วันที่ เสาร์ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิติราษฎร์ - กวีราษฎร์ กับความเคลื่อนไหวที่ปรากฏ


คอลัมน์เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


บทกวีกับการเผยแพร่ความคิดทางการเมืองน่าจะเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว เพียงแต่ขอบเขตของการเผยแพร่นั้นน่าจะเป็นไปอย่างจำกัดด้วยสังคมสมัยก่อนนั้นเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ 

แต่ขณะเดียวกันการเผยแพร่เพลงร้อง (หรือบทกวีนั่นเอง) ผ่านวิธีมุขปาฐะ กลับน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและเห็นผลรวดเร็วกว่า ซึ่งตามประวัติศาสตร์ก็มีร่องรอยการเผยแพร่ความคิดทางการเมืองในลักษณะนี้ให้เห็นอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

ผมเข้าใจว่าในการแต่งฉันท์หรือโคลงสรรเสริญพระเกียรติพระมหากษัตริย์ในสมัยก่อนๆ ไม่น่าจะเป็นงานเขียนที่แพร่หลายไปในวงกว้าง ด้วยข้อจำกัดของสังคมสมัยก่อนที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ (illiterate) ดังนั้นจุดประสงค์ของการประพันธ์งานประเภทนี้จึงเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าที่จะมีความหมายไปใช้ในทางปฏิบัติให้เกิดการสรรเสริญพระเกียรติในหมู่ประชาราษฎรจริงๆ

หรือไม่ก็ใช้เป็นเครื่องแสดงความจงรักภักดีที่กวีมีต่อกษัตริย์ ให้เป็นที่ทราบกันในหมู่ชนชั้นสูง ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือไม่ก็คงเพื่อประโยชน์โภชน์ผลส่วนตัวอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ นอกเหนือไปจากเรื่องของขนบประเพณีแล้ว

โคลงอย่างโองการแช่งน้ำที่ถือเป็นโคลงศักดิ์สิทธิ์นั้นมีไว้เพื่อเป้าหมายทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด และความศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าก็มีวิวัฒนาการของมัน นั่นคือถ้าสังเกตการใช้คำต่างๆ ในโองการแช่งน้ำแล้วจะพบว่า ส่วนมากเป็นการใช้คำไทยโบราณ มีปนเขมรและสันสกฤตแบบถูกๆ ผิดๆ อยู่บ้างในจำนวนน้อยมาก ซึ่งแสดงให้เห็นจุดประสงค์ที่จะให้ผู้ฟังโองการนี้ฟังได้อย่าง “เข้าใจ” และเกิดความหวาดกลัวที่จะกระทำการฝ่าฝืนคำสัตย์ปฏิญาณ (ดู โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ของจิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พ.ศ. 2547)

ความศักดิ์สิทธิ์เริ่มเปลี่ยนผ่านจากความ “เข้าใจ” ไปสู่ความ “ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ” ในเวลาต่อมา ที่เริ่มมีการใช้คำภาษาสันสกฤตยากๆ ในงานประพันธ์ชั้นหลังจากนั้น ซึ่งที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นเหมือนกับเรื่องอื่นๆ นั่นแหละ ที่ความรู้อันศักดิ์สิทธิ์นั้นจะต้องเป็นความลับเท่านั้น และความลับก็คือความรู้ขั้นสูงที่ต้องปกปิด ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความ “เข้าใจ” แต่เกิดขึ้นจากการ “รับรู้” ถึงความศักดิ์สิทธิ์นั้นเองต่างหาก

ความศักดิ์สิทธิ์ของโคลงและฉันท์สรรเสริญพระเกียรติทั้งหลายจึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ “ความเข้าใจ” และไม่จำเป็นต้องฟังรู้เรื่องหรืออ่านออก เพราะมันศักดิ์สิทธิ์โดยตัวของมันเองอยู่แล้วโดยลำพัง ที่จริงยังมีอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากในเรื่องนี้ก็คือ “คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง” นั่นเอง 

เพราะชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ได้มีไว้อ่านให้คนฟัง แต่ว่ามีไว้อ่านให้ช้างฟัง

แต่งานกวีที่เผยแพร่ไปในหมู่ประชาชนทุกลำดับนั้นก็ดำรงอยู่ด้วยเช่นกัน ในสยาม ถ้าเพลงยาวพยากรณ์เป็นงานเขียนในสมัยพระนารายณ์จริง ก็ต้องนับเป็นงานเขียนที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ในหมู่ประชาชนจำนวนมากโดยหวังผลทางการเมืองชิ้นแรกเท่าที่ค้นพบ

(ตรงนี้ขอให้สังเกตว่าฉันทลักษณ์ที่เลือกใช้ในการเผยแพร่อยู่ในรูปของกลอน - ซึ่งเป็นรูปแบบที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่และง่ายต่อการทำความเข้าใจมากกว่าฉันทลักษณ์อย่างฉันท์หรือโคลงมาก)

เพราะเพลงยาวพยากรณ์เป็นงานเขียนที่กระตุ้นเร้าให้ก่อเกิดการปฏิวัติ โดยมุ่งโจมตีไปที่กลุ่มอำนาจเก่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในข้อความที่ว่า :

คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลาย / จะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น / ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม์ / จึงเกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์สิบหกประการ

เพลงยาวนี้จบลงอย่างไร้ทางออก ไม่มีวิธีแก้ปัญหา ราวกับว่าสิ่งที่ทำนายไว้นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นชะตากรรมที่ทุกคนจำต้องเผชิญร่วมกัน :

กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข / แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์ / จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์ / นับวันจะเสื่อมสูญเอย ฯ

ข้อความท้ายเพลงยาวที่ระบุว่า “จบเรื่องพระนารายณ์เป็นเจ้านพบุรีทำนายกรุงแต่เพียงเท่านี้” จึงเป็นเรื่องไม่จริง เพราะพระนารายณ์จะทำนายกรุงที่ตนเองเป็นผู้ปกครองให้เลวร้ายขนาดนี้ไปได้อย่างไร? 

ความเป็นมาของเพลงยาวบทนี้น่าจะเป็นแบบที่นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยวิเคราะห์เอาไว้มากกว่า คือเป็นไปตามที่บันทึกไว้ในคำให้การของชาวกรุงเก่าที่ว่าพระเจ้าเสือเป็นคนแต่ง (ดูการเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ สำนักพิมพ์มติชน)

พระเจ้าเสือน่าจะใช้เพลงยาวนี้ในการปฏิวัติรัฐบาลของพระนารายณ์ร่วมกับพระเพทราชา ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราก็จะเห็นว่าเนื้อหาทั้งหมดของเพลงยาวนี้ไม่ถึงกับไร้ทางออกจากภัยพิบัติโดยสิ้นเชิง และชี้เป็นนัยยะไว้ตั้งแต่แรกๆ ว่าทางรอดทางเดียวก็คือทางที่ต้องกระทำผ่านช่องทางการปฏิวัติของพระเพทราชาเท่านั้น

จากตัวอย่างข้างต้น ผมจึงคิดว่ากวีกับการเมืองไม่เคยแยกออกจากกันมาก่อน เพียงแต่ประเด็นก็คือบทกวีบทหนึ่งๆ จะรับใช้อุดมการณ์แบบไหนเท่านั้นเอง

ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “กวีราษฎร์” ที่จัดการอ่านบทกวีและกิจกรรมอื่นๆ ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ในช่วงวันที่ 15-22 มกราคมนี้เป็นเรื่องน่าสนใจ โดยทางกลุ่มมีการแถลงอย่างชัดเจนว่ารวมตัวและจัดงานนี้ขึ้นเพื่อสนับสนุนแนวทางคณะนิติราษฎร์

นี่คือความเคลื่อนไหวที่ “ปรากฏ” ขึ้นแล้วของกวีผู้มีจิตสำนึกทางการเมืองในโลกปัจจุบัน



กิจกรรม “กลับสู่แสงสว่าง” ของกลุ่มกวีราษฎร์ 15-22 มกราคม 2555

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net