วันที่ อังคาร ธันวาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สหรัฐฯ กับ UN มายุ่งเรื่อง ม.๑๑๒ ทำไม โง่ถูกคนไทยหลอกหรือซื่อบริสุทธิ์ และข้อเท็จจริงที่ควรรู้จริงๆ ของ ม.๑๑๒ รวมถึงเรื่องย่อ อากง


      

        กรณีที่มีเจ้าหน้าที่บางคนในหน่วยงานเล็กๆ ของสหประชาชาติและประเทศสหรัฐอเมริกาออกมาพูดถึง ป.อาญา ม.๑๑๒ ว่า  “ไม่ควรมี” นั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างรบกวนจิตใจคนไทยทั้งประเทศพอสมควร ผมพยายามสงบจิตใจ ไปเที่ยว ไปดูหนังฟังเพลง ก็พบก็เจอแต่คนพูดเรื่องนี้มาตลอด เมื่อเอามารวมกับเรื่อง “อากง” ที่กลุ่มบุคคลมีปมด้อยตั้งฉายาให้คนแก่กะโหลกกะลาคนหนึ่ง คนไทยกลุ่มนี้อยู่สบายจนไม่รู้จักว่า “สิ้นชาติแล้วจะเป็นอย่างไร” หรือบางคนก็ “ถ่ายภาพโป๊” เลี้ยงชีวิตไปเรื่อยๆ บางคนก็ใช้อินเตอร์เน็ตหลอกผู้หญิงมาปล้ำ, บางคนก็เอาลูกศิษย์มาเป็นเมีย, บางคนมาหาเงินโดยวิธีขอสปอนเซอร์, บางคนอาศัยบารมีพ่อแม่มาตลอด ไม่รู้ว่าโลกจริงๆ มันเป็นอย่างไร ถูกเขาหลอกมาเป็นเครื่องมือฯลฯ วันนี้ความสงบในจิตใจของผมก็หายไปครับ อุตส่าห์ไม่เขียนเรื่องการเมืองแล้ว ยังต้องมาเขียนเรื่อง ม.๑๑๒ แทนอีก เพราะอดใจไม่ได้ ถ้าไม่เขียนแล้วต้องอึดอัดใจตายแน่ๆ

       ตามที่ผมเขียนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สถาบันฯ อยู่เฉยๆ พวกนี้ก็ไปตอแย ตอดเล็กติดน้อย ส่วนใหญ่เป็นคนมีปมด้อย อยากจะแสดงตัวเองว่ากูเก่ง กูกล้า ซึ่งถ้าทำในทางวิชาการแล้วก็ไม่เป็นไร ไม่เช่นนั้น อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือ อ.ธงชัย วินิจกุล ต้องโดน ม.๑๑๒ ไปแล้ว แต่การด่าสถาบันฯ ซึ่งๆ หน้าด้วยคำหยาบคาย, พูดเท็จ, การตัดต่อ VDO หรือรูปภาพ แบบนี้มันเจตนาหาเรื่องโดยตรง เมื่อถูกจับๆ ได้ก็มาบ่นโน่นบ่นนี่ คนบ่นก็ไม่ได้มาจากคนทำหรอกครับ มาจากพวกยุแหย่ให้เขาติดคุกนั่นเอง

       ปัจจุบันมีกฎหมายคุ้มครองสถาบันฯ อยู่รวม ๖ ฉบับด้วยกัน แตกตัวมาจากรัฐธรรมนูญ ม.๘ ที่ระบุว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” และ ป.อาญา ม.๑๑๒ ที่ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น  หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓-๑๕ ปี” นอกจากนั้นที่เหลืออีก ๔ ฉบับเป็นกฎหมายส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติทั้งนั้น

       กฎหมายของไทยทุกฉบับมีลักษณะเป็นกฎหมาย “สากล” ทุกประการโดยอยู่ในหลักการ (๑) การคุ้มครองประมุขของประเทศ, (๒) การคุ้มครองประมุขหรือตัวแทนประมุขของประเทศอื่นๆ (ม.๑๓๓ และ ๑๓๔ กฎหมายอาญา) และ (๓) หลัก Reciprocity หรือ หลักการอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยอย่างเท่าเทียมกัน ในการคุ้มครองตัวแทนของแต่ละประเทศ ตามป.อาญา ม.๑๓๐-๑๓๒ ซึ่งกฎหมายในหลักสากลของประเทศไทยนี้ จะสอดคล้องกับกฎหมายของประเทศที่เจริญแล้วทุกประเทศ บางประเทศกฎหมายยังตีความในทางกว้าง คุ้มครองไปถึงศาล หรือรัฐสภาฯ อีกด้วย

       ในส่วนของพระมหากษัตริย์ นอกจากการเป็นประมุขรัฐซึ่งอยู่ในลักษณะของสถาบัน (Institution) แล้ว การรับรองสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ (Sacred) เป็นที่เคารพ สักการะ หรือละเมิดมิได้ (Inviolable) นฐานะพระมหากษัตริย์ตามจารีตประเพณียังมีเพิ่มเติมขึ้นมาอีกสถานภาพหนึ่งด้วย

        สรุปแล้ว พระมหากษัตริย์ของทุกประเทศมีลักษณะเป็นสถาบัน (ไม่ใช่ตัวบุคคล) และเป็นประมุขของประเทศ (Head of State) อีกฐานะหนึ่งด้วย การคุ้มครองพระมหากษัตริย์จึงอยู่ในกฎหมายว่าด้วยความผิดทางด้านความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกฎหมายอาญา ดังนั้นใครละเมิดสถาบัน ถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหาย ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ร้องทุกข์ กล่าวโทษได้ เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียที่ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ถูกทำลายลง ซึ่งอาจจะทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของตนอาจสูญเสียไปได้ หรือมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากความสุขที่ควรได้รับ ซึ่งตรงข้ามกับการละเมิดบุคคลธรรมดา ตาม ม.๓๒๖ ถือว่าเป็นความผิดเฉพาะตัว (เจ้าตัวหรือผู้เสียหายต้องฟ้องร้องเอง) เพราะผลไม่กระทบต่อความมั่นคง ในขณะที่บุคคลธรรมดาสามารถฟ้องร้องกันเองได้ จึงสามารถตกลงยอมความกันได้

         ในหลักการดังกล่าวนี้ ถ้ามีการยกเลิก ม.๑๑๒ จะเกิดอะไรขึ้นต่อประเทศไทย
          ๑. การที่บุคคลในสถาบันฯ ถูกละเมิด ในฐานะที่เป็นประมุขของรัฐ การจะไปฟ้องประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของตัวเอง เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ดังนั้นการยกเลิก ม.๑๑๒ จึงเป็นการกำจัดสิทธิของบุคคลในสถาบันฯ ในการปกป้องสิทธิของตนเองไปโดยปริยาย ทำให้มีสิทธิส่วนบุคคลต่ำกว่าราษฎรธรรมดาๆ
         ๒. ในจารีตประเพณี สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ มีความใกล้ชิดกับประชาชนตลอดมา มีกำเนิดมาจากความสัมพันธ์แบบพ่อปกครองลูก เป็นทุกข์ร้อนแทนราษฎร ปกป้องราษฎร ด้วยการสู้รบในแนวหน้ามาตลอด จึงไม่เหมือนสถาบันกษัตริย์ในต่างประเทศ ที่มาจากการเป็นเจ้าของที่ดิน, มาจากอิทธิพลทางศาสนา ฯลฯ ดังนั้นสถาบันกษัตริย์จึงถือว่าเป็นความมั่นคงของชาติทั้งในรูปแบบของกฎหมายและความเป็นจริง ถ้าเรายกเลิกก็เท่ากับยอมให้มีคนมาทำลายความมั่นคงของประเทศไทยได้ง่ายๆ
         ๓. การยกเลิก ม.๑๑๒ ก็เท่ากับประเทศไทยไม่ให้ความคุ้มครองประมุขของประเทศตนเอง จะส่งผลทำให้ประเทศไทยเสียศักดิ์ศรีในการดำรงตนอยู่ในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้วทั้งด้านกฎหมายและประเพณีนิยม จะเหมือนกับประเทศกัมพูชา ที่แม้แต่สหประชาชาติเองยังไม่ไว้ใจต่อสถานภาพทางกฎหมายเลย
          ๔. การยกเลิก ม.๑๑๒ ที่ไม่ให้การคุ้มครองประมุขของประเทศ เท่ากับต้องยกเลิกกฎหมายที่คุ้มครองประมุข หรือตัวแทนประมุขของประเทศอื่นที่อยู่ในไทย (เอกอัครราชฑูตและสิทธิทางการฑูตของ จนท.UN) ตามไปด้วย เพราะเป็นกฎหมายที่เกิดจากการเคารพซึ่งกันและกันระหว่างประเทศต่างๆ ลองคิดดูว่าประเทศไทยจะสับสนวุ่นวายขนาดไหน
            ๕. ประมุขของประเทศที่มีเกียรติ ย่อมทำให้ประชาชนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีตามไปด้วย ถ้าประมุขของประเทศไม่ได้รับความคุ้มครอง ก็จะทำให้ประชาชนคนไทยไร้เกียรติ มีสภาพคล้ายคนป่าเถื่อน คนไทยจะถูกดูถูกตามไปด้วยในสังคมโลก

      นานนมแล้วที่กฎหมายนี้คงอยู่คู่กับประเทศไทย ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เมื่อคุณทักษิณฯ หมดอำนาจไป การเคลื่อนไหวกระทบต่อสถาบันฯ เพิ่มขึ้นมากมาย มีลักษณะเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งในและนอกประเทศ ผิดจากเหตุการณ์ปกติครับ คนที่ถูกลงโทษด้วยกฎหมาย ม.๑๑๒ นั้น มักจะมีส่วนเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับกลุ่มที่สนับสนุนคุณทักษิณฯ เกือบ ๙๐% ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น พอใครทำผิดก็มีทนายมาดูแลทันที แปลกไหมครับ บางทีก็จ่ายเงินให้ผู้ต้องหาด้วย ไม่รู้ว่าคุณทักษิณฯ รู้เรื่องแบบนี้หรือเปล่า ถ้ารู้ ก็ควรบอกให้เลิกๆ ซะที ไม่เช่นนั้นคุณทักษิณฯ จะเป็นคนเสียหายเอง เพราะคนไทยไม่ยอมใครหรอกครับเรื่องในหลวง

          ม.๑๑๒ จึงเป็นกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักการสากลทุกประเทศและสมบูรณ์ด้วยแบบธรรมเนียมจารีตประเพณี จึงไม่ควรยกเลิกอย่างเด็ดขาด จุดอ่อนของกฎหมายมีอยู่จุดเดียว คือ การพิจารณาว่า “อะไรคือการหมิ่นสถาบันฯ อะไรคือการไม่หมิ่นสถาบันฯ” ปัจจุบันตำรวจมีคณะกรรมการตรวจสอบว่า เรื่องไหนหมิ่นสถาบันฯ บ้าง การจับผิดจับถูกจึงมาจากคณะกรรมการชุดนี้ของตำรวจครับ ดังนั้นจึงควรแก้ไขให้ชัดเจน ให้มีกรรมการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพอสมควร มาเป็นผู้พิจารณา ลงมติแบบลูกขุน เรื่องก็จะยุติไปเอง

         ส่วนเรื่อง “อากง” นั้นผมสรุปสั้นๆ ว่า มีผู้ใช้โทรศัพท์ของอากงส่งข้อความหมิ่นสถาบันฯ ถึง ๔ ครั้ง หลังจากส่งแล้วก็ถอดซิม DTAC ออกแล้ว เปลี่ยนซิม TRUE เข้าไปแทน ใช้พูดคุยกันตามปกติ พอวันรุ่งขึ้นหรืออีก ๒-๓ วันต่อมาก็เปลี่ยนซิม DTAC ส่งข้อความหมิ่นสถาบันฯ อีก แล้วก็ถอดซิม DTACออก ใส่ซิม TRUE เข้าไปใช้พูดคุยอีก ทำแบบนี้ทั้งหมด ๔ ครั้ง (ส่อให้เห็นว่าเจตนาทำแน่นอน)    

         การที่มีการส่งข้อความและพูดคุยจากโทรศัพท์เครื่องเดียวกัน แม้จะเปลี่ยนซิมการ์ดก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่า มาจากโทรศัพท์เครื่องไหน เป็นผลทำให้ตำรวจทราบว่ามาจากบ้านพักหลังไหน จึงเข้าจับกุม การตรวจค้นโทรศัพท์ซ่อนในตู้เสื้อผ้ารวม ๓ เครื่อง (ทำไมต้องไปซ่อน) “อากง”สารภาพว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์จริง แต่ส่งข้อความไม่เป็น (ตอนนี้อากงเป็นทั้งเจ้าของโทรศัพท์และทั้งเจ้าของบ้านที่ใช้โทรศัพท์)

         มีการต่อสู้ว่า หมายเลขประจำโทรศัพท์ (อีมี่) หลักที่ ๑๕ ไม่ถูกต้องกับในเอกสารของ TRUE และ DTAC แต่การพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญทำต่อหน้าศาลและจำเลย ชี้ให้เห็นว่าถูกต้อง สู้ต่อว่า หมายเลขอีมี่แก้ได้ ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าแก้ไม่ได้ ให้ไปหาคนแก้ได้มา ก็หาไม่ได้อีก บอกว่าโทรศัพท์เอาไปซ่อม ให้ไปชี้ร้านที่ซ่อม ก็บอกว่าจำร้านไม่ได้ และยังมีอีกหลายเรื่องที่เป็นข้อมูลพยานแวดล้อม เช่น ไปตรวจสอบกับบุคคลปลายทางโทรศัพท์เครื่องที่ “อากง” เป็นเจ้าของในเวลาใกล้เคียงกับการส่งข้อความกระทบสถาบันฯ บุคคลนั้นก็ยอมรับว่า “อากง” เป็นคนโทรมาจริง ฯลฯ ศาลก็ต้องตัดสินตามรูปคดี ๔กระทง (๔กรรม ๔วาระ) ด้วยความเมตตาที่สุด ในฐานะที่ไม่รับสารภาพ กระทงละ ๕ ปี รวม ๒๐ ปี มาถึงตรงนี้เห็นได้ชัดเจนว่า “อากง” ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการที่เข้ามายุยงไม่ให้สารภาพ ทั้งๆ ที่จำนนด้วยหลักฐานแล้ว

         อ่านแล้วช่วยกันคิด ช่วยกันทำครับ ทำอย่างไรจะให้ความจริงเหล่านี้ส่งต่อออกไปให้โลกรู้ เมื่อกระทรวงต่างประเทศพึ่งพาไม่ได้ ช่วยกันส่งข้อความไปคอมเมนต์ที่เฟสบุ๊คของโอบามาให้ยับเยินเลยครับ ได้ทุกภาษาเขามีคนแปลให้เสร็จอยู่แล้ว




แสดงความเห็น

         สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามเขียนในเรื่องนี้ คือ ถ้าเราไม่มุ่งหวังอะไรต่อสถาบันฯ ทำไมต้องเข้าไปโจมตีท่าน? ถ้าเราวิจารณ์สถาบันฯ ในขอบเขตรของวิชาการ ก็ไม่มีปัญหาอะไร คนที่ถูกพิพากษาลงโทษมักจะพูดหรือกระทำการใดๆ ที่เกินเลยชัดเจนครับ ชัดเจนขนาดที่ถ้าไปพูดว่าคนธรรมดาอาจถูกฟ้องแน่นอนและไม่ยอมความด้วย ส่วนพวก More Royalist Than The King นั้นจะแสวงหาประโยชน์อะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีใครไปทำอะไรผิดขึ้นมา ลองดูกรณีเก่าๆ ที่เกิดขึ้นก็ได้ครับ จะเห็นได้ชัดเจน สถาบันฯ ทำประโยชน์มากมายแก่ประเทศมานานแสนนานจนกระทั้งปัจจุบันนี้ คนต่างชาติส่วนใหญ่รู้จักไทย เข้ามาท่องเทียวก็เพราะชื่อเสียงของกษัตริย์ไทย ทั้งในส่วนที่เป็น สถาบันฯ และ โบราณสถานที่ผูกเกี่ยวกับสถาบันฯ ครับ เราจะยอมให้ผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งมาทำลายปัจจุบันที่สวยงาม และ อนาคตที่จะมีเพียงสิ่งเดียวที่จะยึดเหนี่ยว"ความสามัคคี"ของคนไทยไว้ได้ อย่างไร

แสดงความเห็นในบล็อคของคุณ Macon

        ก่อนที่เราจะไปพูดถึงการรปรับปรุง ม.๑๑๒ นั้น ขอให้ดูข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าคนที่ถูกลงโทษเกือบทุกคนนั้นทำความผิดชัดเจน โดยขาดเหตุผล "ตามที่คนธรรมดาจะมีครับ"ทุกคนเข้าไปด่ามากกว่าวิจารณ์ มาด่าผมแบบนี้ก็อย่าหวังว่าจะให้อภัยกัน มีการทำเป็นเครือข่ายอยู่ในคนกลุ่มเดียวกัน ผิดปกติ การลงโทษที่ว่ารุนแรงก็ไม่เคยเกิน ๕ ปี(เลยโทษขั้นต่ำ่ไป ๒ ปีเท่านั้นเอง) เว้นแต่เจตนาทำต่อเนื่อง ผมจึงเห็นว่าถ้าสังคมรักษาระเบียบทางการใช้กฏหมายในเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว ความไร้มาตราฐานดังกล่าวจะย้อนมาทำลายสังคมที่เราอยู่ในที่สุดครับ

โดย พล.ท.นันทเดช

 

กลับไปที่ www.oknation.net