วันที่ พุธ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"อภิสิทธิ์"ย้อนเพื่อไทยให้เขียนจดหมายหาตัวเอง–ทวงสิทธิ์เยียวยาคดีฆ่าตัดตอน และ 3จว.ใต้


"อภิสิทธิ์"ย้อนเพื่อไทยให้เขียนจดหมายหาตัวเอง–ทวงสิทธิ์เยียวยาคดีฆ่าตัดตอน และ 3จว.ใต้

วันนี้(11 ม.ค.55) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงมติครม.ที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาให้ผู้ชุมนุมทางการเมืองว่า ในหลักการที่มีการเสนอให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยากับผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่กระบวนการปรองดองนั้น ตนคิดว่าหลักคิดโดยภาพรวมมีปัญหา เพราะเมื่อได้ดูในรายละเอียดแล้ว พบว่าขอบเขตหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้จะต้องดูให้ดี ไม่เช่นนั้นจะสร้างความรู้สึกว่าเลือกปฏิบัติ

      “ขณะนี้มีการพูดถึงว่าความขัดแย้งหรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทางการเมืองในปี 2548 แล้วไล่มา เป็นเหตุการณ์การเมือง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การชุมนุมของพันธมิตร นปช. ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า กรณีผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนปี 2548 เช่น พฤษภา 35 ตุลา 16 ตุลา 19 ซึ่งอย่ามองว่าเรื่องนี้จบไปแล้ว เพราะสมัยรัฐบาลที่แล้วยังมีการร้องว่าจะสามารถให้ความชดเชย เยียวยาเพิ่มเติมได้หรือไม่ กรณีที่สองคือเมื่อเกิดความรุนแรงเป็นประเด็นทางการเมืองหรือเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบาย แล้วเกิดปัญหาความขัดแย้งจนมีผู้สูญเสียจนต้องชดเชยเยียวยา ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาว่า กรณีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ถือว่ามีผู้สูญเสีย มีเหยื่อผู้บริสุทธิ์มากมาย จะได้รับด้วยหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ชี้แจงต่อสภาฯ ว่าได้ด้วย แต่ในมติคณะรัฐมนตรีกลับไม่ปรากฏ แล้วยังมีกรณีฆ่าตัดตอนเรื่องยาเสพติด ซึ่งผู้ออกนโยบายในขณะนั้นต่อมายอมรับว่าเป็นการดำเนินการผิดพลาด แล้วคนเหล่านี้จะได้ค่าชดเชยเยียวยาด้วยหรือไม่”

      นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงประเด็นของบรรดาผู้สูญเสีย บาดเจ็บ ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการไปร่วมชุมนุมเพื่อใช้สิทธิทางการเมือง และมีผู้ที่ไปกระทำความผิดและศาลพิพากษาแล้วว่าเป็นผู้ตั้งใจไปทำผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลจะจ่ายค่าชดเชยให้ด้วยนั้น ควรจะต้องดูหลักเกณฑ์ให้ดีก่อน เกรงว่าจะกลายเป็นการเพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นมา

      “เรามีกรณีของบุคคลที่ไปยิงอาร์พีจีที่วัดพระแก้วฯ ตอนยิงอาร์พีจีทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ เราต้องจ่ายให้เขาด้วยใช่หรือไม่ ผมว่าอันนี้ผู้เสียภาษีอากรก็คงทำใจยากมาก ๆ กรณีที่ศาลพิพากษาแล้วว่าเป็นผู้ที่ตั้งใจไปทำผิดกฎหมาย แล้วเอาเงินภาษีอากรไปชดเชยให้กับเขา โดยสรุปแล้วยังต้องให้ผู้ที่จะบริหารเรื่องนี้ไปดูหลักเกณฑ์ให้ดีไม่เช่นนั้นแล้วอาจมีปฏิกิริยาจากกลุ่มคนอื่น ๆ หรือจากผู้เสียภาษีอากรทั้งหลาย แทนที่จะช่วยเรื่องการปรองดอง แต่กลายเป็นเพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นมาอีก แต่ผมคิดว่ากรณีของผู้ที่โดนลูกหลง มาชุมนุมโดยไม่มีเจตนาทำผิดกฎหมาย คนเหล่านี้เมื่อเกิดความสูญเสียแล้วการที่เขาได้รับการเยียวยา ผมคิดว่าเป็นมาตรการที่ปฏิบัติกันในสากล แต่ถ้าจะเหมารวมหมดอันนี้อันตราย เพราะในบางเหตุการณ์ บางกรณีมีคนที่จงใจเข้ามาทำผิดกฎหมายก็มี”

      ต่อด้วยเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากขณะนี้คือข้อเสนอของ คอ.นธ.ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายอภิสิทธิ์เห็นว่า ตนยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องใด แต่เมื่ออยากมีโอกาสปรับปรุงรัฐธรรมนูญเพราะฉบับปี 50 เป็นฉบับที่เกิดในช่วงปฏิวัติรัฐประหาร และเป็นนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภาฯ ว่าจะมีการตั้ง สสร. ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งก็เป็นแนวทางที่รับได้ เพียงแต่ขอดูกระบวนการต่าง ๆ ให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าเป็นการมีส่วนร่วมที่ไม่มีการเอนเอียงทางด้านการเมือง และเป็นการแก้ไขเพื่อให้ระบบดีขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคน หรือกลุ่มบุคคลใด

      “สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดข้อเสนอของ คอ.นธ. ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นว่าไม่เอา สสร. แต่ให้ตั้งคน 30 กว่าขึ้น  ซึ่งให้เหตุผลว่าเร็ว และประหยัดเงิน ซึ่งผมก็ไม่เถียง ถ้าอย่างนั้นให้ผมทำคนเดียวก็ได้ วันเดียวก็เสร็จ ไม่ต้อง 7 วัน ผมก็มีความคิดของผม รัฐธรรมนูญหลายมาตราผมก็อ่านมาในฐานะนักการเมือง ผมก็ทำได้ภายในวันเดียว เร็วกว่าด้วย ใช้คนน้อยกว่าด้วย ไม่ต้องเสียเงินให้ผมด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้คงไม่ใช่ แต่จะต้องตั้งหลักให้ดี สมัยก่อนเวลาที่มีการเรียกร้องการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นจะชัดเจนมาก เช่นเรียกร้องว่านายกฯ มาจากการเลือกตั้ง เรียกร้องว่าเอาประธานสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้งมาเป็นประธานรัฐสภา กรณีอย่างนั้นก็ไม่ต้องไปทำ สสร. หรือมอบหมายคนหนึ่งคนร่างก็ได้ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องเสียเวลา แต่วันนี้ถามคนว่าจะแก้มาตราไหน ยังตอบไม่ตรงกันเลย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ใช่เรื่องทางเทคนิกให้คน 30 คนไปดู มันเป็นเรื่องที่ต้องมีการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม รับฟังความคิดเห็น มีการเลือกตั้งแทนเข้ามาร่าง หรืออาจมีประชามติ เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะแก้ในเรื่องไหนอย่างไร ทำไมเราต้องมาให้สิทธิ์ขาดกับคน 20-30 คนหรือว่าให้สภาฯ ตัดสินโดยลำพัง ก็ควรจะต้องมีการทำกระบวนการที่เรียกว่า สสร. ผมว่าถ้าจะเดินต่อเรื่องนี้อยากให้รัฐบาลเอาให้ชัดไปเลยว่าเดินตามแนว สสร. ไม่ใช่เดินตาม คอ.นธ. และให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกันว่าจะเอา สสร. แบบไหนที่จะให้ประโยชน์สูงสุด”

 นายอภิสิทธิ์ยังแสดงความเป็นห่วงถึง พรก. 4 ฉบับ ที่ครม.อนุมัติไปแล้ว แต่ไม่กลับไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในขณะที่กำลังจะประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ในเร็ววันนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องที่ชัดเจนจำเป็นเร่งด่วน ควรทำคือ กองทุนประกันภัย แม้จะยังไม่เห็นรายละเอียดตัวเงินกองทุน โครงการบริหารจัดการ แต่ในภาพรวมก็เห็นด้วยว่าควรทำเป็น พรก. ได้แน่นอน

      ส่วนเรื่องสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3 แสนล้านก็เป็นเรื่องที่จำเป็น แม้จะมองว่ามีทางเลือกอื่น แต่รัฐบาลอยากให้ ธปท. เป็นผู้ดำเนินการ แต่ก็ถือว่าพอรับได้ เพราะถือว่าเป็นทางเลือกของรัฐบาล

      แต่ พรก. ที่มีปัญหานั้นมี 2 ฉบับ คือพรก.กู้เงิน 3 แสน 5 หมื่นล้าน เพื่อชดเชยเยียวยาเรื่องน้ำท่วม ตนเห็นว่า แผนที่รัฐบาลเปิดเผยออกมานั้น กลับไม่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการกู้เงินจำนวนดังกล่าวโดยทันที เพราะหลายโครงการเป็นแผนการใช้เงินในระยะ 5 ปีขึ้นไปทั้งนั้น เหตุใดจึงต้องทำเป็น พรก. อีกทั้งประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลว่าหลายโครงการที่เกี่ยวกับการชดเชยเยียวยาน้ำท่วมนี้จะนำไปสู่การทุจริตครั้งใหญ่ ในขณะที่หากจัดทำเป็น พรบ. แล้ว สภาฯ จะมีโอกาสตรวจสอบ และเกิดความโปร่งใส

      ส่วน พรก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟู นั้น ทางพรรคฯ มองว่าขัดรัฐธรรมนูญที่จะออกเป็น พรก. เพราะหากไม่มีพรก.ตัวนี้เรื่องการยืมเงินเพื่อการฟื้นฟูน้ำท่วมก็สามารถทำได้ แต่พรก.ฉบับนี้เป็นความพยายามในการโยนภาระของรัฐบาลในเรื่องดอกเบี้ย หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ออกไป เพราะฉะนั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่าจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความต่อไป

      “ผมไม่ได้ขัดข้องนะครับ ทำอย่างไรเรามาช่วยกันหาวิธีการในการชำระหนี้ได้เร็วขึ้น แต่มันไม่จำเป็นต้องออกเป็น พรก. เพราะว่าอย่างไรเสียก็มีหนี้ที่เราจะต้องใช้ ก็คือเป็นพันธบัตรที่กระทรวงการคลังออก แล้วมีคนถือพันธบัตร และต้องจ่ายดอกเบี้ย พันธบัตรจะหมดอายุเดือนกันยา แต่จากวันนี้ถึงกันยา ยังมีอะไรอีกเยอะที่สามารถมาดูกันได้ว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นการมัดมือชกโดยบอกว่าออกเป็น พรก. ใครมาแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่ผมแปลกใจก็คือว่าผมเข้าใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงของ ธปท. นั้น ถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่ากฎหมายนี้เขียนว่าอย่างไร แต่เราพอเห็นสัญญาณดีขึ้นมาหน่อยก็คือการถอยในเรื่องที่จะให้อำนาจครม. สั่ง ธปท. ให้โอนทรัพย์สินมาเพื่อชำระหนี้ ซึ่งอันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก อย่างน้อยถือว่าตรงนั้นถอยไปแล้วก็ดีขึ้น แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดอย่างอื่น”

      ต่อการแถลงข่าวของนายพร้อมพงศ์ ว่าจะทำจดหมายถึงนายอภิสิทธิ์ ต่อกรณี ส.ส.ครรชิต นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่สำหรับเรื่องนี้ตำรวจจะต้องส่งเรื่องไปที่สภาฯ ทั้งตัวนายพร้อมพงศ์ และตน ก็เป็น ส.ส.ในสภา ดังนั้นควรจะไปว่ากันที่สภาดีกว่า อย่าสร้างข่าว เล่นเกมการเมืองเลย

      “ขณะนี้ยังไม่เห็นตัวเรื่องที่ตำรวจทำเรื่องขอตัวมา และทางเจ้าตัวก็ต้องมาพูดคุยกับพรรค ซึ่งยังไม่ได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ แต่โดยปกติเมื่อตำรวจส่งเรื่องมาแล้วก็จะมีการเรียกประชุมส.ส. ของพรรคเพื่อกำหนดท่าทีต่อไป โดยปกติเราก็จะฟังจากเจ้าตัว และหลายกรณีที่ผ่านมาเจ้าตัวก็บอกเองว่าเขาไม่ประสงค์จะใช้เอกสิทธิ์ แล้วเราก็สนองตอบความต้องการของเจ้าตัว แต่ที่แปลกใจคือ คุณพร้อมพงศ์จะทำหนังสือถึงผมเรื่องอะไร หรือจะให้พรรคประชาธิปัตย์ทำหนังสือถึงคุณพร้อมพงศ์บ้างว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันบอกว่าทุกกรณีนั้นห้ามส่งคนไปดำเนินคดี เพราะในอดีตขอทบทวนประวัติศาสตร์นิดนึง ในสภาฯ คุณรังสิมา ถูกฟ้อง เจ้าตัวลุกขึ้นพูดในสภาฯ บอกว่าขอไปสู้คดี ไม่ใช้เอกสิทธิ์ แต่พรรคของคุณพร้อมพงศ์ลงมติเลยบอกว่าเอาไปดำเนินคดีเลย ประชาธิปัตย์ก็ลงมติอย่างนั้น แต่พอกลุ่มของคุณจตุพร ของใครต่อใครมีคดีก่อการร้ายมา เจ้าตัวก็ลุกขึ้นมาขอไปสู้คดีแต่ปรากฏว่าพรรคเขาไม่ยอม ก็แปลกดี ผมว่าน่าจะเขียนจดหมายถามตัวเองมากกว่าว่าสับสนหรือเปล่า”

วันที่ 11/1/2012

ขอบคุณ : http://www.naewna.com/news.asp?ID=295962

โดย กนิษฐ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net