วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธรรมชาติคืออำนาจของพระเจ้า


ธรรมชาติคืออำนาจของพระเจ้า

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

เรื่องราวการสร้างมนุษย์ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอานมีบทเรียนและข้อคิดมากมายที่น่าสนใจสำหรับการใช้ชีวิตของมนุษย์

คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าสร้างอาดัมขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์บนหน้าแผ่นดิน พระองค์ได้ประทานคุณสมบัติส่วนหนึ่งแก่มนุษย์ เช่น พระองค์ทรงเห็น พระองค์ทรงได้ยิน มนุษย์จึงถูกสร้างขึ้นมาให้มีตาและมีหู เพื่อการมองเห็นและการได้ยิน เป็นต้น

แต่กระนั้นก็ตาม ความสามารถในการมองเห็นและการได้ยินของมนุษย์ไม่อาจทัดเทียมความสามารถของพระเจ้า แค่เพียงถูกปิดตาหรือมีแสงจ้าส่องเข้าตา มนุษย์ก็ไม่อาจมองเห็น ในขณะที่ความสามารถในการมองเห็นของพระเจ้าไม่อาจมีอะไรไปปิดกั้นได้ พระองค์มองเห็นทุกสิ่งแม้ในที่เร้นลับ

ความสามารถในการได้ยินของมนุษย์ก็เช่นกัน ไม่ต้องไปเปรียบกับความสามารถของพระเจ้าในเรื่องนี้เลย บางครั้งความสามารถในการได้ยินของมนุษย์ไม่อาจสู้สัตว์ได้ด้วยซ้ำไป

ไม่เพียงแต่ความสามารถเท่านั้นที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์ พระองค์ยังได้สอนความรู้ต่างๆให้แก่อาดัมก่อนที่จะส่งเขามาเป็นบรรพบุรุษของมนุษยชาติบนโลกใบนี้ด้วย

เมื่ออาดัมได้รับการสอนความรู้ต่างๆแล้ว พระเจ้าได้บัญชาให้ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในอาณาจักรของพระองค์กราบสยบนบนอบต่ออาดัม นั่นหมายความว่าเมื่ออาดัมถูกส่งมายังโลกใบนี้ หากอาดัมและลูกหลานของเขาต้องการจะทำสิ่งใด ทุกสรรพสิ่งจะต้องให้ความช่วยเหลือและร่วมมือแก่พวกเขา

ด้วยความรู้และความสามารถที่ได้รับมาจากพระเจ้านี้เอง เราจึงได้เห็นลูกหลานของอาดัมหรือมนุษย์ซึ่งเดิมอาศัยอยู่ในถ้ำหรือในกระต็อบสามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยของตนจนกลายเป็นตึกระฟ้านับร้อยชั้นพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ในขณะที่สัตว์อื่นไม่มีวิวัฒนาการในด้านที่อยู่อาศัยเลย

ปัจจุบันแม้แต่น้ำในแม่น้ำลำธารยังยอมให้มนุษยชาติลูกหลานของอาดัมนำมาเก็บกักไว้ในเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและการชลประทานสร้างความกินดีอยู่ดีแก่มนุษย์เรื่อยมา

แต่อนิจจา ความกินดีอยู่ดีจากความรู้ความสามารถและปัจจัยที่เขาได้รับสืบต่อกันมาอย่างยาวนานกลับทำให้ลูกหลานของอาดัมลืมไปว่า ก่อนที่พวกเขาจะถูกส่งมายังโลกนี้ วิญญาณของพวกเขาได้ยืนยันกับพระเจ้าผู้ทรงสร้างเขาไว้ว่า พระองค์คือพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาลืมพระองค์จนถึงกับเอาหิน ดิน หรือปูนมาทำเป็นพระเจ้าและก้มกราบสักการะพระเจ้าจอมปลอมที่พวกเขาสร้างขึ้นมาแทนที่จะเคารพสักการะพระเจ้าที่แท้จริงผู้ทรงสร้างหินสร้างดินและสร้างแม้กระทั่งชีวิตของพวกเขา

ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความทะนงในความรู้ความสามารถที่มีอยู่ มนุษย์บางคนยังแสดงความดูถูกดูแคลนพระเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งที่อำนวยประโยชน์สุขแก่พวกเขาด้วย เมื่อพระเจ้าจอมปลอมไม่สามารถทำอะไรได้ พวกเขาจึงทำบาปกันโดยไม่เกรงกลัวการลงโทษ

แม้กระนั้นก็ตาม ด้วยความรักและความเมตตาต่อลูกหลานของอาดัม พระองค์ได้ทรงผ่อนผันให้แก่พวกเขาในการกลับตัวกลับใจเรื่อยมาเป็นเวลายาวนาน อีกทั้งยังส่งศาสดาต่างๆมาตักเตือนพวกเขาให้ตระหนักถึงการลงโทษอันมหันต์ด้วย

แต่แทนที่จะใช้เวลาที่มีอยู่คิดทบทวนและกลับใจ พวกเขากลับยิ่งทะนงหลงระเริงอยู่ในบาปและหันหลังให้พระเจ้ายิ่งขึ้น วันนี้ไม่มีศาสดามาเตือนพวกเขาอีกแล้ว พระองค์จึงทรงเตือนมนุษยชาติด้วยอำนาจที่พวกเขาเรียกกันว่า “ภัยธรรมชาติ” ในลักษณะต่างๆที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า

มนุษย์ใช้ความรู้ความสามารถตัดไม้ทำลายป่าและระเบิดภูเขาเพื่อเอาหินมาใช้ แต่เมื่อเกิดน้ำป่าหรือแผ่นดินไหว ภัยพิบัติจึงเกิดขึ้นเพื่อเตือนสติมนุษย์ให้รู้ว่า ความรู้ความสามารถของมนุษย์ไม่เพียงพอที่จะยับยั้งหรือต้านทานอำนาจของธรรมชาติได้

มนุษย์มีความรู้ความสามารถในการเอาลมมาใช้ประโยชน์ แต่เมื่อลมแปรสภาพเป็นพายุ มนุษย์ต่างหากที่ต้องตกอยู่ในสภาพยอมจำนนและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

มนุษย์สามารถระเบิดภูเขาเอาหินมาสร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ตามที่ตัวเองต้องการและน้ำก็ให้ความร่วมมือแก่มนุษย์ แต่เมื่อมนุษย์โอหัง น้ำจำนวนมากที่ไหลเชี่ยวกรากจึงได้แสดงพลังสยบความโอหังของมนุษย์เพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้มนุษย์จะมีความรู้ความสามารถสักปานใด แต่พวกเขาก็ไม่มีอำนาจพอที่จะช่วยตัวเอง

ปัจจุบันมนุษย์มีความรู้ต่างๆมากมายหลายสาขาที่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้า แต่น่าเสียดายที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้จักสถานภาพของตัวเอง เขามีอำนาจจากความรู้ความสามารถที่พระเจ้าประทานแก่เขา แต่เขากลับทำเป็นไม่รู้จักพระองค์ เขาเห็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เป็นปรากฏการณ์แห่งอำนาจของพระเจ้าด้วยตาตัวเองแล้ว แต่เขายังคงพูดว่า “ธรรมชาติเอาคืน” เพราะเขายังดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมรับว่าธรรมชาติคืออำนาจของพระเจ้า

โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net