วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชาตินิยม ชาติของใคร? อาการวิตกจริตของสังคมไทยในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


- อาจจะมีคนในโลกนี้อีกตั้งมากมายที่อยากเป็นเพื่อนและอยากมีเพื่อน แต่เขาก็ไม่อาจเป็นเพื่อนกันได้สมใจ มันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างมากั้นขวางพวกเขาไว้ สมัยก่อน เมื่อเวลาที่เราพูดถึงเรื่องนี้ เราพูดกันว่า เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ชนชั้น เป็นเครื่องกีดกั้นไม่ให้คนรู้จักกัน เดี๋ยวนี้มันกลับมีอะไรมากกว่านั้น อะไรบางอย่างซึ่งบางครั้งก็ดูเหมือนว่าเราเองจะตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ

- เพราะเราต่างระแวงกันและกันใช่ไหมคะ

- ก็คงทำนองนั้นแหละ ผมไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่ามีอะไรที่ทำให้คนต้องเพิ่มความระแวงซึ่งกันและกัน

(วิทยากร เชียงกูล, บทสนทนาทางโทรศัพท์ในค่ำคืนแห่งความว้าเหว่ 2514)

ผมเดาความรู้สึกของคุณวิทยากร เชียงกูล ผู้เขียนเรื่องสั้นที่ผมยกบางส่วนมาข้างต้นไม่ถูกจริงๆ ว่าจะเป็นไปในลักษณะไหน เมื่อพบว่าหลังจากสี่สิบปีผ่านไป สังคมไทยกลับเต็มไปด้วยความแปลกแยก ความหวาดระแวง และวิตกจริตมากกว่าเดิมขึ้นอีกหลายร้อยหลายพันเท่าเช่นทุกวันนี้

และที่น่าประหลาดใจไม่น้อยไปกว่ากันก็คือสาเหตุของการแตกแยกนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ คือเป็นเรื่องของ “ความรักชาติ” เป็นเรื่องของ “ชาติ” ที่แต่ละฝ่ายต่างมีนิยามของตนเอง แล้วก็พยายามที่จะทำให้คำว่าชาติของฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย

โดยละเลยที่จะตรวจสอบความเป็นมาของคำๆ นี้อย่างละเอียด ว่าแท้ที่จริงแล้วความเป็น “ชาติ” นั้นเริ่มต้นที่ตรงไหน อย่างไร และเกิดขึ้นมาได้ด้วยสาเหตุอะไร

เพราะแน่นอนว่าอย่างน้อยในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรายังไม่มีประเทศไทย และนั่นย่อมหมายความว่าเรายังไม่มีคำว่า “ชาติไทย” ใช้กันด้วย

การศึกสงครามในสมัยกรุงศรีอยุธยาแบบที่ปรากฏในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์หลายๆ เรื่องที่มักอ้างว่าเป็นการศึกสงครามเพื่อเทิดทูนและรักษาเอกราชของ “ชาติไทย” นั้นจึงเป็นเพียงเรื่องโกหกแหกตากันทั้งสิ้น

(การศึกสงครามในสมัยก่อนมีเพียงสำนึกร่วมของความเป็นคนกลุ่มเดียวกัน โดยไม่เคยมีเส้นแบ่งในเรื่องของเชื้อชาติมาก่อน ดังจะเห็นได้จากการที่ในสมัยหนึ่ง คนอยุธยาก็ยอมรับว่าพระเจ้าบุเรงนองนั้นทรงอยู่ในสถานะของจักรพรรดิราช - ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงความสำนึกและสถานะที่อยู่เหนือจากเส้นแบ่งทางเชื้อชาติโดยสิ้นเชิง)

เพราะตามหลักฐานแล้ว สำนึกของความเป็นชาติแบบในปัจจุบัน เริ่มขึ้นในยุโรป ผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์ ที่หล่อมหลอมให้ผู้คนในสังคมเดียวกันเริ่มมีจิตสำนึกแบบเดียวกัน ซึ่งปรากฏรูปชัดเจนราวๆ ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18

ในสยาม แนวคิดแบบชาตินิยมได้รับการนำเข้ามาโดยชนชั้นนำของสยามในราวๆ ช่วงปี พ.ศ. 2450 ดังนั้นจึงมีลักษณะที่พิเศษไม่เหมือนกับชาตินิยมในยุโรปที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากแนวคิดของประชาชนคนชั้นกลาง

ความแตกต่างอยู่ที่ความเป็น “ชาติ” แบบในยุโรปนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับแนวคิดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ (ซึ่งย่อมหมายรวมไปถึงความเสมอภาค) ความเป็นชาตินิยมของยุโรปจึงเป็นชาตินิยมที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับความเป็นสากลนิยม 

นั่นคือการบอกว่าตนเองมี “ชาติ” นั้น ย่อมหมายถึงการยอมรับนับถือการดำรงอยู่ของ “ชาติ” เพื่อนบ้านอื่นๆ ไปด้วยในขณะเดียวกัน 

ยิ่งเนื้อร้องของเพลงอย่าง L'Internationale ที่ถูกเขียนขึ้นในราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยพวกฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศสนั้นยิ่งเป็นการเน้นย้ำอุดมการณ์นี้อย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด

แต่ชาตินิยมของไทยนั้นเป็นสิ่งที่อาจารย์เบน แอนเดอร์สันเรียกว่า “ชาตินิยมแบบทางการ” เพราะเป็นแนวคิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองในหมู่ประชาชน แต่ถูกปลูกฝังในแนวดิ่งลงมาจากผู้ปกครองเบื้องบน

ชาตินิยมแบบทางการของไทยจึงไม่มีอะไรที่สัมพันธ์กับแนวคิดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยแต่อย่างใด ชาตินิยมของไทยจึงไม่ได้หมายถึงความเป็นสากลนิยม แต่หมายถึงการเชื่อผู้นำ หมายถึงอาการคลั่งชาติ หลงชาติ หลงบรรพบุรุษว่าวิเศษเลิศเลอไม่มีที่ติ และดูถูกดูหมิ่นเพื่อนบ้านรอบๆ ตัวอย่างเต็มไปด้วยอคติ

แนวคิดชาตินิยมแบบไทยๆ จึงสัมพันธ์อยู่กับแนวคิดแบบอนุรักษนิยม และมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนตัวไปสู่การเป็นลัทธิความเชื่อที่มอมเมาผู้คนจำนวนมากให้ลุ่มหลงยินดีอยู่กับอดีต ปฏิเสธที่จะปรับตัวเปลี่ยนแปลงตามกระแสของโลก นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรุนแรง ดังที่เราได้เห็นจากโศกนาฏกรรม 6 ตุลา 19 อย่างน่าสยดสยอง

ชาติไทยและ “ความมั่นคง” ของชาติไทย จึงกลายเป็นสิ่งที่อ่อนไหว “เกินกว่าเหตุ” ในสายตาของสมาชิกลัทธิผู้คลั่งไคล้ จนถึงขนาดทำให้เรื่องบางเรื่อง (ที่ไม่ควรจะเป็นเรื่อง) กลายเป็นปัญหาใหญ่ชนิดคอขาดบาดตาย ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนในบ้านเมืองหวาดระแวงจนถึงกับขาดสติออกปากไล่นักวิชาการผู้หวังดีต่อสถาบันต่างๆ ในประเทศไทยให้อพยพไปอยู่ประเทศอื่น

และถึงกับทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องเสียเวลาเรียนไปหนึ่งปี แล้วมิหนำซ้ำยังตามกัดตามจิกจนกลายเป็นลัทธิพิธีล่าแม่มด

ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงใจ แล้วนั่งลงพูดคุยทำความเข้าใจกันและกันด้วยเหตุด้วยผลแบบผู้มีอารยธรรมเสียที



รวมเรื่องสั้นของวิทยากร เชียงกูล

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net