วันที่ จันทร์ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เล่าเรื่องวันเด็กสัญจร ๒๕๕๕ จากใจ..คนจร



เล่าเรื่องวันเด็กสัญจร จากใจ..คนจร

                ขึ้นต้นปีใหม่ก็มีภาระกิจที่จะต้องทำเพื่อสังคมที่ค่อนข้างจะวุ่นวายเล็กน้อย แต่ปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร หากเพียงแต่เรามีหน้าที่ต้องแก้ไขฝ่าฟันปัญหา มิใช่ต้องมาจมจ่อมกับปัญหา

                ภาระกิจแรกของปีนี้ของผมและเพื่อน ๆ ก็เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ขอละไว้ในฐานะที่ไม่เข้าใจ เพราะบางสิ่งบางอย่างเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจ ถึงเวลาแล้วเราคงจะเข้าใจเอง รู้แต่เพียงว่า มีหน้าที่อย่างเต็มที่ที่จะต้องไปจัดงานวันเด็กที่จังหวัดสระแก้ว จะขออนุญาตไม่เล่าถึงความเป็นมา แต่จะเล่าถึงความเป็นไปกันเลยทีเดียว

                ด้วยเวลาที่กระชั้นชิดที่เรามีเวลาอยู่เพียงอาทิตย์เดียว ที่จะต้องจัดการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการรับหน้าที่เป็นแม่งานในการจัดงานวันเด็กสัญจร ที่โรงเรียนบ้านคลองน้ำใส ตำบลโคกปี่ฆ้อง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว

                ระหว่างนั้นผมได้ขอรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่องานนี้ และชะงักไปช่วงหนึ่ง แล้วก็มาสานต่อกันในอาทิตย์สุดท้าย วันเวลาได้ผ่านไปรวดเร็วด้วยหน้าที่การงานที่ต้องทำปกติ และต้องประสานงานต่าง ๆ จนถึงวันเดินทาง

                เราออกเดินทางกันในนาม “ทัวร์ฉุกละหุก” สำหรับปีขำ ๆ 2555 ที่ว่าเช่นนั้นคือด้วยระยะเวลาอันสั้น และด้วยความที่เราเห็นว่าต้องไปเพื่อเด็ก ๆ ก็เลยฉงนงงงวยกันไป เริ่มต้นจาก

บ่ายวันศุกร์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๕ ผมและแก้ว ต้องไปหาซื้อของเล่นเด็ก ที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็หมดไปพอสมควร ได้ของมาเยอะครับ เพราะเป็นร้านขายส่ง ทั้งรถบังคับ ตุ๊กตา ดินสอ กระเป๋า รวมแล้วมูลค่าร่วม ๗ พันกว่าบาท ได้ของมากพอแล้ว ก็ขับรถมารับสมาชิกของเรา ซึ่งวันนี้เป็นวันทำงาน ได้แก่ พี่อ้อย แอม พี่ยอด แก้ว ที่นิคมฯ ไฮเทค  กว่าเราจะออกจากที่นั่นได้ ก็เกือบ ๖ โมงเย็น     

                ปัญหาของเราก็คือ ของที่เราซื้อมาและของที่คนอื่นนำมาบริจาคนั้น เยอะเกินไปจนไม่มีพื้นที่จะบรรทุกไปได้หมด เราจึงนัดหมายกับพี่รุ้ง ที่คลองหลวง เพื่อฝากของใว้ให้บรรทุกไปในวันรุ่งขึ้น พี่รุ้งก็คือทีมงานอีกทีมหนึ่งที่จะไปร่วมงานกับเราด้วย ต่อจากนั้นเราก็แวะไปที่บริษัท ซิมบอลิกเซอร์วิสมายด์ จำกัด ในคลอง ๓ เพื่อรับเงินบริจาค (๓,๑๐๔.๒๕ บาท)

                กว่าที่เราจะได้เดินทางกันจริง ๆ ก็ ๒ ทุ่มกว่า ๆ เพราะแวะที่บ้านผมด้วย แวะรับพี่ตู่อีกคนที่รออยู่ที่บ้านผม “ฉุกละหุกทัวร์” เดินทางไปทั้งหมด ๒ คันรถ แยกกันไป อีกคันหนึ่งไปจากบางปะกง ซึ่งไปถึงก่อนแน่นอน

                พี่อ้อย แม่ใหญ่ของพวกเรานี่นำทีม “๕๕๕” กันได้อย่างน่าตื่นเต้น เริ่มจาก ให้ผมแวะจอดจะกดตังค์จากตู้ ATM แต่ตรงตู้ที่ผมแวะ พอจอดรถแล้วมันเป็นตู้โบ๋ คือน้ำมันท่วมยังไม่เอาตู้มาใส่คืน เลยกะจะมากดที่หน้าหมู่บ้านผม ปรากฎว่า พี่ท่านลืมเอาบัตรมาอีก ตามด้วยการลืมเอากระเป๋าตังค์มาจากบ้านผม เลยไดเสียเวลากันสักพัก กลับไปเอา

                เราบึ่งรถกันรวดเดียวถึงกบินทร์บุรี ในเวลา ๔ ทุ่มตรง แวะทานข้าวต้มก่อนเข้าพักที่โรงแรม “คันทารี กบินทร์บุรี” อันเป็นโรงแรมที่หรูที่สุดในย่านนั้น แล้วเราจะเดินทางต่อในรุ่งเช้า ที่เราต้องมาพักที่นี่ไม่ใช่ว่าพวกเราจะร่ำรวยเงินทองอะไรนัก แต่เนื่องจากรู้จักกับฝ่ายการตลาดของโรงแรม จึงได้ห้องพักมาตรฐาน ๒ ห้องน้อง ๒ ห้องน้ำ ๑ ห้องนั่งเล่น ๑ ห้องครัว แต่พักกัน ๑๐ คนครับพี่น้อง แบบว่า ต้องแอบ ๆ กันขึ้นไป อายเขา ความจริงปกติเราก็พักตามที่พักที่นับดาวไม่ถ้วน เช่นกางเต้นท์นอน หรือตามบ้านพักต่าง ๆ แต่เราคุ้นเคยกับที่นี่จึงได้มีโอกาสมาพักที่ดี ๆ มีสระว่ายน้ำ สบาย ๆ

                โรงแรมคันทารีกบินทร์บุรี มีไว้รองรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ ที่ชอบตีกอล์ฟ เนื่องจากแถบนี้มีสนามกอล์ฟทั้งบู๊และบุ๋น และใกล้กับวังน้ำเขียว จึงเป็นทำเลที่ดี สมาชิกของเรามี ๑๐ คนนั้น มีชาย ๓ หญิ ง (โสด) ๗ คนด้วยกัน ดังนั้น จึงถูกยึดห้องนอนไปโดยปริยาย ฝ่ายชายจึงได้นอนตามบุญตามกรรม ตามโซฟาบ้าง หน้าทีวีห้องนั่งเล่นบ้าง ทีแรกผมจองห้องครัว เพราะมันใกล้ห้องน้ำ แต่คงจะไม่ไหวกลัวแมลงสาปวิ่งผ่านจมูก “แหม...ห้องพักโครตหรู แต่กูนอนในครัว” เลยตัดสินใจไปนอน “ซอกเตียง”  ที่หลับนอนไม่ใช่ปัญหาของเรา ภาระกิจสำคัญกว่า

                ตื่นเช้ารีบกระเหี้ยนกระหือรือ อาบน้ำ เตรียมตัว ปัญหาชุมชนแออัดเกิดขึ้นทันที คือการแย่งกันเข้าห้องน้ำ หญิง ๗ ชาย ๓ แต่ละคนอาบน้ำกัน “นาน” และ “ช้า” ไม่เท่ากัน กว่าจะเสร็จก็รีบบึ่งรถไปที่โรงเรียนซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกราว ๓๐ กม. พี่รุ้งก็โทรมาตามแล้ว

เช้าวันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๕

                เรามาถึงโรงเรียนบ้านคลองน้ำใส ในเวลาราว ๘ น. เด็ก ๆ เข้าแถวเคารพธงชาติตามปกติ เมื่อเราขนของลงหมด ก็ได้ทักทายครู อาจารย์ ผอ. และพบกับกลุ่มนักศึกษา ม. ราชภัฏจันทร์เกษม มาออกงานวันเด็กและนอนค้างที่โรงเรียนตั้งแต่เมื่อวาน น่ารักมาก ที่ตั้งใจทำเพื่อสังคม

                หลังจากนั้นก็มีการเปิดงาน และทางคณะเราได้รวบรวมเงินที่ได้รับบริจาคหลังจากหักค่าใช้จ่ายมอบให้ทางโรงเรียน ๒๕,๐๒๔ บาท (สองหมื่นห้าพันยี่สิบสี่บาทถ้วน) แล้วเราก็ได้จัดให้มีอาหารเลี้ยงเด็กๆ ด้วย โดยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายอีกจำนวน ๑๐,๕๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นห้าร้อยบาทถ้วน) ซึ่งเป็นค่าก๋วยเตี๋ยว ค่าขนมจีน และค่าขนมหวาน ค่าลูกชิ้น นอกจากนี้ยังมีผู้บริจาค ไอศครีม ส้มตำ มาให้เด็ก ๆ ได้รับประทานฟรีกัน

                หลังจากเปิดงาน ก็มีการแสดงของเด็ก ๆ หลายชุด น่ารัก ๆ ทั้งนั้น ต่อด้วยคณะของเราก็เริ่มเล่นเกมส์บนเวที และคณะของน้อง ๆ นักศึกษาก็เริ่มกิจกรรมเช่นเดียวกัน สำหรับเด็กและนักเรียนราว ๓๕๐ คน ต่างก็สนุกสนานกันไป และเมื่อเที่ยงเราก็ได้เห็นเด็กและผู้ปกครองได้รับประทานอาหารต่าง ๆ ที่เราและทีมงานอื่น ๆ ได้จัดไว้ให้อย่างมีความสุข

                งานนี้มีผู้สนับสนุนหลายทีม รวมถึงทีมของคุณที ทินวัฒน์ ที่เป็นผู้ค้นหาโรงเรียนแห่งนี้ด้วยตนเอง ทีมงานของคุณรุ้งที่กรุณาประสานงานมา ทีมงานของน้องนักศึกษา ม. ราชภัฏจันทร์เกษม ทีมงานอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง จนงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

                แล้วเราก็กลับโรงแรมกันในช่วงบ่าย ๆ หลังจากที่เราทำกิจกรรมนอกสถานที่แล้ว กิจกรรมในสถานที่เราก็มีทำเหมือนกัน

                ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายปี ผมเจอปัญหาหลายอย่าง เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า “ไม่เป็นไร ที่เป็นเช่นนั้นเรามีโอกาสได้ทำบุญ” คือรถผมชนกับรถมอเตอร์ไซค์ และต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเยอะพอควร ต่อจากนั้น ต้น ๆ ปี ก็มีเรื่องวุ่นวายอีกเยอะ แต่แล้ว เราก็มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เป็นความสุขของคนอื่น ๆ ที่ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก นอกจากการ “ให้” และผมไม่เคยลืมเพื่อนร่วมทีม ผู้บริจาค และผู้สนับสนุน หรืออำนวยความสะดวกทุก ๆ ท่าน ทุก ๆ ฝ่าย ผมคิดว่า ท่านเหล่านั้นคงจะได้อานิสงค์ผลบุญในครั้งนี้ไปพร้อม ๆ กัน คงจะมีความสุขและอิ่มเอิบใจในกุศลครั้งนี้  แน่นอนครับ

“ให้ความสุข ย่อมได้ความสุข” นี่คือความหมายของ “ทำดีได้ดี” ในมุมมองของผม

                เราพักกันที่โรงแรมนั้นอีกคืนหนึ่ง แล้วกลับในบ่ายของวันอาทิตย์ด้วยความปลอดภัย มีฝนตกเล็กน้อยแถว ๆ นครนายก แต่ผมต้องกลับมารักษาอาการหวัดต่อ เพราะไม่สบายตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เมื่อมาถึงจึงไปหาหมอ หมอก็อยู่ครับ เลยไม่จำเป็นต้องไปหาปู เดี๋ยวเจอปูชักว่าวอีก ได้ยามา กองหนึ่ง ก็คงจะกินไปจนหมดตามคำสั่งของหมอครับ

                งานต่อไป เจองานยักษ์ครับ เนื่องจากว่า “โรงเรียนวังโคนไผ่” อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ยังสร้างห้องสมุดที่เราเคยระดมทุนไปแล้วไม่เสร็จ เพราะงบไม่พอ เราจึงจะต้องสานต่องานนี้ให้สำเร็จ

                ขอบคุณทุก ๆ สิ่งทุก ๆ อย่างที่ทำให้งานของเราประสบความสำเร็จดังประสงค์

ขอบคุณครับ



 

































 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net