วันที่ พุธ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปรากฎการณ์ ก้านธูป


         มายเรียกผู้ต้องหา ของสถานีตำรวจนครบาลบางเขน ให้ “ก้านธูป” ซึ่งปัจจุบันเป็นนักศึกษาปี ๑ คณะสังคมสงเคราะห์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปมอบตัวในคดีความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในวันที่ ๑๑ มกราคมนี้  กำลังจะกลายเป็นปรากฎการณ์ร่วมเช่นเดียวกับคดี “อากง”

     นั่นหมายถึงการจุดกระแสเพื่อนำไปสู่การยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

     ทั้งคดีก้านธูป และคดีอากง มีลักษณะพิเศษที่คล้ายคลึงกัน คือมีคนจำนวนไม่น้อย ได้รับข้อมูล ข่าวสาร ในทำนอง “เขาเล่าว่า” หรือรับข้อมูลจากฝ่ายที่สนับสนุนหรือคัดค้านการยกเลิก มาตรา ๑๑๒ สุดขั้ว จนกระทั่งเรื่องราวของมาตรา ๑๑๒ เลยเถิดจากคดีความปกติธรรมดา เป็นการละเมิดสิทธิมนุษชน ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น

      คดีก้านธูป เพิ่งเริ่มต้นกระบวนการสอบสวน ในขณะที่คดีอากง อยู่ระหว่างการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ทั้งสองเรื่องข้อหาเดียวกัน ใช้ถ้อยคำที่มีดีกรีความรุนแรงใกล้เคียงกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด ฉะนั้นจึงไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่มิได้หมายความว่า จะวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงปรากฎการณ์ หรือวิพากษ์คำพิพากษาของศาลในเชิงวิชาการไม่ได้

        แน่นอนว่า กลุ่มคนที่จงรักภักดี หรือมีความคิดแปลกแยกแตกต่างออกไป ก็ย่อมมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น หรือมีปฎิกริยาต่อเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของก้านธูป ที่คนซึ่งติดตามเรื่องราวและข้อความของเธอที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊ค ยังคงโกรธแค้น และต้องการให้สถาบันการศึกษาที่เธอเรียนให้เธอพ้นจากสถานภาพนักศึกษา ซึ่งก็เป็นดุลพินิจของผู้บริหาร

         ประเด็นสำคัญที่ควรพูดถึง และไม่ได้มีการพิจารณากันมากนัก คือการมีอยู่ของมาตรา ๑๑๒ ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในแง่ไหน อย่างไร และหากมีการยกเลิกมาตรา ๑๑๒ สังคมไทยทั้งระบบจะดีขึ้นอย่างไร บรรยากาศในการแสดงความคิดเห็นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

         จะต้องเข้าใจก่อนว่า กฎหมายอาญามาตรา ๓๒๖ อันเป็นแม่บทของความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ให้สิทธิบุคคลธรรมดาทั่วไป สามารถแจ้งความดำเนินคดี หรือฟ้องผู้ที่หมิ่นประมาท ทำให้เขาเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ แต่มาตรา ๑๑๒ ผู้ที่ถูกหมิ่นประมาทไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้กล่าวโทษ หรือโจทก์ที่จะฟ้องคดีใครได้

         แปลว่า สถาบันไม่มีสิทธิปกป้องตัวเองเลยกระนั้นหรือ อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของมาตรา ๑๑๒ ในประการสำคัญ ก็คือเป็นกฎหมายที่เปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งกันโดยง่าย และเมื่อมีการแจ้งความคดีหมิ่นสถาบัน เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น ก็จะปล่อยให้คดีไปสู่ศาล เนื่องจากไม่ต้องการรับผิดชอบในเรื่องที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชน

          ดังนั้น ในห้วงระยะเวลาที่มาตรา ๑๑๒ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง นับตั้งแต่ช่วงปลายอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจำนวนมาก ทั้งนักการเมืองแจ้งความดำเนินคดีกันเอง ทั้งประชาชนและสื่อมวลชน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน โดยไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองที่รอบคอบ ถี่ถ้วน

           ปัญหาอยู่ที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ต้องกำหนดชัดเจนถึงสิทธิของผู้กล่าวโทษ หรือผู้กล่าวหา อีกทั้งพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นด่านแรกของกระบวนการยุติธรรม จะต้องมีความชัดเจนในเรื่อง “เจตนา” ซึงก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาว่า ผู้ต้องหามีเจตนาหมิ่นสถาบันหรือไม่ เช่น การถ่ายทอดถ้อยคำหมิ่นโดยจุดประสงค์เพื่อวิพากษ์ วิจารณ์บุคคลที่หมิ่นสถาบัน เหล่านี้เป็นประเด็นที่จะทำให้มาตรา ๑๑๒ ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ และทำให้การมีอยู่ซึ่งมาตรา ๑๑๒ ยังจำเป็นสำหรับสังคมไทย    

 

โดย jk

 

กลับไปที่ www.oknation.net