วันที่ อังคาร มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

In London: Animals in War จากขบวนสัตว์สู่สงคราม ถึง War Horse ต้นตำรับ


ความสูญเสียในสงครามที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ มักถูกกล่าวถึงจากแง่มุมของมนุษย์ ทั้งจำนวนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และความเสียหายของบ้านเมือง ทั้งที่เผ่าพันธุ์ชีวิตที่เดินทางสู่สงครามมีเกินกว่านั้นมาก

 

สังคมบริทิชรักและผูกพันกับสัตว์ และให้ความสำคัญกับบทบาทของสัตว์หลากหลายชนิดที่มีส่วนร่วมรบเคียงกันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อย่างเท่าเทียมกับมนุษย์ หรือบางครั้งมากกว่า ด้วยเหตุผลว่าสัตว์เหล่านั้น ‘ไม่มีโอกาสเลือก’

 

 

ภายใต้เกรทบริเทนและประเทศในเครือจักรภพ จึงมีเหรียญกล้าหาญขั้นสูงสุดให้เป็นเกียรติแก่ผู้เสียสละในการศึกสงครามเทียบเท่ากันได้ถึงสองชนิด คือ Victoria Cross สำหรับทหารสองเท้าเช่นมนุษย์ และ Dickin Medal (PDSA Dickin Medal) ที่มอบให้กับสัตว์ ...ทั้งสองเท้าและสี่เท้าที่นับเป็นสหายร่วมรบ

 

Dickin Medal เกิดขึ้นตามชื่อ Maria Dickin ผู้ก่อตั้ง PDSA (People’s Dispensary for Sick Animals) ใน พ.ศ. 2460 เพื่อช่วยเหลือให้คนยากจนแถบ East Ends ฝั่งขวาของกรุงลอนดอน นำสัตว์เจ็บป่วยมารับการรักษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สัตว์ที่ร่วมสังคมของกรุงลอนดอนสมัยนั้นมีทั้งสัตว์เลี้ยงเช่น หมา แมว และสัตว์ที่ใช้ทำงาน อย่างม้า ลา ตามแผงของคนขายผัก ผลไม้ ไปจนถึงถ่านหิน

 

เวลานั้น เป็นช่วงกลางของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่สัตว์จำนวนมากถูกเลือกตามความสามารถและสัญชาตญาณเฉพาะประเภทเข้าสู่สงครามร่วมกับมนุษย์ เช่น ม้า ลา ล่อ หมา แมว นกพิราบ

และกระทั่ง หนอน แมลงที่เรืองแสง ก็ยังถูกนำมาใช้ช่วยส่องดูแผนที่

 

 

ความสง่างามของม้ายามย่างก้าวหรือโจนทะยานอย่างปราดเปรียวยากจะหาสัตว์อื่นเทียบได้ ม้าชั้นดีจึงเป็นพาหนะสำหรับผู้นำบุกแนวรบ ขณะที่ ‘ล่อ’ ซึ่งเป็นสัตว์ผสมของลาตัวผู้และม้าตัวเมียจะมีน้ำอดน้ำทนสู้งานหนักในการขนอาวุธ สัมภาระ และคนเจ็บได้มากกว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น ประมาณว่าม้าแปดล้านตัว ล่อและลาอีกนับไม่ถ้วน ล้มตายไปในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

 

 

หมา ในสงครามก็มีหน้าที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร ความฉลาดเฉลียวและการถูกฝึก ทำให้หมาสามารถช่วยได้ตั้งแต่งานง่ายอย่างการส่งสาร ลาดตระเวน วาง (คาบ) สายโทรเลข ไปจนถึงดมหากับระเบิดและผู้บาดเจ็บ

 

 

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น แม้ว่าม้าจะหมดหน้าที่หลักในการออกสู่แนวรบ แต่บทบาทและหน้าที่ของม้าและสัตว์อื่นก็มิได้ลดน้อยลง เช่น นกพิราบที่ยังมาบินร่วมรบด้วยถึงสองแสนตัว

Maria Dickin ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสัตว์ที่อยู่เคียงข้างมนุษย์ในยามสงคราม ถึงขั้นคิดทำเหรียญพิเศษเพื่อระลึกถึงวีรกรรมเหล่านั้น

 

เหรียญ Dickin Medal มีข้อความสั้นๆ แต่ความหมายยิ่งใหญ่ว่า

For Gallantry สำหรับผู้กล้า

We Also Serve เราร่วมรับใช้ชาติด้วย

ถูกมอบให้นกพิราบ หมา ม้า และแมว รวม 54 ตัวในช่วงสงครามนั้น อย่างเหมาะสมกับความกล้าหาญ ที่ยืนยันได้จากบางตัวอย่าง

 

Rob (War Dog No. 471/332 SAS) หมาพันธุ์ Collie ร่วมโดดร่มกว่า 20 ครั้ง เพื่อใช้จมูก หู ตา ช่วยลาดตระเวนที่อิตาลี

Beauty, Peter, Irma และ Jet ทีมหมากู้ภัย ช่วยค้นหาผู้บาดเจ็บจาก London Blitz ที่ถล่มลอนดอน

Paddy นกพิราบสังกัด Royal Air Force ช่วยสื่อสารระหว่างปฏิบัติการที่ Normandy และ Winkie ที่บินไกลถึง 129 ไมล์ ทั้งที่ปีกชุ่มด้วยน้ำมัน เพื่อส่งข่าวช่วยเหลือเครื่องบินที่ถูกยิงตก   

 

หากนับถึงปัจจุบัน  รายล่าสุดที่ 63 คือ Treo หมา Labrador ที่ร่วมปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน

 

 

ใน พ.ศ. 2547 ปีที่ 90 แห่งการเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อ Animals in War ปรากฏขึ้นใกล้ Hyde Park กรุงลอนดอน เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของมวลหมู่สัตว์ในสงคราม กับอีก 54 ตัวที่รับเหรียญ Dickin Medal จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่เรื่องราวของสัตว์เหล่านั้นได้รับการบันทึกและยกย่องอย่างเป็นทางการ

 

อันที่จริง การยอมรับบทบาทของสัตว์ในสังคมบริทิชเกิดขึ้นมาทุกยุคสมัย ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือหลายเล่ม แต่ที่ถูกนำมาเผยแพร่ในหลายรูปแบบคงเป็นเรื่อง War Horse

 

Michael Morpurgo ผู้ประพันธ์ เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ราว 30 ปีก่อน ณ ผับเล็กๆ ใน Iddesleigh ชนบทของ Devon ประเทศอังกฤษ ที่เกิดบทสนทนากับผู้สูงอายุอดีตทหารผ่านศึก เกี่ยวกับเรื่องม้าๆ ที่เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งพร้อมกัน

 

แม้เรื่องม้าเหล่านั้นจะมาจากมุมมองของ ‘บริทิช’ ด้านเดียว แต่ก็สะท้อนให้เห็นการให้ความสำคัญ ให้เกียรติแก่สัตว์ที่ไม่มีโอกาสเลือก และไม่มีทางป้องกันตัวเอง ม้าซึ่งมีบทบาทเหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่นในช่วงเวลาแห่งการปะทะ จะได้รับการปกป้องให้ได้รับความเจ็บปวดน้อยที่สุดหากตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงชีวิตขณะต่อสู้ เช่นติดอยู่ในแนวลวดหนามบริเวณ No man’s land ที่แยกแยะไม่ได้ว่าเป็นดินแดนของฝ่ายใด

ในแนวรบนั้น หากฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ ทหารสองเท้าที่เป็นมนุษย์ต่างต้องถอดใจรับชะตากรรมของเชลยสงคราม ขณะที่ม้าจะเป็นชีวิตที่มีค่า ได้รับการละเว้นและดูแล ให้พัก ให้อิ่ม ให้อุ่น ไม่ว่าจะเป็นจากทหารบริทิช ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน

 

เรื่อง War Horse เริ่มขึ้นเมื่อสงครามทำให้เกิดการพลัดพรากระหว่างม้าและนายน้อย เด็กชายที่วิ่งเล่นจากเล็กจนโตขึ้นมาด้วยกัน ม้านั้นพร้อมเข้าสู่สงครามได้แล้ว แต่ Albert นายน้อยอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ทั้งที่ทหารร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น ล้วนแล้วแต่เพิ่งพ้นสภาพความเป็นเด็กได้ไม่นาน

 

สิ่งที่ทำให้ War Horse น่าสนใจ เกิดขึ้นจากวิธีดำเนินเรื่องที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของ Joey ม้ารุ่นเยาว์ ที่เห็นสงครามจากต่างมุมมองกับมนุษย์

 

ม้าเมาเรือตลอดการเดินทางสู่สมรภูมิรบ ขณะที่ทหารเด็กเหล่านั้นยังร่าเริงได้บนเรือ เมื่อม้าได้แตะเท้าทั้งสี่ลงบนแผ่นดิน ก็คืนสู่ความเป็นธรรมชาติปกติ ต่างกับมนุษย์ที่ขวัญและกำลังใจเริ่มถดถอยเมื่อเห็นขบวนผู้บาดเจ็บที่ถูกหามมารอขึ้นเรือเที่ยวกลับ  

 

Joey ต่อสู้ในการศึกอย่างกล้าหาญ ในขณะที่ Albert เฝ้ารอเวลาที่จะสมัครเข้าร่วมสงครามเพื่อหวังจะได้พบม้าที่ผูกพันกันอีกครั้ง

 

สิ่งที่น่าเศร้า คือ เมื่อสงครามจบ ม้าที่รอดชีวิตไม่ได้รับโอกาสให้ร่วมเดินทางกลับบ้านได้พร้อมกัน แต่ถูกขายทอดต่อให้พ่อค้าเนื้อในฝรั่งเศส ที่คนบริโภคเนื้อม้ากัน

 

War Horse พิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2525 พลาดรางวัล Whitbread Prize อย่างเฉียดฉิว จากนั้นมาหนังสือก็ไปได้เรื่อยๆ แม้ไม่หวือหวาแต่ก็ไม่เคยขาดหายไปจากร้าน อาจจะเนื่องจากชื่อเสียงของผู้ประพันธ์ที่มีผลงานหนังสือเด็กกว่า 100 เล่ม รวมทั้งการร่วมกับภรรยาก่อตั้งองค์กรการกุศล Farms for City Children ให้เด็ก ‘เมือง’ มีโอกาสได้สัมผัสกับชีวิตชนบท รู้จักการดำเนินชีวิตในท้องทุ่งและการเลี้ยงสัตว์

Morpurgo จึงมีโอกาสเข้าใจ และเข้าถึงจินตนาการของเด็กได้ดี และมีผลงานหนังสือเด็กได้รับรางวัล Children’s Laureate (2003-2005) ด้วย

 

เมื่อ National Theatre ต้องการนำ Handspring Puppet Company ผู้ชำนาญการเล่นหุ่นมาเปิดการแสดง จึงเริ่มมองหาเรื่องราวที่เหมาะสม และมาจบลงที่ War Horse ซึ่งทีมงานใช้เวลาอีกสองปีในการเตรียมการ

 

พ.ศ. 2550 เรื่องราวของ War Horse จึงฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งที่กรุงลอนดอน เกิดเป็นการแสดงที่ผสมผสานรูปแบบของละครเวทีและการเชิดหุ่นเข้าไว้อย่างสมจริงจนได้รับรางวัลหลายสาขา ต่อมายังได้รับการดัดแปลงเป็นเรื่องเล่า (ละครวิทยุ) ทาง BBC Radio 2 ที่นำมาออกอากาศซ้ำในวัน Remembrance Day ที่ 11 เดือน 11 ปี 2011

 

 

War Horse อาจเป็นเพียงเกร็ดย่อยของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จากคำบอกเล่าของทหารผ่านศึกที่ถูกถ่ายทอดมาเป็นหนังสือ เป็นการแสดง หรือกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับชื่อดังไปแล้ว แต่ประเด็นที่น่าสนใจของ War Horse อยู่ตรงเรื่องราวที่สะท้อนความผูกพันลึกซึ้งระหว่างคนและสัตว์ที่เข้าใจได้ง่ายสำหรับเด็ก และทิ้งภาพความเสียสละ มิตรภาพ ความอ่อนโยนในท่ามกลางความโหดร้าย และความรู้สึกที่ดีที่ยากจะเกิดขึ้นได้ในยามสงคราม ไว้เป็นแง่คิดให้ผู้ใหญ่

 

 

และที่สำคัญที่สุด คือเป็นการบันทึกและยกย่องบทบาทอันสำคัญของมวลหมู่สัตว์ที่ร่วมรบเคียงคู่กับมนุษย์มาทุกยุคสมัยไว้ได้อย่างสวยงาม

 

 

* * * * * * * *

 

Reference:

www.pdsa.org.uk

Animals in War 

Warhorse London at National Theatre 

 

 

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net