วันที่ พุธ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สวัสดีปีใหม่ ...ไหว้พระเก้าวัด


เป็นปกติธรรมดาที่คนไทยมักจะมีความเชื่อ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะการเริ่มต้นปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่สากล หรือปีใหม่ไทย การได้เข้าวัดทำบุญในเทศกาลดังกล่าวนั้น เชื่อกันว่า จะนำความสุขความเจริญ ความเป็นมงคลมาให้ตลอดทั้งปี

โดยเฉพาะหากสามารถเข้าวัดตามคตินิยมได้จะถือเอานามของวัดเป็นสิ่งช่วยเสริมบุญบารมี ให้มีโชคลาภ ชื่อเสียง และสิริมงคลตลอดทั้งปี ยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่พึ่งจะผ่านมหาอุทกภัยมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ยิ่งทำให้คนไทยเข้าวัดทำบุญกันมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งท้ายเคราะห์ และต้อนรับมงคลที่จะมาเยือนเมื่อก้าวขึ้นศักราชใหม่

ด้วยเหตุที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทำให้เส้นทางที่ใช้ในการเดินทางแสวงบุญวัดในคตินิยมทั้ง 9 วัด อันได้แก่

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร (วัดกัลยา, วัดซำปอกง)
วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร (วัดชนะสงคราม)
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร (วัดระฆัง)
วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดสุทัศน์)
วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง)
ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
ศาลเจ้าพ่อเสือ พระนคร

ค่อนข้างติดขัด แต่หากเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว หลาย ๆ คนยอมที่จะมองข้ามอุปสรรคความแออัดต่าง ๆ เพื่อไปไหว้พระให้ได้เก้าวัดตามความตั้งใจ แต่ส่วนตัวแล้ว การไหว้พระ บูชาพระ ที่วัดไหน ๆ ก็คงไม่ต่างกันนัก แต่หากจะถามว่าแล้วทำไมต้องไปให้ได้เก้าวัด เห็นทีจะต้องตอบว่า เพื่อทดสอบความตั้งใจ และความอดทน (ในขีดที่ตัวเองกำหนด) ว่าจะสามารถทำได้ตามวัตถุประสงค์ของตนเองเอาไว้ได้ตั้งแต่ตนปีหรือไม่

ดังนั้น การไหว้พระเก้าวัดของตนเอง จึงเลือกเอาวัดที่มีผู้คนไม่มากนัก และสะดวกในการเดินทางที่จะสามารถปฏิบัติการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ วันได้อย่างไม่ยาก โดยเริ่มต้นจาก วัดเอี่ยมวรนุช

วัดเอี่ยมวรนุช เป็นวัดที่ระยะหลังมักจะนิยมเข้าไปทำบุญ อาจจะเป็นด้วยจริยวรรตของท่านเจ้าอาวาสที่ดูสำรวมและเป็นกันเอง อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากที่อยู่อาศัยอีกด้วย วัดนี้จึงเป็นวัดแรก ๆ ที่อยู่ในกำหนดการ

แม้นวันนี้จะไม่ใช่วันแรกของปี แต่ก็มีลูกศิษย์ลูกหา ชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาเข้ามาทำบุญกันอย่างมากมาย จนต้องต่อคิวกันเลยทีเดียว

ออกจากวัดเอี่ยมวรนุช ก็ไปตามความประสงค์ของผู้ร่วมเดินทางไปด้วย เพราะจริง ๆ แล้วก็ร่ำ ๆ จะไปไหว้พระวัดนี้วัดเดียว แต่ถูกลูกสาวถูลู่ถูกังให้เข้าไปไหว้พระด้วยกัน วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร จึงเป็นวัดในลำดับถัดไป

พ่อบอกว่าวัดระฆังนี้ หากมาในวันธรรมดา จะเดินเหินสบายกว่านี้มาก เพราะคนไม่แน่นขนัดเท่ากับวันนี้ กว่าที่เราจะเดินผ่าบรรดาร้านค้าร้านขายปล่อยนกปล่อยปลามาได้ ก็แทบแย่ แถมวันนี้คนมากันมากมาย ทำบุญก็เลยต้องเข้าแถวแจกบัตรคิว (ถังสังฆทานคิว) เป็นรอบกันเลยทีเดียว

เสร็จจากไหว้พระวัดระฆัง พ่อก็ขอตัวกลับบ้านไปนอนตามเจตนาเดิมที่ได้ตั้งไว้และบรรลุแล้ว ส่วนเราก็ตีตั๋วเรือทัวร์บุญไหว้พระสามวัด อันได้แก่ วัดระฆัง วัดอรุณ และวัดกัลยาฯ ในราคา ๓๐ บาท นั่งวนได้จนถึง ๖ โมงเย็น ในขณะที่หากซื้อตั๋วแบบเดียวกัน ที่ท่าช้างจะต้องเสียค่าตั๋วถึง ๑๐๐ บาทเลยทีเดียว นั่นจึงทำให้เรายอมเสียค่าเรือข้ามฟาก ไปกลับ ๖ บาทเพื่อมาเสียแค่ ๓๐ บาท โดยมีวัดอรุณเป็นเป้าหมายถัดไป

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง) เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความสวยงาม และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ยิ่งในวันต้นปีที่ถือเป็นวันเริ่มต้นที่ดีเช่นนี้แล้ว ผู้คนจึงแวะเวียนกันมาทำบุญกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญหล่อพระ การถวายผ้าป่าการศึกษา หรือแม้นแต่การถวายสังฆทาน ที่เราตั้งใจมาทำนี่ก็เช่นกัน

สังฆทานที่วัดอรุณนี้จะแตกต่างจากวัดอื่นตรงที่ ในแต่ละถังสังฆทานจะมีพระประจำวัดเกิดบรรจุอยู่ด้วย หากท่านที่ต้องการจะทำบุญเกิดวันใด ก็สามารถเลือกดูได้จากตัวอักษรที่เขียนระบุไว้บนถังสังฆทานที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ และขอรับบริจาคตามกำลังศรัทธา จึงไม่น่าแปลกใจอะไร หากเราจะเห็นลูกเด็กเล็กแดง หรือบรรดาลูก ๆ พาพ่อแม่มาทำบุญกันในวัดอรุณแห่งนี้

วัดถัดมาตามลำดับของเรือทัวร์ คือ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร (วัดกัลยา, วัดซำปอกง) ซึ่งเป็นวัดใหญ่และมีคติความเชื่อผสมผสานแบบจีน จึงทำให้ชาวไทยเชื้อสายจีนเดินทางมากราบไหว้สักการะบูชาเป็นจำนวนมาก

การจุดธูปจุดเทียนก็เลยดูจะทำให้วิงเวียนกันพอสมควร เพราะถึงแม้นจะเคยมาวัดนี้บ่อยครั้ง แต่ก็ยังจำไม่ได้ถึงลำดับการปักธูป การวางเทียนสีแดงกระจ่างที่ให้แสงไฟสว่างโชติช่วง้เช่นนั้นได้ง่าย ๆ

อีกทั้งที่สะดุดตาอีกประการนั่นคือ หลวงพ่อโต หรือหลวงพ่อซำปอกง ซึ่งเป็นพระประธานองค์ใหญ่ และตุ๊กตาจีนที่ประดับรายรอบวัด ที่ถูกกำหนดให้เป็นเทพเจ้าต่าง ๆ ให้กราบไหว้เป็นสิริมงคลตามความเชื่อกันต่อไป

ออกจากวัดกัลยาฯ เรานั่งเรือทัวร์กลับมาลงที่ท่าน้ำวัดระฆังฯ เพื่อต่อเรือข้ามฟากกลับไปยังฝั่งพระนคร เดินลัดเลาะไปบนถนนพระจันทร์ และมุ่งหน้าไปยัง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

วัดมหาธาตุฯ นี้ถึงแม้นจะอยู่ใกล้ ๆ แค่สนามหลวง และผ่านไปมาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยมีสักครั้งที่จะตั้งใจเข้าไปทำบุญ เนื่องจากวัดนี้ส่วนหนึ่งเป็นสถานที่ศึกษาของบรรดาภิกษุสามเณร รวมถึงเป็นศูนย์กลางของการสอบพระธรรมบาลี ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรก ที่ได้ตั้งใจที่จะเข้าไปทำบุญอย่างจริงจัง จึงขอแนบเรืองประวัติความเป็นมาเอาไว้เพื่อเป็นเกล็ดความรู้และความจำเสียเล็กน้อย

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ นั้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร  เดิมชื่อเรียกกันว่า วัดสลัก ในหนังสือเก่าบางแห่งเรียกว่า วัดฉลัก ก็มีบ้าง วัดชะหลัก ก็มีบ้าง ทั้งสองชื่อหลังนี้คงจะเพี้ยน มาจากชื่อแรกมูลเหตุที่รียกว่า วัดสลัก นั้นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ว่า “จะเป็นเพราะเมื่อแรกสร้างมีของสิ่งใดที่ทำด้วยฝีมือสลักผิดกับที่ทำเกลี้ยง ๆ เป็นสามัญในวัดอื่น คนทั้งหลายจึงเรียกว่า วัดสลัก  มิใช่นามสำหรับวัดแต่เป็นวัดขนาดกลางมิใช่วัดเล็ก ๆ” แต่อีกความเห็นหนึ่งซึ่งเป็นคำเก่าเล่าต่อกันมาว่าวัดนี้แต่ก่อนนั้นมีพระภิกษุ ที่เป็นช่างฝีมือแกะสลักขึ้นชื่ออยู่มาก จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านพากันเรียกชื่อวัดตามเกียรติคุณ ดังกล่าวนั้น ว่า วัดสลัก ไปด้วย

วัดสลัก เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่จะเป็นวัดที่ท่านผู้ใดสร้าง และสร้างในเดือน ปีใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด  เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีย้ายราชธานีมาจากอยุธยาแล้วมาตั้งอยู่ ที่กรุงธนบุรีได้กำหนดพื้นที่สร้างพระนครทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาวัดสลักก็ได้เข้าอยู่ในเขตพระนครด้วยจึงทรงยกฐานะเป็นพระอารามหลวงแต่มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงชื่อวัด

ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรด ให้ย้ายพระนคร มาตั้งทางฝั่งตะวันออก  วัดสลัก  อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง คือ วังหลวงกับพระราชวังบวร    คือ  วังหน้า  โดยเฉพาะพระราชวังบวรฯ นั้นขยายเนื้อที่ทางใต้ลงมากินเนื้อที่วัดสลักเข้าไปด้วย

จึงโปรดให้ทำผาติกรรมเอาเนื้อที่ทางตอนใต้วัดให้แก่วัดเพื่อแลกเอาพื้นที่ตอนเหนือ ของวัดไป (บริเวณวัดสลักเดิมตอนใต้สุดเขตตรงหอระฆังและสระน้ำ ซึ่งเรียกว่าสระทิพยนิภา ปัจจุบันเป็นที่ตั้งตัวอาคารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ขยายมาถึงซอยศิลปากรปัจจุบันนี้) และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้ทรงทำผาติกรรมเอาที่วัดไปดังนี้ สันนิษฐาน กันว่าคงเป็นมูลเหตุให้ทรงสร้างวัดนี้การสร้างวัด เริ่มตั้งแต่ราว ปีเถาะ ในปี  พ.ศ.๒๓๒๖  อันเป็นปีเดียวกับที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่๑  สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามครั้นทรงสร้างสำเร็จก็โปรดขนานนามชื่อไหม่ว่า วัดนิพพานาราม

เหตุที่ทรงเปลี่ยนชื่อวัดสลัก เป็น วัดนิพพานาราม สันนิษฐาน ว่าเดิมทีเดียวจะทรงเปลี่ยน ชื่อวัดสลัก เป็น วัดพระศรีสรรเพชญ เพราะสิ่งก่อสร้าง เช่น  พระมณฑป ได้ทรงถ่ายแบบมณฑปมาจากวัดพระศรีสรรเพชญที่กรุงศรีอยุธยามาสร้าง  เป็นแต่ไม่มีจตุรมุขเท่านั้นและพระประสงค์ที่ทรงสร้างก็เพื่อบรรจุพระอัฐิ  แบบเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญในกรุงศรีอยุธยา คือ บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก(คือพระราชบิดาของพระองค์ซึ่งเป็นต้นพระราชวงศ์จักรี) อันเป็นส่วนของกรมพระราชวังบวรฯ มหาสุรสิงหนาท  (พระอัฐิของสมเด็จปฐมบรมมหาชนกอันเป็นส่วนของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกประดิษฐ์ฐานอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง)

แต่มาติดขัดตรงที่ว่า วัดนี้หาได้อยู่ในพระบรมมหาราชวังดังวัดพระศรีสรรเพชญในกรุงศรีอยุธยาไม่ จึงได้ทรงคิดเปลี่ยนชื่อไปเป็น วัดนิพพานาราม  เพราะด้วยพระอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ดังที่กล่าวไว้แล้ว (พระอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมราชชนกนั้น   สันนิษฐานว่าบรรจุไว้ ตอนล่างของพระเจดีย์ทองในโบสถ์พระธาตุ  ส่วนพระบรมสารีริกธาตุอยู่ด้านบน)

พระมณฑปที่กล่าวถึงนี้  คือ โบสถ์พระธาตุในปัจจุบันนี้ แต่เดิมทำทรงหลังคาเป็นมณฑปโดยเอายอดปราสาทซึ่งเดิมกะจะสร้างในพระราชวังบวรฯ มาสร้าง ครั้นมณฑปนั้นถูกไฟไหม้เมื่อ วันศุกร์  เดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ  ปีระกา  ตรีศก  จุลศักราช ๑๑๖๓ พ.ศ. ๒๓๔๔ เวลายามเศษ เหลือแต่ผนัง เวลาทรงสร้างใหม่  โปรดให้ทำหลังคาจตุรมุข มิให้ทำเครื่องยอดตามเดิม มาแก้โบสถ์พระธาตุ เป็นทรงหลังคาออกมุข  ๒  ด้านเช่นที่เห็น ที่อยู่ในปัจจุบันนี้เข้าใจว่าคงจะมาแก้ไข เมื่อครั้งปฏิสังขรณ์ใหญ่ในรัชการที่ ๓

เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๓๑ ในรัชกาลที่  ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมีพระราชปรารภกับสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้ากรมพระราชวังบวรฯ มหาสุรสิงหนาทเรื่องทำสังคายนาพระไตรปิฎกและทรงพระราชดำริเห็นพ้องต้องกันว่า  วัดนิพพานาราม  สมควรเป็นที่ประชุมในการทำสังคายนา เพราะอยู่ระหว่างวังหลวงกับวังหน้า  สะดวกที่ทั้งสองพระองค์   จะทำการอุปภัมภ์ให้การทำสังคายนาลุล่วงไปโดยเรียบร้อย    สมพระราชศรัทธา  

จึงโปรดให้เปลี่ยนชื่อวัดไหม่เป็น วัดพระศรีสรรเพชญ แม้มิได้อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลสำคัญ ๓ ประการ คือ  

๑. ชื่อวัดนิพพานารามไม่มีแบบแผน  

๒. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวังนั้น ชาวบ้านพากันเรียกว่าวัดพระศรีสรรเพชญตลอดมาเพราะเห็นว่าเป็นวัดที่อยู่ในวังหลวง เหมือนกรุงศรีอยุธยา แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกไม่โปรดให้เรียกเช่นนั้น ด้วยวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้วไม่ได้เก็บพระอัฐิอย่างวัดพระศรีสรรเพชญที่ กรุงศรีอยุธยา

๓. เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของกรมพระราชวังบวรฯ มหาสุรสิงหนาทมาแต่เดิม คือมีพระประสงค์จะให้วัดนี่ชื่อวัดพระศรีสรรเพชญ  

ด้วยเหตุ  ๓  ประการที่กล่าวมานี้ วัดนิพพานาราม จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระศรีสรรเพชญดาราม  หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า วัดพระศรีสรรเพชญ และคงจะเรียกพระประธานในพระอุโบสถซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ว่า พระศรีสรรเพชญ มาแต่ครั้งนั้น  ตามแบบอย่างพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ  ที่ประดิษฐ์ฐานอยู่ในวัดพระศรีสรรเพชญในกรุงศรีอยุธยาโบราณต่างแต่พระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญในกรุงศรีอยุธยาเป็นพระยืนหุ้มทอง

วัดสลักหรือวัดนิพพานารามเปลี่ยนนามเป็นวัดพระศรีสรรเพชญมาได้ประมาณ ๑๕-๑๖ ปี ครั้งถึงปีกุน  พ.ศ.๒๓๔๖  เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคตแล้ว พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ได้โปรดให้เปลี่ยนชื่อวัดพระศรีสรรเพชญ เป็น วัดมหาธาตุ ซึ่งในการเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมหาธาตุครั้งนี้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า “วัดมหาธาตุ ฤๅ ถ้าเรียกเต็มตามแบบว่าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นหลักของพระนครย่อมมีทุกราชธานีในประเทศนี้จำต้องมีในพระนครอมรรัตนโกสินทร์นี้ประการ ๑

พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระมณฑป (คือในโบสถ์พระธาตุ)  เป็นพระศรีรัตนมหาธาตุมีอยู่ในพระอารามแล้วประการ  ๑   เป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชเหมือนวัดมหาธาตุที่กรุงเก่านี่อีกประการ ๑ เพราะสมควรแก่นามว่าวัดมหาธาตุ ยิ่งกว่านามอื่น ด้วยประการฉะนี้ จึงพระราชทานนามว่า “วัดมหาธาตุ”

ต่อมาในรัชกาลที่  ๕  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ตั้งมหาวิทยาลัยการศึกษาของสงฆ์ฝ่ายมหานิกายขึ้น  ในวัดมหาธาตุ เรียกว่ามหาธาตุวิทยาลัย คู่กับ มหามกุฏราชวิทยาลัย ของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายเมื่อ ร.ศ.๑๐๘ (พ.ศ. ๒๔๓๒) โดยมีพระราชปรารภว่า   “จำเดิมแต่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้วมา ได้ทรงทนุบำรุงพุทธศาสนาให้ถาวรเจริญรุ่งเรื่องขึ้นโดยลำดับ แต่พระสัทธรรมในพระบรมพุทธศาสนานี้ ย่อมมีเหตุปัจจัยอาศัยกันแลกัน   เมื่อพระปริยัติสัทธรรมเจริญแพร่หลายอยู่  พระปฏิบัติสัทธรรมจึงจะเจริญไพบูลย์ได้ เมื่อพระปฏิบัติสัทธรรมไพบูลย์อยู่   พระปริยัติสัทธรรมย่อมเป็นรากเหง้าเค้ามูลแห่งพระพุทธ ศาสนา พระศาสนาจะดำรงอยู่   และ เจริญก็ด้วยพระปริยัติสัทธรรม 

การที่จะบำรุงพระปริยัติสัทธรรม อันเป็นรากเง้าของพระพุทธศาสนาให้ไพศาลยิ่งขึ้น ก็ย่อมอาศัยการบำรุงให้มีผู้เล่าเรียนแลที่เรียนให้สะดวกยิ่งขึ้น  การเล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรมที่เป็นไปอยู่เวลานี้ ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการบำรุงทั่วทุกพระอาราม แต่ยังหาเป็นอันนับบริบูรณ์แท้ไม่ เพราะเป็นแต่สถานที่เล่าเรียนในชั้นต้น  

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งวิทยาลัยที่เล่าเรียนพระไตรปิฎก และวิชาชั้นสูงขึ้นขึ้นไว้   ๒  สถาน สถานที่หนึ่ง เป็นที่เล่าเรียนของของสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ได้ตั้งไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหารพระอารามหลวง พระราชทานนามว่ามหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมชนกนารถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกสถานหนึ่งเป็นที่เล่าเรียนของสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้ตั้งไว้ที่ วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงมีนามว่า มหาธาตุวิทยาลัย  ได้เปิดการเล่าเรียนแต่วันที่  ๘  พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก  ๑๐๘  สืบมา”

ครั้นปีมะเมีย   พ.ศ.๒๔๓๗ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมกุฎราชกุมารทรงสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบริจาคพระราชทรัพย์อันเป็นส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ อุทิศพระราชทานให้ปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุจนสำเร็จ แล้วโปรดให้เพิ่มสร้อยต่อชื่อวัดเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์นั้นว่า “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์”

เมื่ออ่านประวัติและวัตถุประสงค์การสร้างวัดแล้ว จึงหายสงสัยว่าเหตุใด วัดมหาธาตุ จึงเป็นศูนย์รวมของการศึกษาด้านปริยัติธรรม และการเรียนการสอนธรรมะทั้งมวล อีกทั้งเมื่อเดินสำรวจภายใน แล้วต้องบอกว่า วัดมหาธาตุนี้ สวยไม่แพ้วัดใด ๆ เลยทีเดียว หลังจากเดินออกจากวัดมหาธาตุฯ เราก็มุ่งหน้าต่อไปยังวัดที่คุ้นเคย "วัดอินทรวิหาร" คือลำดับถัดไป

วัดอินทรวิหาร วันนี้ดูมีภูมิทัศน์สวยงามแปลกตา เหตุด้วยมีการตกแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้นเพื่อฉลองพิธีรับพัดยศที่ผ่านมา และฉลองวันเกิดท่านเจ้าอาวาสในวันนี้ ถึงขนาดที่ว่า ลูกสาวเจ้าอาวาสลงทุนมาทอดกล้วยแขกแจกเป็นทานกันเลยทีเดียว

นั่นจึงทำให้เต้นท์ถวายเครื่องสังฆทานเดิมถูกย้ายจากด้านข้างพระอุโบสถไปยังบริเวณหน้าบ่อน้ำมนต์สมเด็จพระพุทธาจารย์โต บรรยากาศภายในวัดยังคงคึกคักเหมือนเดิม ผู้คนหลั่งไหลกันมาทำบุญทำทานกันมิได้ขาด มีทั้งผ้าป่า สร้างวัด สร้างโบสถ บำรุงวัด หากจำไม่ผิดก็เห็นกันมาตั้งแต่เล็กจนโต จวบจนป่านนี้ยังคงสร้างและบำรุงกันไม่ครบถ้วน นัยว่าจะสร้างไปซ่อมไปจนไม่แล้วเสร็จ

เดินทะลุวัดอินทร์ออกมาด้านถนนสามเสน เดินไปไม่ไกลนักก็มีทางเข้าวัดนรนาถสุนทริการาม ซึ่งเป็นวัดเล็ก ตั้งอยู่ก่อนถึงตลาดเทเวศน์ย่านเดียวกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ แวะเวียนมาเที่ยวกันไม่ขาดสาย

วัดนรนาถนี้เป็นวัดราฏษร์สร้างถวายให้อยู่ในความดูของหลวง (สมัยต้นรัชกาลที่ 5 พระยาโชฎีกราชเศรษฐี (เถียน โชติกเสถียร) ครั้งยังเป็นพระยานรนาถภักดี กับคุณหญิงสุ่น (ภรรยา) ได้มีจิตศรัทธาสละทรัพย์ทำการปฏิสังขรณ์วัด ที่แทบจะเรียกว่าสร้างถวายใหม่) ปัจจุบันจึงเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ภายในพระอุโบสถของวัดนี้ไม่มีภาพพระพุทธประวัติหรือภาพจิตรกรรมใด ๆ มีตกแต่งไว้เพียงหินดินดานสีดำ และภาพบรรดาเทือกเถาย์เหล่าก่อ ของท่านผู้สร้างวัดถวายไว้รายรอบ สร้างบรรยากาศแห่งความสงบไว้ได้อีกแบบหนึ่ง

เมื่อไปถึงกุฏีท่านเจ้าอาวาสท่านก็โอภาปราศรัยด้วยความเป็นกันเอง ภายหลังถวายเครื่องปัจจัยต่าง ๆ แล้ว ก็ขอตัวท่านเพื่อเดินทางต่อไปยังวัดต่อไป ซึ่งอยู่ห่างกันเพียงข้ามคลองผดุงกรุงเกษมเท่านั้น นั่นคือ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

เดินลัดเลาะเข้าไปกราบพระประธานประจำพระอุโบสถ หรือ พระพุทธเทวราชปฏิมากร ภายในโบสถพร้อมทั้งถวายผ้าไตรจีวร ที่ทางวัดมีตระเตรียมเอาไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย จึงเดินกลับออกมายัง ศาลาจตุรมุข ที่อยู่ด้านหน้า

ศาลาจตุรมุขนี้ เป็นศาลาที่ใช้ในการสักการะบูชา เพราะมีทั้งพระภิกษุสำหรับทำพิธีรับเครื่องสังฆทาน และพระธาตุต่าง ๆ รูปจำลองท่านเจ้าอาวาสเก่า รวมถึงรอยพระพุทธบาทให้ได้สักการะพร้อมสรรพ นอกจากนี้ วัดเทวราชนี้ ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณท์บ้านไม้สักทอง ที่สวยงามและน่าสนใจอีกด้วย

สำเร็จจากการไหว้พระถวายสังฆทานพระจากวัดเทวราชกุญชร วัดสุดท้ายที่เป็นเป้าหมายของการทำบุญในวันนี้นั่นคือ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ซึ่งจริง ๆ แล้วตั้งใจจะไปไหว้พระทำบุญที่วัดนี้หลายครั้งหลายหน แต่ก็พลาดไปได้ทุกครั้ง

ในวันนี้จึงไม่ลืมที่จะติดเครื่องสังฆทานและตั้งใจที่จะไปทำบุญที่วัดนี้ให้ได้ ด้วยวัดชนะสงครามนี้ถือเป็นหนึ่งในวัดในคตินิยมที่จะต้องมากราบไหว้ในวันขึ้นปีใหม่ ทำให้มีผู้คนมากมายเดินทางกันมากราบไหว้ ถวายสังฆทานพระ จนเป็นที่น่าเวียนหัวแทนพระสงฆ์ผู้มีหน้าที่ในการรับสังฆทาน เพราะต้องทำเวลาเพื่อให้ญาตโยมได้ทำบุญถ้วนหน้ากัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ใกล้วัดจะปิดเช่นนี้

หลังจากถวายสังฆทานและกราบพระครบถ้วนทั้งเก้าวัดตามที่ได้ตั้งเจตนาเอาไว้แล้ว ก็ไม่ลืมที่จะเอาบุญมาฝากเพื่อนพ้องน้องพี่ โดยทั่วหน้ากัน ขอให้มีสุขสันต์ในทุก ๆ วัน ทุก ๆ คืน หลับขอให้ได้เงินหมื่น ตื่นขอให้ได้เงินแสน ทุกข์ภัยข้นแค้นอย่าได้มีมาแผ้วพาล

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยโปรดดลบรรดาลให้ทุกท่าน คิดดี ทำดี พูดดี ตลอดปี และตลอดไป เพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิตโดยถ้วนหน้ากัน

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ค่ะ

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net