วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จิตวิญญาณความเป็นครูในสังคมไทย


คอลัมน์เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม 2554

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


สยามรัฐออนไลน์รายงานเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมาถึงกรณีที่ทางสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) ตั้งคำถามถึงการดำเนินงานโครงการ “ครูพันธุ์ใหม่” ต่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ ว่ารัฐบาลจะยังสนับสนุนโครงการดังกล่าวอยู่หรือไม่ 

นอกจากนั้นประธาน ส.ค.ศ.ท. ยังแสดงความเห็นต่อโครงการ “ครูคลังสมอง” ที่เป็นโครงการใหม่ของรัฐบาลที่นายวรวัจน์เสนอออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้นว่า

“การมีนโยบายครูคลังสมอง ผมก็อยากจะเตือนว่า อาชีพครูไม่ใช่เอาใครมาสอนก็ได้ เพราะครูต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครูด้วย ไม่ใช่สักแต่มีความรู้อย่างเดียว”

คงเร็วเกินไปที่ผมจะวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบโครงการทั้งสองนี้ แต่คำที่ผมสะดุดใจในประโยคของประธาน ส.ค.ศ.ท. นั้นก็คือคำว่า “จิตวิญญาณความเป็นครู” เนื่องจากเป็นคำที่น่าสนใจมากและช่างฟังดูยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยขุมพลังอันมหาศาล

แต่ผมก็ต้องผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะจากการพยายามสอบค้นทางอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพครู-อาจารย์ในประเทศไทย ผมไม่พบการอธิบายความหมายของคำๆ นี้เลยแม้แต่นิดเดียว

ส่วนมากแล้วเว็บไซต์จำนวนมากมักระบุคุณสมบัติและจรรยาบรรณของครูเท่านั้น ซึ่งก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว เช่นต้องเป็นคนดี มีศีลธรรม ตั้งใจทำงาน สอนให้เต็มเวลา ทำตัวให้เป็นที่รัก ถ่ายทอดความรู้ให้ศิษย์โดยไม่ปิดบัง และมีเมตตาต่อศิษย์ เป็นต้น

ผมคิดว่าทั้งหมดนั้นไม่เห็นจะมีอะไรที่โดดเด่นออกไปจากความเป็นพลเมืองดีสักเท่าไรเลย นอกจากข้อที่เกี่ยวข้องกับการสอนหนังสือ - ซึ่งที่จริงก็จัดเป็นเพียงจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพเท่านั้นเอง หาใช่เรื่องของจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ใดไม่

แต่ในคำบรรยายเรื่อง “วิญญาณของความเป็นครู” ของท่านพุทธทาสภิกขุ ในโอกาสงานอบรมครูของทางราชการ ที่ค่ายธรรมบุตรเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๑๓ มีการอธิบายความหมายของคำๆ นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“เมื่อพูดว่าวิญญาณของความเป็นครู นี้ก็หมายความว่าเจตนารมณ์ของความเป็นครู, เนื้อแท้ หัวใจของความเป็นครู, กล่าวก็คือพูดเรื่องครู ในแง่ที่เกี่ยวกับธรรมะ มีธรรมะก็เป็นครู ไม่มีธรรมะก็ไม่เป็นครู.

ความหมาย (ของการเป็นครู) ที่สูงสุด หรือเป็นวิญญาณเป็น spirit นั้น ไม่พ้นไปจากคำเดิมของคำว่าคุรุ หรือครู คือผู้นำในทางวิญญาณ. แม้เราจะสอนหนังสือเด็ก ก็ขอให้สอนไปในลักษณะที่ว่า ให้วิญญาณของเด็กสว่างไสวแจ่มแจ้งเจริญงอกงามขึ้น”

ขณะที่เปาโล แฟรร์ (Paulo Freire) นักการศึกษาคนสำคัญชาวบราซิล กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ถ้าประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายของสังคมแล้วล่ะก็ ครูทุกๆ คนก็ควรจะเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยไปด้วย

ครูที่ดีย่อมต้องเป็นนักประชาธิปไตย เพราะเมื่อใดก็ตามที่ครูเป็นนักเผด็จการอำนาจนิยม เมื่อนั้น

“เขาก็จะพูดอยู่แต่ฝ่ายเดียว โดยมีนักเรียนเป็นแค่ผู้ฟัง เป็นการพูดจากข้างบนลงมาข้างล่างอย่างแน่ใจว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นเป็นความจริงที่ถูกต้อง... ครูที่นิยมอำนาจคิดแต่จะประเมินนักเรียนอยู่ตลอดเวลา คอยมองว่านักเรียนทำตามที่ครูบอกหรือไม่” (ครูในฐานะผู้ทำงานทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2541)

หน้าที่ของครูในทัศนะของเปาโล แฟรร์จึงไม่เพียงหยุดอยู่แค่การสอนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการพูดคุยกับนักเรียน ทั้งฝ่ายครูและนักเรียนต้องรับฟังซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะสร้างสรรค์ความรู้ชนิดใหม่ๆ ขึ้นมาและนำพาสังคมไปสู่เสรีภาพทางความคิด หลุดพ้นจากการครอบงำของอคติต่างๆ อย่างสมบูรณ์

แต่เท่าที่ผมเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต แนวคิดของท่านพุทธทาสและเปาโล แฟรร์ไม่เคยมีอยู่ในสารบบของการศึกษาไทยมาก่อนเลย เพราะครูบาอาจารย์ของไทยแทบจะเกือบทั้งหมด ล้วนแล้วแต่อยู่ในสถานะเป็นเพียงข้าราชการ ที่ทำตามคำสั่งเบื้องบนไปวันๆ โดยมีครูจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะกล้าตั้งคำถามกับนโยบายหรือตำราเรียนต่างๆ ที่ใช้อยู่ถึงความถูกต้องและเหมาะสม

ยิ่งมาเผชิญกับการบริหารงานการศึกษาแบบรวบอำนาจในลักษณะเดียวกับระบอบอาณานิคมด้วยแล้ว ครูจึงถูกกระทำให้กลายเป็นผู้ที่สยบยอมเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง และกลายเป็นบุคคลผู้ตกอยู่ในความหวาดกลัว ก็ถ้าครูเองกลัวเสียแล้วตั้งแต่ต้น ครูจะไปสอนให้เด็กๆ รู้จักกับเสรีภาพได้อย่างไรเล่า

ยิ่งแนวคิดแบบอนุรักษนิยมที่เน้นคติที่ว่า “ครูคือพ่อแม่คนที่สอง หรือครูคือพ่อแม่ของนักเรียน” นั้นยิ่งเป็นวิธีคิดที่ล้าหลังและไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง (ครูบางคนถึงกับเรียกตัวเองว่าอาจารย์แม่) เพราะครูเป็นอาชีพ ในขณะที่การเป็นพ่อแม่นั้นไม่ใช่อาชีพ 

นอกจากนั้น สถานะของพ่อแม่ที่ถูกยกมาสวมให้กับความเป็นครูก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรักความเมตตา แต่มันยังผนวกเอา “อำนาจ” ของความเป็นพ่อแม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตัวครูอย่างผิดที่ผิดทางอีกด้วย

เพราะถ้านักเรียนอยู่ในสถานะลูก ลูกย่อมไม่มีวันโต้เถียงกับพ่อแม่ได้ และลูกย่อมไม่อาจแม้กระทั่งเพียงจะตั้งคำถามกับพ่อแม่ ซึ่งส่งผลให้ “ครู” ผู้อยู่ในสถานะของพ่อแม่ในสังคมไทยจึงดำรงอยู่เหนือการตรวจสอบใดๆ จากนักเรียนโดยสิ้นเชิง

จิตวิญญาณความเป็นพ่อเป็นแม่แบบนี้แหละ ที่ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมครึ่งๆ กลางๆ เป็นประชาธิปไตยแบบสยบยอม และทำให้การศึกษา ที่ควรจะเป็นไปเพื่อเสรีภาพทางความคิดกลับต้องตกอยู่ในกรอบกรงของอำนาจที่แสนจะล้าหลังและป่าเถื่อนมาเป็นเวลานานแสนนานแล้ว



paulo freire

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net