วันที่ พุธ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลาวตั้ง 41 เขตเศรษฐกิจฯดึงทุนนอกสี่หมื่นล้าน


 

สมดี ดวงดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแผนการและการลงทุนของลาว แถลงยืนยันอย่างเป็นทางการว่า การดำเนินแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมแห่งชาติในช่วงนับจากปี 2012 ไปจนถึงปี 2015 นี้รัฐบาลลาวได้วางเป้าหมายที่จะต้องระดมการลงทุนทั้งจากภายในและจากต่างประเทศให้เข้ามาในลาวให้ได้ในมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 127 ล้านล้านกีบหรือกว่า 15,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงจะทำให้การดำเนินงานนั้นสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในแผนการได้อย่างแท้จริง


ซึ่งก็คือการแก้ไขปัญหายากจนของประชาชนลาวให้ได้โดยพื้นฐาน การลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปีให้อยู่ในอัตราเฉลี่ย 45 คนต่อ 1,000 คน การขยายโอกาสทางด้านการศึกษาด้วยการทำให้เด็กได้เรียนจนจบระดับประถมให้ได้ 95% ของจำนวนเด็กในวัยเรียนทั้งหมด การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศหญิงกับเพศชาย การให้บริการทางด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนให้ได้อย่างทั่วถึงในทั่วประเทศ การรักษาสภาพแวดล้อมและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และ การเสริมสร้างการร่วมมือกับนานาชาติเพื่อการพัฒนาลาวในทุกๆด้าน เป็นต้น


แต่อย่างใดก็ตาม สมดี ก็ยอมรับว่ารัฐบาลลาวมีความสามารถในด้านงบประมาณในระดับที่ต่ำอย่างมาก จึงทำให้สามารถที่จะประกอบส่วนได้ไม่เกิน 10% ของเป้าหมายการระดมเงินทุนดังกล่าวเท่านั้น ส่วนที่เหลือหรือไม่ต่ำกว่า 90% นั้นจะต้องขอความช่วยเหลือ กู้ยืมและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประ เทศให้เข้าไปในลาวเป็นด้านหลัก ซึ่งในที่นี้ก็รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าไปในเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่รัฐบาลลาวมีแผนการที่จะก่อตั้งขึ้นให้ได้ถึง 41 เขตในทั่วประเทศด้วย


ทั้งนี้โดยคณะกรรมการเพื่อคุ้มครองเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจเฉพาะแห่งชาติลาว ภายใต้การเป็นประธานของ สมสะหวาด เล้งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลการปฏิบัติแผนการด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลลาวนั้น ได้ประกาศเป้าหมายดังกล่าวอย่างชัดเจนเมื่อเร็วๆนี้ว่า คณะกรรมการฯจะส่งเสริมให้มีการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามแผนการดังกล่าวนับจากปี 2012 นี้เป็นต้นไปเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด


กล่าวสำหรับในช่วง 10 ปีต่อไปนี้ ทางการลาวก็ได้วางเป้าหมายที่จะก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจจำเพาะให้ได้ไม่น้อยกว่า 10 แห่ง ซึ่งก็ทำให้จำเป็นที่จะต้องดึงเอาเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในทั้ง 10 เขตดังกล่าวให้ได้ไม่น้อยกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รวมถึงเงินลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆแต่อย่างใด ซึ่งถ้าหากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ดังกล่าวก็ยังจะสร้างงานให้ประชาชนลาวได้มากกว่า 5 หมื่นคน ทั้งยังจะทำให้รายได้เฉลี่ยของคนลาวที่อยู่ในเขตเหล่านั้นไม่ต่ำกว่า 2,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีอีกด้วย


โดยในปัจจุบันนี้ รัฐบาลลาวได้อนุญาตให้ก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ได้รับการพัฒนาจนสามารถรองรับการลงทุนของเอกชนลาวและต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว 6 แห่งก็คือเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโนในแขวงสะหวันนะเขต เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็นแดนคำที่แขวงหลวงน้ำทา เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำที่แขวงบ่อแก้ว เขตเศรษฐกิจจำเพาะภูเขียวที่แขวงคำม่วน และเขตนิคมอุตสาหกรรมอีก 2 แห่งในเขตนครเวียงจันทน์


ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลลาวยังได้บังคับใช้ดำรัสของนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการก่อตั้งและการคุ้มครองเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจจำเพาะอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยเป้าหมายที่จะก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจจำเพาะขึ้นมาในเขตแขวงต่างๆในลาวให้ได้ไม่น้อยกว่า 10 แห่งภายในปี 2015 ซึ่งรวมถึงการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในเขตที่ต่อเนื่องกับสะพานมิตรภาพข้ามน้ำโขงแห่งที่ 3 ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน กับจังหวัดนครพนมของไทยด้วย


โดยในปัจจุบัน หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษที่แขวงคำม่วน ก็อยู่ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ที่จะถูกกระทบจากโครงการฯ ซึ่งพบว่าจะมีที่ดินทำกินของประชาชนลาวคิดเป็นเนื้อที่รวมประมาณ 1,053 เฮกตาร์ในเขต 9 หมู่บ้านที่จะต้องถูกเวนคืนให้เป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะใช้ชื่อว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษท่าแขกแดนคำที่จะทำให้มีอาณาเขตกว้างกว่า 1 หมื่นเฮกตาร์ด้วย


ส่วนที่จะก่อตั้งเพิ่มขึ้นอีก 9 แห่งใน 10 ปีข้างหน้านี้ ก็มีทั้งที่อยู่ในพื้นที่แขวงเซียงขวาง หัวพัน เซกอง อัตตะปือ พงสาลี และจำปาสัก โดยแต่ละเขตก็จะมีลักษณะเฉพาะขึ้นอยู่กับสภาพทางภูมิศาสตร์และ ธรรมชาติของแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ ซึ่งถ้าหากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ดังกล่าวจริงก็จะทำให้ลาวมีเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจจำเพาะรวมกันถึง 16 แห่งในปี 2021 นั่นเอง


อย่างไรก็ตาม เขตที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดในปัจจุบันก็คือเขตเศรษฐกิจพิเศษสาม เหลี่ยมทองคำที่เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว (ตรงข้ามกับอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ซึ่งเป็นการลง ทุน 100% โดยกลุ่มธุรกิจจากมาเก๊าของจีน ที่มีส่วนอย่างสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างงานให้กับคนลาวในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี


ส่วนเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน ซึ่งถือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของลาวที่ตั้งขึ้นในปี 2003 นั้น แต่จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้คิดเป็นมูลค่ารวมเพียง 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ในขณะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็นแดนคำในแขวงหลวงน้ำทา ซึ่งก็นับเป็นอีกเขตหนึ่งที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ลงทุนทั้ง 100% โดยกลุ่มธุรกิจจากจีนเช่นเดียวกันกับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำนั่นเอง


ยิ่งไปกว่านั้น เขตเศรษฐกิจพิเศษท่าแขกแดนคำดังกล่าวนี้จะมีลักษณะอย่างเดียวกันกับเขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็นแดนคำที่แขวงหลวงน้ำทา และเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำในแขวงบ่อแก้ว ซึ่งก็คือทางการลาวจะอนุญาตให้บริษัทต่างชาติเป็นผู้ลงทุนทั้ง 100% เต็ม โดยที่รัฐบาลลาวนั้นจะได้รับผลตอบแทนเป็นค่าสัมปทาน ค่าเช่าที่ดินระยะยาว ภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมทั้งยังจะเป็นการสร้างงานให้คนลาวในท้องถิ่นและยังจะเพิ่มผลผลิตสินค้าส่งออกไปต่างประเทศได้มากขึ้นอีกด้วย


ส่วนเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่จะก่อตั้งขึ้นในแขวงเวียงจันทน์ เซียงขวาง เซกอง หัวพัน อัตตะปือ พงสาลี สาละวันและจำปาสัก ซึ่งแต่ละเขตก็จะมีลักษณะเฉพาะขึ้นอยู่กับสภาพทางภูมิศาสตร์และธรรมชาติของแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะก่อตั้งขึ้นในแขวงจำปาสักนั้น สำหรับทางการลาวแล้วยังถือว่าเป็นเขตที่จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในเขตภาคใต้ของลาวอย่างยิ่ง


โดย สอนไซ สีพันดอน เจ้าแขวงจำปาสัก (บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ คำไต สีพันดอน อดีตผู้นำสูง สุดของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวและประธานประเทศลาว) ก็ได้ประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อทำให้คนลาวทุกคนในแขวงจำปาสักนั้นหลุดพ้นจากความยากจนให้ได้ภายในปี 2015 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่พรรคประชาชนปฏิวัติลาวได้วางเอาไว้ทุกประการ



ทั้งนี้โดยโครงการขนาดใหญ่หรือ Mega-Project โครงการหนึ่งที่ สอนไซ ได้วาดหวังว่าจะมีส่วนอย่างสำคัญในการทำให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงนั้นก็คือ “เขตเศรษฐกิจพิเศษคอนพะเพ็ง” ซึ่งเป็นน้ำตกในอาณาบริเวณของแม่น้ำโขงที่เรียกว่า “สี่พันดอน” ในเขตเมืองโขง (บ้านเกิดของคำไต) ทั้งก็ยังเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอีกต่างหาก



กล่าวสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษคอนพะเพ็งนี้ จะมีอาณาบริเวณที่กว้างถึง 39,000 เฮกตาร์ (6.25 ไร่เท่ากับ 1 เฮกตาร์) โดยตามแผนการของแขวงจำปาสักนั้นได้มีการจัดแบ่งพื้นที่พัฒนาออกเป็น 5 เขตด้วยกัน กล่าวคือสองเขตแรกที่อยู่โดยรอบน้ำตกคอนพะเพ็งนั้นจะถูกพัฒนาให้เป็นเขตรองรับการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ เช่นโรงแรม รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศและสวนสาธารณะที่จะอยู่ภายในเขตสวนป่าหรืออุทยานแห่งชาติ เป็นต้น



ส่วนเขตที่ 3 นั้นจะพัฒนาเป็นเขตศูนย์การค้าปลอดภาษีและสนามบินสำหรับรองรับทั้งเครื่องบินส่วนตัวและเครื่องบินโดยสาร สำหรับเขตที่ 4 ก็จะเป็นสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานสากล และเขตที่ 5 ก็จะเป็นศูนย์บริการทางธุรกิจอย่างครบวงจร ซึ่งจะมีตลาดการค้าเสรีเป็นส่วนประกอบที่สำคัญด้วย



แน่นอนว่าการที่จะสามารถผลักดันให้โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงได้นั้นย่อมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ซึ่งทางการแขวงจำปาสักและรัฐบาลลาวก็ไม่สามารถที่จะตอบสนองเงินทุนก้อนใหญ่ลงไปในโครงการได้เป็นแน่ แต่นั่นก็หาใช่ปัญหาสำหรับทางการแขวงจำ ปาสักอย่างใดไม่



ทั้งนี้โดยกลุ่มธุรกิจจีนก็คือกลไกสำคัญที่รัฐบาลลาวคาดหวังว่าจะมีส่วนช่วยเหลือในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนี้ได้อย่างมีประสิทธิผล เพราะล่าสุดก็มีรายงานว่า ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกของจีนได้ให้เงินกู้ 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชื่อมต่อระหว่างบ้านหาดกับบ้านนาที่เมืองโขงอันเป็นส่วนหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษคอนพะเพ็งของแขวงจำปาสักอย่างเป็นทางการแล้วในเวลานี้



เขตเศรษฐกิจพิเศษคอนพะเพ็งนี้จะมีลักษณะเดียวกันกับเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันนะเขต ซึ่งอำนาจการบริหารและจัดการยังคงเป็นของทางการลาว โดยในปัจจุบันนี้ ก็ปรากฏว่ามีบริษัทต่างชาติที่ได้รับการอนุมัติให้เข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันนะเขตแล้วจำนวน 28 บริษัทด้วยกัน และยังมีอีกกว่า 10 บริษัทที่ได้แสดงเจตจำนงที่จะเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษฯ แห่งนี้เพิ่มขึ้นทั้งในด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โรงงานประกอบรถยนต์ โรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบิน โรงงานผลิตนาฬิกาจากสวิส และยังมีอีกกว่า 40 บริษัทที่จะเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษฯแห่งนี้ในเร็วๆนี้


ซึ่งถ้าหากว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ย่อมจะทำให้ถ้อยแถลงของ สมสะหวาด ที่มีใจความสำคัญว่า “...รัฐบาลลาววางแผนการที่จะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หลายกว่า 200 โครงการในระยะ 5 ปีต่อหน้า โดยจะต้องดึงดูดเอาการลงทุนจากต่างประเทศให้ได้ถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ...” นั้นสามารถที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงแน่นอน!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน




โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net