วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อุดมการณ์สองแบบในเพลงชาติและเพลงสรรเสริญฯ


คอลัมน์เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2555
อติภพ ภัทรเดชไพศาล

ความแตกต่างระหว่างเพลงชาติกับเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เห็นได้ชัดเจนมีอยู่สามประการคือ

1) เนื้อเพลงของเพลงชาติเลือกใช้คำง่ายๆ ที่เป็นภาษาสามัญ โดยมีจุดประสงค์ให้ประชาชนในชาติ (ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่มีการศึกษาทั้งสูงและต่ำ) ฟังเข้าใจได้เหมือนๆ กัน ใช้ถ้อยคำตรงๆ ไม่ต้องตีความแปลความกันลึกซึ้ง ขณะที่เพลงสรรเสริญฯ นั้นจงใจเลือกใช้ถ้อยคำที่สวยหรู เป็นภาษาชั้นสูงของผู้มีการศึกษา ปนเปไปด้วยคำบาลีสันสกฤตเป็นจำนวนมาก

2) ในส่วนของการขับร้องเพลง เพลงชาติจะเน้นที่ความเป็นหน่ึงเดียวกัน โดยจะมีทำนองหลักเพียงทำนองเดียว แต่เพลงสรรเสริญฯ นั้น มีการแยกทำนองเสียงร้องประสานต่างๆ ออกมาหลายแนว

3) ทำนองเพลงชาติถูกเขียนขึ้นด้วยท่วงทำนองที่จำง่าย ร้องง่าย (ซึ่งเพลงชาติส่วนใหญ่ทั่วโลกก็เป็นแบบเดียวกันนี้) ผิดกับเพลงสรรเสริญฯ ที่มีท่วงทำนองที่จำยาก ซับซ้อน ยิ่งในช่วงสองวรรคหลังยังมีการเคลื่อนโน้ตขึ้นไปอยู่ในระดับสูงจนยากต่อการขับร้องเป็นอย่างยิ่ง

(ที่จริงผมคิดว่าสำหรับคนเกือบทั้งหมดในสังคมไทย เพลงสรรเสริญฯ ท่อนก่อนจะจบนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะขับร้องออกมาอย่างถูกต้อง) 

ซึ่งสิ่งนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าเพลงสรรเสริญฯ นั้นไม่ได้ถูกออกแบบให้ประชาชนใช้ในการขับร้องมาตั้งแต่ต้น แต่มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ประชาชนยืนเคารพอย่างสงบเสงี่ยมเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราลองสืบค้นประวัติความเป็นมาของเพลงชาติดู จะพบว่าการถือกำเนิดขึ้นของเพลงชาตินั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยเป็นความคิดของทางคณะราษฎรที่ต้องการให้ประชาชนมีเพลงประจำชาติสำหรับระบอบการปกครองแบบใหม่

ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดนี้ย่อมต้องปะทะขัดแย้งกับขั้วอำนาจเก่าแบบกษัตริย์นิยมที่ยึดโยงอยู่กับเพลงสรรเสริญฯ เดิมอย่างแนบแน่น

พระเจนดุริยางค์จึงต้องประสบกับความหนักใจอย่างยิ่งเมื่อสหายของท่านผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มคณะราษฎรมาขอร้องให้ท่านประพันธ์ทำนองเพลงชาติ โดยระบุว่าให้อาศัยทำนองและบุคลิกของเพลงชาติฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ

กรณีนี้ย่อมทำให้พระเจนฯ หนักใจอยู่มากทีเดียว เนื่องด้วยในขณะนั้นแม้ว่าคณะราษฎรจะทำการปฏิวัติสำเร็จ แต่ก็ยังมีขั้วอำนาจเก่าดำรงตำแหน่งสูงๆ อยู่มากและยังคงมีอิทธิพลในทางการเมืองอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะในระบบราชการ ท่านจึงขอให้ทางคณะราษฎรปกปิดชื่อของท่านไว้ ไม่ให้ใครทราบว่าท่านเป็นผู้แต่งเพลงๆ นี้

แต่ผลปรากฏว่ามีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข่าวว่าพระเจนฯ เป็นผู้แต่งเพลงนี้ ซึ่งทำให้ท่านต้องถูกเสนาบดีกระทรวงวัง (เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์) เรียกเข้าไปต่อว่าเป็นการใหญ่ และตวาดถามว่าท่าน “ไปทำอะไรไว้ในเรื่องเพลงชาติ รู้หรือไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินเรายังอยู่” (บันทึกความทรงจำของพระเจนดุริยางค์)

จึงเห็นได้ว่า การปรากฏขึ้นของ เพลงชาติ ในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องของการปะทะกันระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองสองแบบอย่างชัดเจน

เป็นเรื่องน่าสนใจว่าในประเทศต้นแบบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างสหราชอาณาจักรนั้น กลับไม่มีกฎหรือข้อบังคับการใช้เพลงเคารพอย่างเป็นทางการ (เช่นเดียวกับที่ไม่มีรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ)

นั่นคือเพลง God Save the Queen ที่เรามักจะคิดว่าเป็นเพลงชาติของสหราชอาณาจักรนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่

และเพลง God Save the Queen ในปัจจุบันก็มักจะใช้กันอยู่แต่ในทีมกีฬาของชาวอังกฤษเท่านั้น เพราะชาวสก็อตและไอริชก็ล้วนแล้วแต่มีเพลงประจำชาติของตัวเองต่างหากออกไปทั้งสิ้น

ตัวอย่างเช่น ในเทศกาล Commonwealth Games ประจำปี 2553 ที่จัดขึ้นในอินเดียนั้น ทางอังกฤษได้จัดทำประชาพิจารณ์ว่าประชาชนอยากให้เพลงอะไรเป็นเพลงประจำชาติ โดยมีตัวเลือกอยู่สามเพลงคือ 1) God Save the Queen 2) Jerusalem และ 3) Land of Hope and Glory 

ซึ่งผลปรากฏว่าเพลงที่ได้รับการเลือกให้เป็นเพลงประจำชาติของทีมกีฬาในปีนั้นคือเพลง Jerusalem (เป็นเพลงเก่าที่เขียนขึ้นจากบทกวีของ William Blake)

ในแง่นี้ เพลง God Save the Queen ที่อังกฤษจึงไม่ได้อยู่ในสถานะที่สูงส่งหรือเป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์อะไรในปัจจุบันนัก เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้นเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกใช้เพลงอื่นๆ ได้เสมอ

ตรงกันข้ามกับในประเทศไทยที่เพลงสรรเสริญพระบารมีดูจะยิ่งคงความศักดิ์สิทธิ์และแตะต้องไม่ได้มากขึ้นทุกวันๆ จนถึงขนาดที่ว่าการไม่ยืนตรงเคารพ เพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนังนั้นก็อาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ 

ซึ่งการใช้กฎหมายมาตรานี้ก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าอาจส่งผลให้คนธรรมดาๆ ต้องโทษจำคุกได้เป็นเวลานานถึง 20 ปีเลยทีเดียว


พระเจนดุริยางค์


โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net