วันที่ พุธ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สังคมนิยม(ทุน)ในลาววัฒนาถาวร


 

การประกาศแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างๆ ของลาวเมื่อไม่นานมานี้ ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงการส่งต่ออำนาจทางการเมืองจากรุ่นพ่อ-แม่ไปสู่รุ่นลูก-หลานของบรรดาผู้นำคนสำคัญของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวทั้งที่เสียชีวิตไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างชัดเจน ทั้งยังถือเป็นการพยายามที่จะรับประกันว่าสังคมนิยม(ทุน)ภายใต้การผูกขาดอำนาจโดยพรรคประชาชนปฏิวัติลาวแต่เพียงพรรคเดียวนั้นจะต้องมั่นคงสืบต่อไปอย่างวัฒนาถาวรอีกด้วย


กล่าวก็คือในการแต่งตั้งครั้งล่าสุดนี้ได้ปรากฏรายชื่อลูกหลานของผู้นำคนสำคัญของพรรคฯหลายคนที่ได้ก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี เช่น สันติพาบ พมวิหาน (บุตรชายของ ไกสอน พมวิหาน อดีตผู้นำสูงสุดของลาว) ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเงินเพื่อเปิดทางให้ อัดสะพังทอง สีพันดอน (ทายาทของ คำไต สีพันดอน อดีตผู้นำสูงสุดของลาวอีกคน) ที่ได้ก้าวสู่ตำแหน่งหัวหน้ากรมภาษีอย่างเต็มตัว ในขณะที่ สุบพะไซ สุพานุวง (ทายาทของเจ้าสุพานุวง อดีตประธานประเทศลาวคนแรก) ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงพลังงานและบ่อแร่และ ดร.อินลาวัน แก้วบุนพัน (ทายาทของ สีสะหวาด แก้วบุนพัน อดีตนายกรัฐมนตรี) ก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น


อันที่จริงการแต่งตั้งเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่คาดหมายได้อยู่แล้วในทางการเมืองของลาว เนื่องจากไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งจะเห็นได้จากที่ประชุมสมัยสามัญครั้งปฐมฤกษ์ของสภาแห่งชาติลาวชุดที่ 7 (ผ่านการเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2011) ได้มีมติด้วยเสียงข้างมากเพื่อแต่งตั้งให้ จูมมะลี ไซยะสอน เป็นประธานประเทศลาวต่ออีกสมัยหนึ่งตามคาดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2011 ที่ผ่านมา


โดยที่ถือว่าเป็นการลงมติ“ตามคาด”นั้น ก็เป็นเพราะว่าในระบบอำนาจทางการเมืองของลาวนั้นได้ถือปฏิบัตินับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมาแล้วว่าผู้ที่เป็นผู้นำสูงสุดของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวนั้นจะครองตำแหน่งประธานประเทศด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งผู้ที่ได้ริเริ่มการปฏิบัติเช่นว่านี้เป็นคนแรกในลาวก็คือ ไกสอน พมวิหาน อดีตผู้นำสูงสุดของพรรคฯและรัฐนั่นเอง


แต่การถือปฏิบัติดังกล่าวนี้ก็มีอันต้องหยุดชะงักอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อปรากฏว่า ไกสอน ได้ถึงแก่อสัญกรรมไปอย่างกะทันหันในปลายปี 1992 หรือหลังจากที่ควบอำนาจสูงสุดในลาวได้เพียงปีเศษ ซึ่งก็ยังผลให้เกิดสูญญากาศทางการเมืองขึ้นเมื่อศูนย์กลางพรรคฯ ได้มีมติตกลงให้ หนูฮัก พูมสะหวัน ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งประธานประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็มีมติตกลงให้ คำไต สีพันดอน นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นขึ้นมาเป็นประธานพรรคฯแทน ไกสอน ผู้ล่วงลับ


อย่างไรก็ตาม การยึดถือปฏิบัติตามการริเริ่มของ ไกสอน ก็ได้กลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้งเมื่อปี 1998 เมื่อ คำไต ได้ควบทั้งตำแหน่งประธานพรรคฯและประธานประเทศในเวลาเดียวกัน และการถือปฏิบัติเช่นว่านี้ก็ยิ่งหนักแน่นมากยิ่งขึ้นเมื่อ จูมมะลี ได้ก้าวมาแทนที่ คำไต ในทั้งสองตำแหน่งดังกล่าวนี้ในปี 2006 โดยถึงแม้ว่าจะได้มีการเปลี่ยนจากตำแหน่งประธานพรรคฯ กลับไปใช้ตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯเหมือนกับในช่วงก่อนปี 1991 ก็ตาม แต่ในทางอำนาจในลาวแล้วก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน ซึ่งก็คือผู้ที่ควบทั้งสองตำแหน่งดังกล่าวนี้ ก็คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมืองของลาว


จูมมะลี นับเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของลาวที่ได้ควบทั้งสองตำแหน่งดังกล่าวนี้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งนั่นก็หมายถึงโอกาสที่จะยังคงอยู่ในอำนาจสูงสุดนี้ต่อไปได้อีกนาน (ถ้าหากไม่เป็นอะไรไปก่อน) เพราะการที่ได้ครองอำนาจสูงสุดทั้งของพรรคฯและรัฐเช่นนี้ยังหมายถึงโอกาสที่จะเสริมสร้างฐานอำนาจในทาง การเมืองของตนให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งๆขึ้นไปได้ด้วยในเวลาเดียวกัน


อย่างเมื่อปลายปี 2010 นั้น จูมมะลี ก็ได้ปรับเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจาก บัวสอน บุบผาวัน มาเป็น ทองสิง ทำมะวง (ประธานสภาแห่งชาติลาวในเวลานั้น) โดยให้เหตุผลว่า บัวสอน นั้นมีปัญหาเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว แต่ถ้าหากมองในแง่ของอำนาจทางการเมืองแล้วก็คือการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนั้นมีนัยที่แสดงถึงการใช้อำนาจสูงสุดอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกของ จูมมะลี เพราะจริงๆแล้วผู้ที่เสนอแต่งตั้งให้ บัวสอน เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นก็คืออดีตผู้นำสูงสุดคนเก่าอย่าง คำไต นั่นเอง


นอกจากนี้ ก็ยังมีบุคลากรรุ่นใหม่ของพรรคฯที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ (เช่นอดีตสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก) อีกหลายๆคนก็ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมด้วยเช่นกัน เช่น บุนปอน บุดตะนะวง ที่ก้าวจากตำแหน่งเจ้าแขวงอุดมไซขึ้นมาเป็นกรรมการกรมการเมือง และคณะเลขาธิการพรรคฯ ส่วน พันคำ วิพาวัน ก็ไม่เพียงจะได้เป็นกรรมการกรมการเมืองพรรคฯเท่านั้น แต่ก็ยังได้ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกีฬาอีกด้วย


ทางด้าน บ่อแสงคำ วงดาลา นั้นได้เข้าสู่กรรมการบริหารงานศูนย์กลางพรรคฯ (Central Committee) และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแถลงข่าว-วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว ในขณะที่พี่น้องร่วมสายโลหิตอย่าง บ่อเวียงคำ วงดาลา ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่คนแรกเช่นเดียวกันกับ เหียม พมมะจัน (อดีตเอกอัครรัฐทูตประจำประเทศไทย) ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีคนแรกของกระทรวงไปรษณีย์-โทรคมนาคมและการสื่อสาร ส่วน จันสี โพสีคำ ที่เคยถูกโยกจากรัฐมนตรีกระทรวงการเงินนั้น ก็ได้กลับมาอยู่ในคณะเลขาธิการพรรคฯ


ส่วนผู้ที่เป็นลูกหลานของบรรดาอดีตผู้นำทั้งหลายของพรรคฯนั้น ก็ยังคงได้รับตำแหน่งสำคัญๆในทาง การเมืองต่อไป เช่น ไซสมพอน พมวิหาน (บุตรชายคนโตของ ไกสอน) ก็ยังคงเป็นกรรมการบริหารงานศูนย์กลางพรรคฯและรองประธานสภาแห่งชาติลาว ในขณะที่ พลตรี สันยาฮัก พมวิหาน (บุตรชายอีกคนของ ไกสอน) ก็เป็นทั้งกรรมการบริหารงานศูนย์กลางพรรคและหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการกองทัพ ประชาชนลาว (เสนาธิการสูงสุดของกองทัพที่อายุน้อยที่สุด)


ทางด้าน ดวงสะหวัด สุพานุวง (บุตรชายอีกคนของ เจ้าสุพานุวง) นั้น ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ นาม วิยะเกด (บุตรชายของ สะหมาน วิยะเกด อดีตประธานสภาแห่งชาติ) ก็ยังครองตำแหน่งรัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้าต่ออีกหนึ่งสมัย ส่วน สอนไซ สีพันดอน (บุตรชายของ คำไต) ก็ไม่เพียงจะได้ครองตำแหน่งเจ้าแขวงจำปาสักต่อไปอีกสมัยหนึ่งเท่านั้น หากยังได้ควบตำแหน่งเลขาพรรคฯแขวงจำปาสักอีกด้วย ในขณะที่ เอกสะหว่าง วงวิจิด (หลานของ พูมี วงวิจิด อดีตรักษาการประธานประเทศ) ก็ได้ก้าวสู่รัฐมนตรีสาธารณสุขอย่างเต็มตัว เป็นต้น


นอกจากนั้น เนื่องจากว่าในระยะของการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยประเทศชาตินั้น ชนเผ่าต่างๆนั้นก็มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนเผ่าม้งนั้น ด้วยเหตุนี้พรรคฯ จึงมิได้หลงลืมในอันที่จะจัด สรรตำแหน่งทางการเมืองให้กับผู้นำของชนเผ่าด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากการแต่งตั้งให้ ปานี ยาทอตู้ เป็น ประธานสภาแห่งชาติชุดที่ 7 ในขณะที่ อาซาง ลาวลี ก็ยังครองตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ทางด้าน จะเลิน เยียปาวเฮอ ก็ยังครองตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมต่อไปอีกสมัย


ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุที่พรรคฯ ได้ประกาศเป้าหมายต่อประชาชนลาวทั้งประเทศว่าจะนำพาประเทศเพื่อทำให้ประชาชนลาวหลุดพ้นจากความยากจนให้ได้ภายในปี 2015 และพัฒนาประเทศชาติให้พ้นจากสภาพด้อยพัฒนาให้ได้ภายในปี 2020 ด้วยแล้ว จึงทำให้พรรคฯจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและรู้เท่าทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาอีกด้วย


ซึ่งก็จะเห็นได้จากการแต่งตั้งให้ พูเพ็ด คำพูนวง เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการเงิน หรือ สมมาด พนเสนา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง หรือ สมพาว ไพสิด เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติ และการที่ได้แต่งตั้ง พอนเทบ พนเสนา เป็นประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ แผนการและการเงินของสภาแห่งชาติชุดที่ 7 รวมถึงการแต่งตั้งให้ เข็มแพง พนเสนา เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกฯ และให้ เข็มมะนี พนเสนา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ตลอดจนการให้ วีละพน วีละวง (ทายาทของ มหาสิลา วีละวง นักปราชญ์ชื่อก้องของลาว) เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ ด้วยนั้นต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเสริมสร้างฐานอำนาจพรรคฯให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นทั้งสิ้น ส่วนจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใดนั้นก็จะต้องจับตาดูการบริหารต่อไป


ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการที่จะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการทำให้ประชาชนลาวหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแท้จริงภายในปี 2015 นั้น ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทางการลาวจะต้องดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปในลาวให้ได้มากถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะ 5 ปีต่อไปนี้ แต่ปัญหาก็คือในตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมามีการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้าไปในลาวคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของเป้าหมายใหม่ดังกล่าวนี้เท่านั้น


แต่ถ้าหากว่าพรรคฯและรัฐบาลลาวสามารถที่จะทำได้จริงตามเป้าหมายที่ได้ประกาศไว้ในปี 2015 ดังกล่าวก็ย่อมที่จะส่งผลดีต่อเนื่องไปถึงเป้าหมายในปี 2020 ด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นก็หมายถึงการคงอยู่ของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และการสืบทอดอำนาจจากรุ่นพ่อ-แม่สู่รุ่นลูก-หลานภายใต้สังคมนิยม(ทุน)ได้ต่อไปอีกอย่างวัฒนาถาวรนั่นเอง!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net