างเข้มข้น และมีมาตรการการเซ็นเซอร์สื่อต่างๆ รวมไปถึงบทละครด้วย

ตัวเอกของเรื่องที่มีอาชีพเขียนบทละครชวนหัวจึงต้องพบกับปัญหานานาประการที่กองเซ็นเซอร์ เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อละครของเขาว่า Joleo and Rumiet (ที่ล้อกับชื่อ Romeo and Juliet ) ก็ถูกตั้งคำถามอย่างไร้อารมณ์ขันว่าทำไมต้องตั้งชื่อเรื่องให้เป็นฝรั่งอย่างนั้น แล้วในที่สุดยังบังคับให้ตัวเอกต้องแก้บทที่เขียนมาแล้ว โดยเปลี่ยนสัญชาติของตัวละครทั้งหมดให้เป็นญี่ปุ่น

เรื่องดำเนินไปอย่างขบขัน เมื่อตัวเอกพบว่าการเปลี่ยนชื่อเรื่องและตัวละครให้เป็นญี่ปุ่นนั้นกลับสามารถสร้างอารมณ์ขันได้มากไปกว่าเดิมเสียอีก และยิ่งเจ้าพนักงานเซ็นเซอร์ผู้นี้บังคับให้เขาแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนบทมากเท่าไร ผลที่ได้จากการแก้ไขก็ดูเหมือนจะยิ่งตลกและดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ

มีอยู่ตอนหนึ่งเจ้าพนักงานผู้นี้ถึงกับบังคับให้เขาใส่ประโยคปลุกใจว่า “เพื่อชาติบ้านเมือง” เข้าไปในเรื่องสามแห่ง ตัวเอกก็สามารถหาทางออกที่จะเปลี่ยนคำๆ นี้ให้เป็นมุขตลกจนได้ และถึงแม้จะต้องถูกตำหนิหลายครั้ง เขาก็ยอมปรับแก้ให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานพอใจโดยยังคงรักษามุขตลกนั้นไว้ได้ด้วย

แม้ว่าการยอมกระทำตามเจ้าพนักงานเช่นนี้จะทำให้เขาดูถูกจากเพื่อนร่วมอาชีพ (จนถึงขนาดถูกทำร้ายร่างกาย) ว่าไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีอย่างไรก็ตาม

ในตอนท้ายเรื่อง ตัวเอกยอมรับกับเจ้าพนักงานอย่างน่าประทับใจว่า อาชีพของเขาเป็นนักเขียน เขายอมทุกอย่างและสามารถจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้งานของเขาได้รับการแสดงและเผยแพร่  แม้ว่าจะต้องประนีประนอมกับทางรัฐเท่าไรก็ตาม เพราะงานละครของเขานั้นหมายถึงความสนุกของคนดู และนั่นก็คือความสุขที่แท้จริงในชีวิตของเขา

หนังเรื่องนี้มีวิธีการเขียนบทที่ลื่นไหลและดูสนุก และยังแสดงให้เห็นว่าภายใต้หน้ากากที่เคร่งขรึมของพนักงานเซ็นเซอร์นั้น แท้ที่จริงแล้วยังมีจิตใจที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันเช่นเดียวกับตัวเอกนั่นแหละ ดังนั้นการที่ทั้งสองคนตอบโต้ขู่เข็ญกันไปมาในระหว่างที่ทำการแก้ไขบทเป็นเวลาถึงหนึ่งอาทิตย์นั้นจึงไม่ใช่การต่อสู้ขับเคี่ยวกันอย่างที่คนดูอาจเข้าใจ แต่เป็นการร่วมกันสร้างงานศิลปะชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างพิถีพิถันต่างหาก

หนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นความเป็นไปได้แบบต่างๆ ของการสร้างสรรค์งานศิลปะในสถานการณ์ที่ปราศจากเสรีภาพอย่างน่าประหลาดใจทีเดียว

ผมเคยได้ยินว่ามีนักเขียนหลายคนที่หยุดการเขียนหนังสือไปโดยสิ้นเชิงในช่วงที่จอมพล ป. ออกประกาศรัฐนิยมปรับเปลี่ยนการใช้อักษรไทย นัยว่าเพื่อเป็นการประท้วง แต่ก็มีนักเขียนอีกหลายคนที่ยอมปรับเปลี่ยนวิธีเขียนเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของท่านจอมพล

ผมคิดว่าเราไม่อาจตำหนินักเขียนที่ละทิ้งหน้าที่ด้วยความเชื่อในอุดมการณ์ และในขณะเดียวกันก็ไม่อาจตำหนินักเขียนที่โอนอ่อนผ่อนตามรัฐได้เช่นเดียวกัน เพราะมนุษย์ทุกๆ คนย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกการกระทำของตนเองทั้งสิ้น และการตัดสินเชิงความถูกผิดเชิงศีลธรรมในเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าการเซ็นเซอร์นั้นเป็นเรื่องถูกต้องที่ศิลปินจำเป็นต้องยอมรับ ตรงกันข้าม ผมกำลังจะบอกว่าในโลกนี้ไม่มีการเซ็นเซอร์ที่สมบูรณ์แบบไปได้โดยเด็ดขาดต่างหาก

น่ันคือไม่มีใครสามารถควบคุมความคิดใครได้อย่างแท้จริง และเมื่อการควบคุมความคิดนั้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อนั้นการเซ็นเซอร์ย่อมไม่มีทางประสบความสำเร็จ ศิลปินและสังคมย่อมมีช่องทางติดต่อสื่อสารกันโดยหลีกหนีจากการเซ็นเซอร์ได้อยู่ตลอดเวลา และมีหลักฐานว่าในทุกยุคทุกสมัยก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น

ก็แล้วเหตุใดชนชั้นนำไทยจึงยังงมงายอยู่ในโลกที่คิดว่าการเซ็นเซอร์นั้นจะเป็นไปได้อีกเล่า แล้วทำไมทางรัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชนส่วนมากที่อวดอ้างตัวเองเหลือเกิน - ว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยจึงยังเฉยเมยกับเรื่องการเซ็นเซอร์และการใช้กฏหมายหมิ่นฯ ให้ร้ายกันในทางการเมืองอยู่ได้นานขนาดนี้

ที่ร้ายกว่านั้น ยังถึงกับข่มขู่ฝ่ายค้านบางคนด้วยการบอกว่าจะใช้ ม. 112 มาฟ้องอีกด้วย ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็รู้อยู่ว่ากฏหมายมาตรานี้มีปัญหา ดังที่อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุนเองก็ให้สัมภาษณ์ยอมรับในข้อนี้ไว้เช่นกันเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมานี้เอง

ขอเตือนไว้ว่าการเซ็นเซอร์ที่เลวร้ายที่สุดที่มีอยู่ในโลกนั้นคือการที่มนุษย์เราเซ็นเซอร์ตัวเอง และกล้ายอมทนเห็นผู้คนบริสุทธิ์จำนวนมากต้องถูกทำร้ายอย่างปราศจากความยุติธรรม

ระวังไว้ว่าเมื่อประชาชนสุดทนเข้าเมื่อไร เมื่อนั้นแหละจะไม่มีใครอยู่ข้างท่านอีกต่อไป



University of Laughs

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net