วันที่ พุธ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าแคร์ ก็แค่ยุโรป DAY 39 Nice to meet you again,Amsterdam


DAY 39

ณ กลางดึกภายในห้องพักรวมของนักท่องเที่ยวชั้นประหยัดที่ฉันอยู่

“ฟืด ฟาด ฟืด ฟาด” เสียงลมหายใจของเพื่อนร่วมห้องที่นอนอยู่เตียงด้านข้าง ดังเป็นจังหวะ

แต่ความเงียบสงัดนั้น มันทำให้ฉันได้ยินเสียงหายใจแผ่ว ๆ อีกหนึ่งเสียง แทรกเข้ามาคั่นกลางระหว่างฉันและเธอคนนั้น

ภายใต้เปลือกตาที่ยังปิดสนิท บัดนี้สมองของฉันเริ่มเปิดสว่างและครุ่นคิดว่า ก่อนหน้าที่ฉันจะล้มตัวลงนอน มีแค่เพียงเราสองคนในห้องนี้เท่านั้นมิใช่หรือ

“แล้วเสียงหายใจที่ 3 นั้นเป็นของใครกัน” แค่คิดหัวใจของฉันก็เต้นระรัวไม่เป็นระส่ำเสียแล้ว ฉันนอนคิดอยู่ว่า จะปล่อยให้เสียงลมหายใจที่สาม รบกวนหูอยู่เช่นนั้นแล้วข่มใจให้นอนต่อ หรือเพียงแค่ลืมตาหาความจริงว่าเสียงนั้น ๆ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือเพียงแค่ภายใต้จิตของเราเท่านั้น ก็เป็นอันจะสรุปได้ว่าอะไรจะขึ้นต่อไปก็เท่านั้นเองจริงๆ

ฉันค่อย ๆ หรี่ตาขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะต้องเบิกตาโพลงขึ้นในทันที เมื่อภาพต้นตอของเสียงกำลังยืนหันหน้ามา ตรงปลายเตียงของฉัน เขาเป็นชายหนุ่มร่างผอมหน้าขาวซีด ดูอิดโรย

“ไอ้บ้าเอ๊ย...เข้ามาก็ดึก แถมหน้าตาดันเหมือนผีญี่ปุ่นเสียอีก” หัวใจของฉันแทบวายกับการที่ได้เห็นสมาชิกใหม่เพื่อนร่วมห้องหนุ่มแดนปลาดิบ ที่กำลังทำท่าเงอะ ๆ เงิ่น ๆ หาบันไดเพื่อขึ้นเตียงที่อยู่ด้านบนของฉัน

ถึงพ่อหนุ่มนี้จะไม่ใช่ผี แต่ฉันก็ไม่สามารถหยุดอาการตื่นเต้นแล้วปรับตัวให้หลับต่อไปได้อย่างง่ายดายเสียแล้ว

ในเช้าวันต่อมา ฉันจึงดูเหมือนผี เสียเข้าเองจริง ๆ ด้วยเพราะพักผ่อนไม่เต็มที่และต้องตื่นแต่หัววัน

++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฉันจัดการเก็บสัมภาระใส่กระเป๋าเพื่อออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป

หลังจากเสร็จธุระเรื่องการเช็คเอ้าท์ออกจากโฮสเทลเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงสาละวนควานหาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้

วันนี้...เป็นวันเกิดของแม่ ฉันรีบโทรหาแม่ ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการทำรดน้ำผักอยู่ที่บ้านสวนเมืองสิงห์

“แหม...คิดว่าสิงห์บุรี จะอยู่ไกลเกินกว่าจะนึกถึงเสียแล้วนะ” แม่พูดแซวระคนน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจที่ได้ยินเสียงของฉัน

“ต่อให้ไกลขนาดไหน หนูก็ไม่เคยลืมแน่นอนค่ะ” คำตอบที่มอบให้ ฉันคาดว่าน่าจะเป็นของขวัญวันเกิดให้แม่แอบยิ้มได้ไม่มากก็น้อย

เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งผิดพลาดใด ๆ ฉันรีบออกเดินทางมาไปสถานีรถไฟ Gare du nord เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่สายเกินไปสำหรับรถไฟสายปารีส-อัมสเตอร์ดัม

กับเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่เหลืออยู่ที่นั่น ฉันใช้ให้มันหมดไปกับการเดินเล่น จากนั้นจึงได้มายึดมุมเสาเป็นศูนย์บัญชาการในการนั่งรอ แล้วก็รอ แล้วก็รออยู่เช่นนั้น.....

ณ สถานีรถไฟสายหลัก อันเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรที่เดินกันขวักไขว่จอแจ ฉันเริ่มใช้เวลาให้มีประโยชน์มากขึ้น ด้วยการควักเอาข้าวกล่องขึ้นมาซัดกินตรงกลางสถานีรถไฟแบบไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใด ๆ ที่กังวลอยู่คนเดียว เห็นจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานรักษาการณ์ในสถานีแห่งนี้ก็เท่านั้น

ขณะกำลังเคี้ยวอาหารลงกระเพาะ ในใจก็คิดไปว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ตะโกนใส่มาทางฉัน

“หยุดนะ...นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ รีบวางอาวุธแต่โดยดี” อาวุธของฉันก็คือช้อน ไม่ใช่ปืน ถ้าการกินข้าวกล่อง จะทำให้ฉันโดนจับกลางสถานีรถไฟก็ให้มันรู้ไปสิ...ฉันจ้วงอาหารใส่ปากพร้อมพูดคุยกับจินตนาการข้างใน...

พูดถึงเรื่องการรับประทานอาหารในที่สาธารณะ...ตอนนี้ ฉันเริ่มเคยชินและหน้าหนาขึ้นทุกวันเสียแล้ว ก็ใคร ๆ ที่นี่ ก็นั่งกินอาหารกันข้างทางเหมือนกันทั้งนั้น มิหนำซ้ำ หลายคนยังเตรียมน้ำท่ามากินกันเสร็จสรรพอีกด้วย แต่คงยังติดที่เกรงใจกันอยู่บ้าง มิเช่นนั้น คงได้แปรงฟันหลังอาหารกันเห็น ๆ

รถไฟเข้ามาจอดเทียบชานชาลาแล้ว ฉันก็รีบเก็บอาหารการกินแล้วแบกเป้ขึ้นหลัง เพื่อหาที่นั่งต่อไปในรถไฟขบวนนี้ทันที รถไฟมีขนาดยาวเป็นกิโล แถมที่นั่งของฉันดันอยู่ในตู้แรกของขบวนเสียด้วย กว่าจะได้ที่นั่งก็หมดเวลาเดินไปเกือบ 10 นาทีไปแล้ว

รถไฟแล่นออกจากนครปารีส มุ่งหน้าไปด้านทิศเหนือของประเทศ ผ่านเมืองใหญ่ต่าง ๆ ก่อนจะเข้าสู่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ ด้วยระยะเวลากว่า 4 ชั่วโมง ฉันอาลัยอาวรณ์กับประเทศฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อย แต่หากไม่เสียใจเลยสักนิดที่จะได้กลับไปฮอลแลนด์อีกเช่นกัน

++++++++++++++++++++++++++++++++++

แม้จะจากอัมสเตอร์ดัมไปถึง 1 เดือนแล้ว แต่ความทรงจำต่าง ๆ ยังครุกรุ่นอยู่ประหนึ่งว่าเพิ่งจากเมืองนี้ไปแค่ไม่กี่วัน ฉันยังสามารถจำถนนหนทางและเส้นทางเดินของรถไฟฟ้าที่จะมุ่งหน้าไปยังบ้านของเพื่อนซี้ สาวลอร่า ผู้น่ารักของฉันได้ดี

แต่ในยามที่อยากได้แผนที่ของเมืองเพื่อกระชับความมั่นใจความทรงจำ ฉันกลับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ฉันไม่มีแผนที่ของอัมสเตอร์เสียแล้ว ด้วยฝากของใช้ที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ ให้อีริคเพื่อนยาก แบกกลับไปเมืองไทยเสียหมด งานนี้ จึงต้องระลึกชาติเพื่อให้หาทางกลับบ้าน “ลอร่า”ให้จงได้ ส่วนลอร่าเอง ก็ต้องทำงานจึงไม่สามารถมาดูแลฉัน จนกว่าเราจะได้พบกันหลังจากที่เธอเสร็จงานแล้วในคืนนี้

ฉันก้าวขึ้นรถไฟสาย 14 แล้วคอยนั่งมองทางไปเรื่อย ๆ ในใจก็คิดถึงเรื่องการเดินทางต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไปพลาง

บนเส้นทางยุโรปที่ฉันไปเยือนแต่ละประเทศนั้น ฉันได้พบผู้คนมากหน้าและได้ยินภาษาที่แปลกแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นภาษาสเปน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเฟลมมิส และภาษาดัตซ์ ยกเว้น “ภาษาอังกฤษ” ซึ่งเป็นภาษาต่างชาติภาษาเดียวที่ฉันพูดได้ ยิ่งภาษาไทยก็ยิ่งแล้วเข้าไปใหญ่ ไม่ต้องพูดถึง

การเพิ่งจากประเทศฝรั่งเศสมาหยก ๆ และได้ยินแต่ภาษาฝรั่งเศสมาเป็นเวลาพักใหญ่ ๆ แม้ฉันไม่เข้าใจอะไร แต่ก็เริ่มชินหู และเมื่อในเวลาเพียงสั้น ๆ ฉันต้องมาเปลี่ยนเป็นได้ยินเพียงภาษาดัตซ์เท่านั้น หูของฉันก็เริ่มกระดิกไปกระดิกมาเหมือนต้องตั้งหาสัญญาณจูนเครื่องใหม่กันไปเลย

“ก็เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว ฉันไม่ได้ยินเสียงใครพูดภาษาดัตซ์นี่นา...ไม่น่าแปลกใจ ถ้าสมองของฉัน ยังมีแต่คำว่า หวี หวี หวี...ภายในหัวอยู่เช่นนั้น” (หวี คือ oui แปลว่า ใช่ ในภาษาฝรั่งเศส)

++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฉันภูมิใจตัวเองยิ่งนัก ที่สามารถหาทางกลับบ้านลอร่าได้ โดยเฉพาะทางเข้าบ้านซึ่งเป็นตึกที่มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด ฉันพยายามหาภาพวาดฝีมือของเด็กน้อยที่เขียนอยู่บนฝาผนังอาคาร ที่ลอร่าเคยเล่าว่า นั่นคือฝีมือการวาดภาพของเธอเมื่อสมัยที่เธอยังเล็กนัก ไม่น่าเชื่อว่า งานศิลปะของลอร่าในอดีต จะช่วยชีวิตแบ็กแพ็กเกอร์หน้าเซ่ออย่างฉันได้จริง ๆ

คำว่า “เพื่อน” ฉันให้นิยามกับคำนี้ว่า เพื่อนสามารถเป็นได้ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ หรือใด ๆ ที่สามารถทำให้เรารู้สึกดีที่ได้อยู่ด้วย และหากเพื่อนที่เป็นตัวบุคคลนั้นเล่า ก็ใช่ว่าเขาหรือเธอคนนั้น จะต้องเป็นเพศเดียวกัน อายุเท่ากัน หรือเชื้อชาติและภาษาเดียวกันเสียเมื่อไหร่ แต่ตราบใด ที่เรามองตาแล้วเข้าใจ นั่นแหละคือภาษาที่สำคัญที่สุดระหว่างมิตรภาพที่จะเกิดขึ้น

การพบเพื่อนดี ๆ สักคนหนึ่งในโลกใบนี้ จึงไม่ต่างนัก จากการได้ขุดพบเจอเพชรพลอยอันมีค่าก็ว่าได้

การที่ฉันได้พบและเป็นเพื่อนกับ “ลอร่า” จึงถือเป็นเรื่องโชคดีในชีวิตของฉันยิ่งนัก

เพื่อนดี ๆ ฉันว่าบางทีก็มีค่ายิ่งกว่าเพชรพลอยเสียอีก

ทันที่ฉันเปิดประตูอพาร์ทเม้นท์เข้าไป ก็พบว่าลอร่า ได้เตรียมผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า วางไว้บนโต๊ะ พร้อมข้อความเล็ก ๆ น่ารักให้กับฉัน

“ยินดีต้อนรับการกลับมาของเธอ

มันช่างดีเหลือเกินที่จะได้มีเธอกลับมาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง

ฉันได้แต่ตั้งตารอคอยพบกับเธอในคืนนี้

เพื่อที่จะได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางที่ผ่านมาของเธอ แล้วพบกันคืนนี้นะ

ปล.ถ้าเธออยากโทรหาฉัน ก็โทรมาได้ที่เบอร์นี้นะ....ลอร่า”

นี่คือข้อความที่เธอเขียน ซึ่งวางคู่ไว้กับโทรศัพท์ไร้สายที่เธอนำมาตั้งไว้ตรงนั้นอย่างพร้อมสรรพ

ลอร่าและฉัน มีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการเก็บรายละเอียดความรู้สึกของคนที่เรารัก เราสองคนไม่เคยมองข้ามความสำคัญของกันและกัน เราจึงมีความรักและห่วงใยให้กันอยู่ตลอดเวลา

ฉันชอบสนทนากับลอร่าเป็นยิ่งนัก มันไม่ใช่การสนทนาแบบไร้สาระ แต่มันแทบจะเรียกว่ายิ่งคุยก็ยิ่งได้ลับสมองของกันและกัน เพราะเธอเป็นผู้หญิงฉลาด มีความมั่นใจสูง มีความคิดเห็นในทำนองเดียวกับฉันเสียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะความเป็นตัวของตัวเอง อาจเป็นเพราะเธอเติบโตจากสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างไปจากฉัน เธอจึงดูเหมือน“แรง” ได้ในระดับหนึ่ง และหลายครั้ง ฉันก็ต้องอึ้งในคำพูดและความขวานผ่าซากของเธออยู่เช่นกัน แต่สิ่งที่ลอร่าเป็น มันทำให้ฉันต้องหันกลับมามองตัวเองอีกครั้งว่า เออหนอ...ตัวเราเอง ก็คงจะเคยเป็นเช่นนี้กับผู้อื่น เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจความรู้สึกแล้วว่า เวลาโดนใครพูดใส่ด้วยคำพูดหนัก ๆ มันเป็นเรื่องน่าอึ้ง สะอึกและกระอักกระอ่วนขนาดไหน

ฉันเคยแอบขอบใจลอร่าอยู่หลายครั้ง

++++++++++++++++++++++++++++++++++

แล้วลอร่าก็กลับมาถึงบ้านตามเวลาที่คาดไว้ เธอแสดงความยินดีเป็นยิ่งนักกับการกลับมาที่นี่ของฉัน โดยเธอพร่ำพูดอยู่เช่นนั้นจนนับครั้งไม่ถ้วน

ฉันเองก็ดีใจ แถมมีของฝากติดมือมาให้ลอร่า ซึ่งถูกใจเธอเป็นนักหนา แต่ที่น่าประทับใจก็คือเธอเอง ก็ซื้อของเอาไว้ให้ฉันอยู่เช่นกัน มันเป็นกำไลข้อมือที่ทำแบบพื้นเมืองสไตล์ชาวดัตซ์ เป็นอันซาบซึ้งใจกันไปทั้งคู่

ค่ำนี้...เราสนทนากันท่ามกลางแสงเทียนที่เธอจุดจนรอบบ้าน แล้วดื่มไวน์ พร้อมขนมปังแครกเกอร์เป็นกับแกล้ม

เรื่องราวประหนึ่งละครรักน้ำเน่า กึ่งเรื่องผจญภัยของนางเอกจอมแก่นของฉัน ก็พร่างพรูผ่านไวน์แก้วแล้วแก้วเล่า ก่อนเราจะแยกย้ายกันไปเข้านอน

บนเตียงนอนกลางห้องพักที่ลอร่าตระเตรียมเอาไว้นั้น...แม้มันจะไม่พิเศษอะไร แต่ฉันกลับรู้สึกไปเองว่ามันช่างอบอุ่น ปลอดภัยเหมือนเราอยู่ในบ้านของตัวเอง อาจเป็นเพราะฉันเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่ผ่านมา อีกทั้งเรื่องราวบางช่วงบางตอนที่ต้องทำให้ปลายสมองบางส่วนต้องทำงานหนัก สถานที่เล็ก ๆ ตรงนี้และเพื่อนดี ๆ สักคน จึงเหมือนเครื่องเติมเต็มที่ช่วยให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย

นานแค่ไหนแล้ว ที่ฉันไม่ได้พร่างพรูความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดอย่างเช่นในวันนี้ การได้ระบายออกไป ช่วยให้ฉันรู้สึกดีและสมองเบาขึ้นอีกครั้งจริง ๆ

ฉันเดินไปปิดม่านเพื่อไม่ให้แสงลอดเข้าตา ก่อนกลับมาซุกตัวลงบนที่นอนด้วยความรู้สึกที่อบอุ่น

It’s so nice to meet you again too, Laura.

โดย tanthainium

 

กลับไปที่ www.oknation.net