วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

In London: Book Shops อาหารสมองของลอนดอน


UNESCO (The United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) บอกว่าตัวบ่งชี้สำคัญที่ใช้เป็นเกณฑ์ดูมาตรฐานการศึกษา ความเป็นอยู่ การรับรู้ความเป็นไปของสังคมและเศรษฐกิจในชาติตัวเองของประชาชน คือ ปริมาณและประเภทของหนังสือที่พิมพ์ขึ้นมาในแต่ละปีของแต่ละชาติ

 

 

ใน พ.ศ. 2552 ปริมาณการพิมพ์หนังสือใหม่และจัดพิมพ์ใหม่ที่ UNESCO พูดถึง นั้น มี 300,000 รายการ ไล่เลี่ยกันทั้งในสหราชอาณาจักร (UK) และสหรัฐอเมริกา (US) ขณะที่ตัวเลขของประเทศไทย1 คือ 13,607 เป็นรองเวียดนาม (24,589) อินโดนีเซีย (24,000) และมาเลย์เซีย (15,767)     

 

จำนวนพิมพ์ที่ต่างกันมหาศาลจากซีกโลกตะวันตกและตะวันออกมีปัจจัยเกี่ยวข้องของการเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ของบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน2 แต่ตัวเลขนี้ก็ยังบอกความเคลื่อนไหวในความสนใจ ใฝ่รู้ ที่ชี้นำไปถึงเรื่องการใช้สติปัญญาความคิดของคนแต่ละชาติภาษา

 

และยังเป็นเครื่องช่วยยืนยันความสำคัญของหนังสือและการอ่าน ที่มีผลต่อการพัฒนาของประเทศ แม้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมายอดขายหนังสือทั่วโลกจะตก และตลาดการผลิตและจำหน่ายหนังสือจะเริ่มเคลื่อนตัวสู่รูปแบบใหม่

 

เมื่อ พ.ศ. 2553 ยอดขายหนังสือในตลาด US ลดลงกว่าที่เคยเป็น คนอเมริกันบอกว่าไม่ใช่ผลต่อเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจของชาติ ทั้งที่มีร้านหนังสือต้องปิดตัวลงไปบ้าง ทว่ามาจากช่องทางการขายแปรเปลี่ยนไปสู่การซื้อออนไลน์ และการซื้อ e-books จนกลายมาเป็นช่องทางการขายอันดับหนึ่งของตลาด US

 

ที่ UK ประชากรมีเพียงหนึ่งในห้าของ US แต่ครองตำแหน่งผู้ผลิตหนังสือใหญ่ที่สุดของโลก (per capita) ไม่ว่าจะในภาษาใด แม้จำนวนหน่วยขายจะลดลงใน พ.ศ. 2553 มูลค่ายอดขาย 3,100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 155,000ล้านบาท) ยังคงสูงขึ้น ด้วยอานิสงค์ของ Digital sales อันได้แก่ ebooks, downloads และ audiobooks ที่ส่งยอดขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 318% 3

 

 แนวโน้มของ Digital sales ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้ผลิตหนังสือทางวิชาการใน UK ที่บุกเบิกตลาดมากว่าสิบปี ซึ่งอธิบายว่าเป็นแค่จังหวะของตลาดอุปกรณ์ e-reading ที่เพิ่งมีโอกาสถึงมือและอำนวยประโยชน์ให้ผู้อ่านทั่วไป

 

ที่เป็นเรื่องน่าสนใจกว่า คือ ร้านหนังสือทั่วไปยังครองใจคนบริทิช คงอันดับหนึ่งของช่องทางการขายหนังสือ ด้วยยอดจำหน่ายที่ตกลงไปบ้างแล้วจนเหลือ 739 ล้านเล่มนั้น มีเสน่ห์และจุดขายส่วนตัวที่ตรงไหน

 

 

Bookshops หรือร้านหนังสือใน UK (US เรียก Bookstores) มีทั้งร้านอิสระเฉพาะประเภท ร้านหนังสือเก่า ร้านที่มีสาขา และช่องทางใหม่ในซูเปอร์มาร์เก็ต

 

 

ร้านอิสระและร้านหนังสือเก่า มีทำเลดั้งเดิมในกรุงลอนดอนที่ผู้สนใจรู้แหล่งกันดี คือ SOHO และ Charing Cross Road ในขณะที่ร้านสาขานั้น มาจากเพียง 4 กลุ่มหลักที่เติบโตร่วมกับสังคมบริทิชมายาวนาน แม้กระทั่งผ่านสงครามโลกมาด้วยกัน คือ WHSmith, Blackwell’s และ Foyles ส่วน Waterstone’s นั้นมาหลังสุด

แต่ละเครือมีที่มา ที่สร้างจุดแข็งในธุรกิจของตนได้ชัดเจน

  

WHSmith นั้นคนบริทิชนิยมเรียกแค่ Smith’s ตามตระกูล Smith ผู้ก่อตั้ง มีกำเนิดจากแผงหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2335 จนมาเข้าสู่ยุค Railway Mania ที่การสร้างและการเดินรถไฟนำความเจริญมาสู่เกรทบริเทนอย่างถึงที่สุด จึงมีแผงขายหนังสือแห่งแรกที่สถานีรถไฟ Euston ในลอนดอน

 

กิจการของ Smith’s เติบโตเรื่อยมาจนถึงจุดเปลี่ยนใน พ.ศ. 2448 เมื่อการเช่าพื้นที่ในบริเวณสถานีรถไฟมีปัญหาถึงขึ้นบอกเลิกสัญญา สามเดือนต่อมา WHSmith ร้านแรกใกล้สถานีรถไฟจึงเปิดดำเนินการ และเติบโตเรื่อยมาจนมีสาขากว่าหนึ่งพันแห่งในปัจจุบัน

 

 

Smith’s ฝ่าวิกฤติทั้งยามสงคราม และการบริหารจนหมดยุคสมาชิกในตระกูลรุ่นสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2539 แต่ก็ยังยึดหลักความสำเร็จของการมีร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับการสัญจร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของคนบริทิช ทุกวันนี้ Smith’s จึงมีจำนวนร้านใกล้เคียงกันระหว่างบนถนนหลักของชุมชน และศูนย์กลางการเดินทางทั้งสถานีรถไฟ สนามบิน สถานีบริการบนทางหลวง และไม่ตกยุคเรื่อง eBook apps กับ iPad และ iPhone

 

 

Blackwell’s มีทำเลเริ่มต้นที่ไม่มีทางผิดพลาดกลางเมือง Oxford ไม่กี่ก้าวจาก Bodleian Library หนึ่งในห้องสมุดเก่าแก่ที่สุดของยุโรป

Benjamin Henry Blackwell เปิดร้านแรกเมื่อ พ.ศ. 2422 ในพื้นที่เล็กจิ๋วขนาดที่ว่า หากมีลูกค้าเข้ามาในร้านเกินสองคน เจ้าของต้องออกไปยืนคอยข้างนอก แต่ Benjamin Henry ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการหนังสือ ฝึกงานมาตั้งแต่เด็กในร้านของพ่อ คือ Benjamin Harris Blackwell ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2389 ความรักและเข้าใจในเรื่องของหนังสือจึงทำให้ร้านของครอบครัว Blackwell ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

 

 

มาถึงรุ่นหลาน Basil Blackwell เป็นคนแรกของตระกูลที่มีโอกาสเรียนหนังสือถึงขั้นอุดมศึกษา จากทุนของ Merton College, Oxford University ใกล้บ้าน และมีความภาคภูมิใจในกำเนิดของตนเองที่ชั้นบนของ Blackwell’s ร้านแรก ท่ามกลางกองหนังสือและต้นฉบับ กรุ่นกลิ่นหมึก ปกหนัง ฝุ่นหนังสือ จนคุ้นเคยมาตลอดชีวิต และรักษาธรรมเนียมจากรุ่นพ่อที่ไม่เคยขัดจังหวะลูกค้าขณะพลิกอ่านหนังสือในร้าน

 

 

ความหลงใหลในหนังสือของ Basil Blackwell คือการอนุรักษ์และจัดพิมพ์ผลงานอมตะของนักประพันธ์ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ อย่าง Shakespeare และ Chaucer และสะท้อนออกมาในคุณภาพของการเป็นแหล่งรวมหนังสือวิชาการชั้นนำของ UK แห่งหนึ่งและมาตรฐานความรู้ของพนักงานในร้านทั้ง 40 กว่าสาขาที่สามารถให้ข้อมูลและคำแนะนำเชิงลึกแก่ลูกค้าเสมอ

 

 

 

Foyles ร้านเก่าแก่ของลอนดอนที่มาจากกิจการในครอบครัว มีสาขาเพียงหยิบมือ Bristol สาขาแรกนอกลอนดอนเกิดขึ้นเอาเมื่อ 70 ปีให้หลัง และอีกสี่สาขาที่ตามมามีอายุมากสุดแค่หกปี ถูกจัดให้เป็นร้านหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นตำนานของโลกจนทุกวันนี้

 

กำเนิดของ Foyles นั้นก็ไม่เหมือนใคร

เมื่อสองพี่น้อง William & Gilbert Foyles พลาดการสอบเข้ารับราชการ จึงประกาศขายตำราที่ใช้เตรียมสอบเพื่อเก็บเกี่ยวทุนคืน ปรากฏว่าได้รับความสนใจล้นหลาม ทั้งคู่จึงเริ่มหาตำรามาจำหน่ายเพิ่มเติม เกิดเป็นกิจการ Foyles เมื่อ พ.ศ. 2446 มียอดขายปีแรก 10 ปอนด์

 

เมื่อเข้าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Gilbert ไปประจำการรบที่ Flanders เหลือแต่ William ดูแลร้าน ยุคนั้นมีแต่รถส่งหนังสือ Foyles วิ่งไปมาจนเป็นภาพคุ้นตาของคนลอนดอน

 

20 กว่าปีหลังร้านเปิด ยอดขายพุ่งถึงแปดแสนเล่ม ผ่านร้านและสิ่งที่ Foyles สร้างขึ้นก่อนใคร คือการสั่งซื้อจากแคตาลอกทางไปรษณีย์ เป็นชื่อเสียงของร้านอยู่ทุกวันนี้ว่าหากเป็นหนังสือหายากที่ใครไม่มี ให้มาที่ Foyles

 

พอถึงยุค 30s ที่ Hitler เริ่มเผาหนังสือทิ้ง William รีบส่งโทรเลขไปถึง The Fuhrer ขอเสนอซื้อหนังสือเหล่านั้นโดยไม่เกี่ยงราคา คำตอบที่กลับมา คือ ไม่มีอะไรจะขายให้ แล้วก็เผาหนังสือกันต่อไป ไม่นานนักเมื่อเข้าสู่ยุค The Blitz เยอรมนีกระหน่ำทิ้งระเบิดกรุงลอนดอน Foyles ก็ต้องเตรียมการป้องกันร้าน William จึงประกาศว่าจะเอาหนังสือ Mein Kampf อัตชีวประวัติของฮิตเลอร์ มาปูหลังคากันระเบิด

 

Foyles คงศักดิ์ศรีแห่งร้านเก่าแก่ไว้พร้อมกับการก้าวไปข้างหน้า ปี พ.ศ. 2551 จึงใช้คำว่า 'Foyles for Books, however you want to read them.' แนะนำตัวสู่ eBook และ eReader สร้างความสำเร็จในยอดขายท่ามกลางตลาดตกต่ำจนได้รับเลือกเป็นร้านหนังสือแห่งปีใน พ.ศ. 2553

 

 

Guinness World Record บันทึกไว้ว่า Foyles เป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยความยาวของชั้นหนังสือ 30 ไมล์ และจำนวนปก (titles) ที่วางจำหน่าย Foyles จึงกลายเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต้องแวะเวียนมาดูอีกแห่ง

 

 

Waterstone’s มีอายุเยาว์กว่าใครจากปีเกิด พ.ศ. 2525 มีสาขาเกือบ 300 ในชุมชนทั่ว UK และบางแห่งในยุโรป ความเด่นของ Waterstone’s อาจจะมาจากการหาทำเลบนอาคารเก่าแก่งดงามหรือมีประวัติน่าสนใจ อย่างร้านที่ Piccadilly ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และยังเป็นเจ้าของร้านหนังสือวิชาการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วย

 

การผลิตและการอ่านของคนบริทิชนั้น หากจะยึดเกณฑ์ UNESCO ดูเรื่องการพิมพ์ ก็ต้องย้อนกลับไปถึง พ.ศ. 2077 เมื่อมีการก่อตั้ง Cambridge University Press สำนักพิมพ์เก่าแก่ที่สุดของโลก ที่กลายเป็นร้านหนังสือเก่าแก่ที่สุดใน UK เมื่อ Cambridge Bookshop เปิดใน พ.ศ. 2124

 

แต่ถ้าจะเพ่งไปถึงคนระดับมันสมองของชาติ ตั้งแต่ชั้นราชวงศ์ ผู้นำ นักประพันธ์ต่างวัย หลากพื้นเพผู้สร้างงานเขียน หลายสาขาวรรณคดี จนวันหนึ่งตนเองกลายเป็น Legend ถึงแหล่งที่เดินเตร่ เสวนาและหาหนังสืออ่านอย่างอิ่มเอมสักเล่ม ก็มีเพียงแห่งเดียวที่พิเศษกว่าใคร คือ Hatchards

 

 

แฮทเชิชส์ มีลูกค้าประจำอย่าง Queen Charlotte (พระชายา George III) นายกรัฐมนตรีจากรุ่น Duke of Wellington (ผู้ปราบนโปเลียนใน Battle of Waterloo) สู่ Disraeli และ Gladstone

กวีอังกฤษ ตั้งแต่ Lord Byron, Oscar Wilde และ Rudyard Kipling 

 

 

Hatchards ร้านหนังสือที่เก่าที่สุดของกรุงลอนดอน และรองจาก Cambridge Bookshop เริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ พ.ศ. 2330 ที่ Piccadilly จนถึงบัดนี้ ได้รับ 3 Royal Warrants ตราพระราชทาน ในฐานะผู้ขายหนังสือถวาย Queen Elizabeth II, Duke of Edinburgh และ Prince of Wales

 

 

นักประพันธ์ในสมัยปัจจุบัน ที่รวมถึง Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรี David Attenborough, J.K. Rowling ถือเป็นเกียรติที่มีโอกาสมาแนะนำหนังสือของตนและทำ Book signing เซ็นหนังสือที่ Hatchards และนักประพันธ์บางคนเลือกที่จะทำ Signing ที่ Hatchards เท่านั้น

 

 

Hatchards ไม่เพียงแค่มีทุกอย่างที่ร้านหนังสือปัจจุบันมี รวมทั้งการสมนาคุณราคาพิเศษ แต่สิ่งที่มากกว่าคนอื่นคือ หนังสือหายาก พิเศษ คลาสสิก มีพื้นที่ให้ขึ้นชั้นไว้อย่างสง่างามไม่ต้องเสียเวลาสั่งซื้อ

 

 

จังหวะดีในยามบ่าย อาจจะเจอสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรีสูงวัย กระซิบสนทนาด้วยภาษาสวยงาม สำเนียงคนมีการศึกษาวิพากษ์หนังสือบนชั้น ให้คนที่บังเอิญได้ยินนึกว่าหลงเวลากลับสู่ยุคก่อน

 

การเดินเลือกหนังสือที่ Hatchards จึงไม่เพียงได้อาหารสมองกลับบ้าน แต่ได้แกะรอยอดีตของลอนดอนทั้งคนและบรรยากาศที่เป็นตำนานแห่งโลกหนังสือ และความสุนทรีรื่นรมย์ติดมาอย่างที่ยากจะหาได้จากที่อื่น

 

 

* * * * * * *

Reference:

(1) ASEAN book publishers association report 2010

(2) 136,226 in 2007 General Administration of Press and Publication of the PRC

(3) The Publishers Association UK

WHSmith       Blackwell       Foyles       Waterstones      Hatchards 

เรื่องร้านหนังสือบริทิช น่าจะฟังเพลงจาก British guitarist: John Williams / JS Bach Prelude from lute suite 4 (uploaded by MonteverdiXVI)

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net