วันที่ พุธ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จิเวลรี่จากขยะ สวนกระแสบริโภคนิยม


'จิเวลรี่' ที่ไม่ใช่แค่ 'เครื่องประดับ' (ต้นฉบับ)

ตีพิมพ์ในเซ็คชั่น กาย-ใจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ฉบับวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2555

เครื่องประดับที่ประดิษฐ์ขึ้นจากถ่านหุงต้ม แม้จะดูสวยดี แต่เปรอะเปื้อนในยามจับต้อง ซ้ำเมื่อกลัดติดเข้ากับเสื้อผ้าสีอ่อนนวล ฝุ่นผงจากเถ้าถ่านก็กระจายละอองจนเสื้อสวยต้องพลอยเลอะเทอะ

มีเหตุผลใด ที่จะทำให้ใครสักคนต้องซื้อหาเครื่องประดับชิ้นนี้ในสนนราคาที่สูงถึง 65,000 บาท

เครื่องประดับชิ้นนี้ มีต้นกำเนิดจากถ่านไม้ไร้ค่าเกลื่อนหาดทราย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผลผลิตของนักท่องเที่ยวทิ้งร่องรอยไว้หลังจากค่ำคืนที่กินดื่มครื้นเครงจนเมามายรอบกองไฟ วันนี้ถ่านสีกระดำกระด่างได้กลายมาเป็นเครื่องประดับรูปทรงแปลกตา รวมถึงขยะชายหาดหลากชนิดที่ถูกแปรสภาพเป็นชิ้นงานสร้างสรรค์ ซึ่ง ทวีศักดิ์ มูลสวัสดิ์ ผู้เป็นเจ้าของยืนยันว่าผลงานการออกแบบของเขาคือ “เครื่องประดับ” พร้อมๆ กับการเป็นงานศิลปะที่สะท้อนแนวความคิดของศิลปิน

“ผมทำเครื่องประดับที่สวมใส่ได้จริง โดยใช้ถ่านแทนอัญมณี สิ่งที่ต้องการสื่อสารคือ เมื่อคุณท่องเที่ยวแล้วทำให้หาดทรายสกปรก วันนี้ธรรมชาติย้อนกลับมาทำให้คุณสกปรกบ้าง” เป็นคำอธิบายจากผู้เป็นเจ้าของความคิดสร้างสรรค์ชิ้นนี้  

ทวีศักดิ์ เพิ่งเสร็จสิ้นการจัดแสดงนิทรรศการเครื่องประดับศิลป์ร่วมสมัยครั้งแรกในประเทศไทย ที่ใช้ชื่อว่า “ที่นี่ประเทศไทย” ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ณ อัตตาแกลเลอรี่ (ATTA Gallery) ผลงานราว 30 ชิ้นของเขามาจากความต้องการที่จะสะท้อนปัญหาสภาพทางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และลึกไกลไปจนถึงจิตใจของผู้คนในสังคม ผ่านเศษขยะที่เขาทยอยสะสมจากหาดทรายหลายแห่งในประเทศไทย

15 ปี ที่ทวีศักดิ์ใช้ชีวิตเพื่อศึกษาและทำงานในสหรัฐอเมริกา หลังเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดเมื่อ 4 ปีก่อน ปัญหาที่เกิดกับสภาพแวดล้อมกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างผลงานชุดแรก  

“พื้นเพครอบครัวผมเป็นคนจังหวัดตราด เมื่อกลับมาประเทศไทยและไปเดินริมทะเล ผมพบขยะเต็มไปหมด เกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมนักท่องเที่ยว หรือเราซึ่งเป็นมนุษย์ ถึงตักตวงความสุขสำราญ โดยกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมให้เป็นไปตามความต้องการของตัวเองแบบนี้ ทั้งที่เราเองก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ”  

ด้วยมุมมองเช่นนี้ ที่ทำให้เขาใช้เวลาหลายปี เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลรวมทั้งวัตถุดิบ แล้วนำมาประมวลความคิดเติมแต้มด้วยจินตนาการสร้างสรรค์ ก่อนลงมือประดิษฐ์ชิ้นงาน “ศิลปะ” ที่สะท้อนแนวความคิดของตนเองในฐานะศิลปิน และเมื่อตัวเขาเองมีพื้นฐานจากการเป็นนักออกแบบ และเลือกที่จะนำเสนอผลงานในรูปแบบของ “เครื่องประดับ” ทำให้ผลงานของเขามีสองสถานะ คือเป็นทั้งชิ้นงานศิลปะ พร้อมๆ ไปกับการเป็นจิเวลรีที่ใช้ในการประดับเรือนร่าง

“ต่างหูหรือกำไลโดยทั่วไปเวลาอยู่บ้านก็เก็บไว้ในลิ้นชัก แต่งานของผมเป็นศิลปะด้วย อยู่ที่บ้านวางโชว์ ตกแต่งห้อง พอออกข้างนอกก็ใช้สวมใส่ประดับร่างกาย งานของผมก็จะเป็นเหมือนนิทรรศการเคลื่อนที่” ทวีศักดิ์ กล่าวด้วยรอยยิ้มเกี่ยวกับบทบาทผสมผสานของชิ้นงานที่เขาสร้างทำขึ้นมา

ทวีศักดิ์ยอมรับว่างานของเขายังไม่ได้รับความสนใจ เข้าใจ หรือได้การยอมรับมากนักในสังคมไทย เพราะการรับรู้ต่อ “เครื่องประดับ” ที่แตกต่าง

“สังคมมองว่าเครื่องประดับต้องทำมาจากของมีค่า ต้องเป็นทอง เป็นเพชร เป็นพลอย จึงจะเป็นเครื่องประดับที่มีมูลค่า”

คำถามของเขาก็คือ จำเป็นด้วยหรือที่เครื่องประดับจะต้องทำมาจากสิ่งที่มี “มูลค่า” เท่านั้นจึงจะเป็นเครื่องประดับที่มี “คุณค่า” หรือที่จริงแล้ว “คุณค่า” สามารถมีความหมายมากกว่านั้น เช่นถ้าคิดย้อนกลับไปในยุคโบราณ เครื่องประดับก็คือสิ่งของที่คนเห็นว่ามีค่าแล้วนำมาประดับเรือนร่างแล้วทำให้ผู้ที่สวมใส่เกิดความสึกที่ดี นั่นหมายความว่าเครื่องประดับนั้นมีคุณค่าทางจิตใจ ถ้าเช่นนั้น ผลงานออกแบบที่เขาสร้างขึ้นมา หากมีผู้ที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่มี “คุณค่า” นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นเครื่องประดับ

ศิลปะ-ดีไซน์ ยุคหลังอุตสาหกรรม

มุมมอง การตั้งคำถาม และการสร้างผลงานที่มีความแตกต่างเหล่านี้มาจากการศึกษาในสถาบันรวมทั้งประสบการณ์ในช่วงวัยเลยหลักสี่ของทวีศักดิ์

เขาตั้งคำถาม ไม่เพียงเฉพาะกับสถานะของชิ้นงาน แต่ยังรวมถึงการตั้งข้อสงสัยเอากับความหมายของตัวเขาเอง ในฐานะ “นักออกแบบ”

“ตอนที่เรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ ผมถูกสอนให้ต้องคิดออกแบบในเชิงการค้าแบบอุตสาหกรรม การออกแบบคือจะต้องตอบโจทย์สำคัญ คือผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำ ผลิตได้จำนวนมากในระบบอุตสาหกรรม เพื่อที่จะขายให้ได้กำไรสูงที่สุด”

Form follows function วิถีทางการออกแบบของ Louis Sulivan ที่เน้นว่าประโยชน์ใช้สอยต้องมาก่อนรูปแบบ ซึ่งแพร่หลายในยุคต้นศตวรรษที่ 20 และกลายเป็นแนวคิดที่สอดรับกับแนวทางการออกแบบของสถาบันบาวเฮาส์ ประเทศเยอรมนี ที่เน้นความสำคัญด้านประโยชน์ใช้สอย วิธีการผลิตโดยเครื่องจักรทางอุตสาหกรรม และยังคงเป็นแนวคิดและแนวทางที่ครอบงำงานออกแบบและการผลิตในบ้านเรา

ทวีศักดิ์ มองว่า การผลิตแบบอุตสาหกรรมมีความเหมาะสมกับยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งต้องการการผลิตอย่างขนานใหญ่เพื่อตอบสนองการบริโภคในราคาถูกที่สุด แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำ รูปทรงเหมือนๆ กัน ที่ผลิตจำนวนมาก มากจนบางครั้งเกินกว่าความต้องการจำเป็นในการบริโภค ทำให้ต้องหันไปพึ่งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้สิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่าและความต้องการอยู่จริงสามารถขายได้

เขามองว่าสังคมเริ่มเคลื่อนตัวจากยุคของการบริโภคเพื่อตอบสนองความจำเป็นเพียงอย่างเดียว รวมทั้งเลยจากยุคแห่งการบริโภคตามๆ กัน หรือตามกระแสโฆษณาอย่างไร้ความหมาย มาสู่ยุคที่ต้องการการใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง และมีคุณค่าอย่างแท้จริง รวมทั้งให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น

“ผมเคยจัดแสดงงานในสหรัฐฯ มีคุณป้าฝรั่งคนหนึ่งชอบสร้อยคอที่ทำจากเศษกระดาษของผม มายืนคุยกับผมพักหนึ่ง แล้วซื้อสร้อยเส้นนั้นทันที ถ้าไม่ใช่คนมีสตางค์ซื้อไม่ได้ ที่เขาตัดสินใจซื้องานชิ้นนี้ เป็นเพราะมันสามารถสื่อความหมายกับคนที่ได้พบเห็นว่าถึงเขาจะรวยแต่ก็ไม่ใช่คนที่จะใส่เพชรทองเต็มคอ แต่เขาเป็นคนที่ใส่ใจและให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งนั่นหมายถึงการสื่อสารทางความคิดที่ตรงกันระหว่างคนออกแบบชิ้นงานกับผู้ที่ยอมจ่ายเพื่อซื้องานชิ้นดังกล่าว 

“มันเป็นการแชร์ไอเดียของผมกับคนที่ซื้องานของผม เพราะถ้าคุณไม่เข้าใจ คุณก็จะไม่เห็นว่าเศษขยะพวกนี้มีค่าได้อย่างไร และคุณก็จะไม่ซื้อของเหล่านี้อย่างแน่นอน”

ทวนกระแส สู่การสร้างสรรค์

สำหรับทวีศักดิ์ การออกแบบไม่ใช่เป็นแค่ “เทรนด์” ที่ต้องติดตาม แต่หมายถึงความเข้าใจตัวเองและสังคมรอบข้างที่ดีพอจะออกแบบอย่างเหมาะสมกับบริบท รวมทั้งไปไกลถึงขั้นชี้นำในสิ่งที่เหมาะควร
ในยุคหนึ่ง (หรือจนถึงปัจจุบัน) การออกแบบต้องเริ่มต้นจากการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อที่นักออกแบบจะสร้างสรรค์งานเพื่อตอบสนองกับพฤติกรรมเหล่านั้น

..คำถามของทวีศักดิ์ก็คือ “แล้วถ้าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมล่ะ บทบาทของนักออกแบบควรเป็นอย่างไร” เป็นสิ่งที่ทวีศักดิ์ตั้งคำถามกับตัวเอง

สำหรับเขาการออกแบบและสร้างสรรค์ดูเหมือนไม่ใช่จำกัดเฉพาะในขอบเขตการทำงาน แต่หมายถึงวิธีคิดในการดำเนินชีวิตประจำวัน

..ตอนผมอยู่ที่อเมริกา พอกางเกงยีนส์แบรนด์ดังที่ใช้อยู่เป็นประจำมีรอยขาดนิดหนึ่ง ผมเตรียมจะขับรถออกไปซื้อตัวใหม่ แต่ก็มาฉุกคิดว่า เออ ทำไมเราต้องซื้อใหม่ ตอบตัวเองว่าเพราะ หนึ่ง สะดวก ขับรถไปแป๊บเดียว สอง ของใหม่ก็ราคาไม่แพง สาม ของใหม่ต้องดีกว่า แต่ถ้าเราตั้งคำถามต่อไปว่า ใครเป็นคนบอกนะ ว่าความสะดวก ความใหม่ และราคาถูกเป็นสิ่งที่ดี เราคิดว่ามันดีจริงๆ หรือคนอื่นบอกเราให้เชื่ออย่างนั้น ผมเลยเปลี่ยนใจ หันมาซ่อมกางเกงตัวเดิมเพื่อจะใช้มันต่อไป ไม่ต้องเปลืองน้ำมันขับรถออกไปซื้อ ไม่เปลืองสตางค์ เปลืองทรัพยากร แล้วกางเกงยี่ห้อนี้ที่มีรอยปะแบบนี้ มีตัวเดียวในโลก ผมได้ใส่กางเกงที่ไม่ซ้ำใคร

• มองว่ามีกลุ่มผู้บริโภคซึ่งมีความต้องการที่แตกต่าง และการผลิตแบบอุตสาหกรรมอาจไม่สามารถตอบสนองได้อย่างนั้นหรือ ?

การออกแบบเพื่ออุตสาหกรรมไม่ใช่เรื่องผิด แต่นักออกแบบสามารถทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เพราะผู้บริโภคยุคนี้มีความสนใจในเรื่องอย่างสโลว์ฟู้ด สโลว์ไลฟ์ ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีในกระแสทางเลือก เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่าการบริโภคที่เกินพอดีสร้างผลกระทบต่อสิ่งรอบตัว แล้วส่งผลกลับมาที่ตัวเองอย่างไร เขาไม่ได้บริโภคตามกระแส แต่เลือกด้วยความเข้าใจบางอย่าง ผมว่ากระแสเหล่านี้มีมาพักใหญ่ และนี่คือ niche market ที่เราในฐานะนักออกแบบต้องมองให้ออก และอาจจำเป็นด้วยที่นักออกแบบเองก็ต้องมองไกลไปกว่าแค่ผลกำไรของบริษัท แต่ต้องมองความยั่งยืนของสังคมด้วยเหมือนกัน

• รัฐบาลยุคหลังให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน เช่นการผลักดันนโยบาย Creative economy มองเรื่องอย่างไร ?

ผมว่าเขาก้าวข้ามขั้นตอน สร้าง Creative economy ทั้งที่เรายังไม่มี Creative society เราส่งผักปลอดสารเคมีไปขายต่างประเทศ แต่เราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเลือกผักแบบนี้ ทำไมต่างประเทศถึงเห็นว่าพืชผักพื้นเมืองมีความสำคัญ มันเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ รวมถึงความเป็นธรรมสำหรับเกษตรกรอย่างไร ขณะที่คนไทยก็ยังซื้ออาหารแช่แข็งมาโยนใส่ตู้เย็น ทั้งที่หน้าปากซอยมีข้าวแกงขาย

• แต่การบริโภคทางเลือกแบบนั้นดูจะเป็นของแพงที่คนไทยทั่วไปเข้าไม่ถึง

ถ้าเราเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้จริงๆ ลองคิดดูดีๆ เราอาจพบว่าบางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องซื้อ ผักปลอดสารพิษราคาแพง เราต้องซื้อหรือเปล่า หรือจริงๆ เราปลูกกินเองก็ได้ มันอาจมีวิธีอื่นๆ เพียงแต่เราอยู่กับความเคยชินเดิมๆ และไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

• การออกแบบและการผลิตที่แตกต่างและสร้างสรรค์ก็อาจต้องต่อสู้กับความเคยชินเดิมๆ ในระบบธุรกิจด้วยเหมือนกัน ?

ผมเคยคุยกับลูกศิษย์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเกี่ยวกับการออกแบบ เขาบอกแบบนั้นมันก็ดีนะอาจารย์ แต่มันผลิตลำบาก เอ๊ะ ใครเป็นคนบอกว่าการผลิตมันมีได้วิธีเดียวแบบที่เคยทำอยู่ แล้ววิธีที่แตกต่างมันอาจจะดีกว่าประหยัดกว่าก็ได้ แต่มันต้องเรียนรู้ ต้องทดลอง ต้องทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ถ้ากลัวความเสี่ยง เราก็ย่ำอยู่กับที่ ไม่มีอะไรใหม่ที่จะนำเสนอ

ถ้าเริ่มจากความคิดสร้างสรรค์ การผลิตคือสิ่งที่จะมาตอบสนอง ถ้าผลิตแบบเดิม 10,000 ชิ้น ขายได้ A บาท แต่ผมผลิต 1 ชิ้นแล้วขายได้ B บาท เป็นไปไม่ได้หรือที่ A จะเท่ากับ B หรือ A อาจจะมากกว่า B สังคมมักจะสร้างมาตรฐานแคบๆ บางอย่าง แต่ถ้าคิดย้อนกลับไปในอดีต เราจะพบว่ามันเปิดกว้างสำหรับความเป็นไปได้มากกว่า และความคิดสร้างสรรค์ก็คือความเป็นไปได้ที่แตกต่างจากสิ่งที่เป็นอยู่ แต่แตกต่างแบบไหนล่ะ นั่นเป็นสิ่งที่นักออกแบบต้องศึกษาหาความรู้เพื่อจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม

ความคิด ความเชื่อ และผลงานของ ทวีศักดิ์ มูลสวัสดิ์ จึงเป็นทั้งการสื่อสารเรื่องราวของยุคสมัย และสะท้อนตัวตนของคนยุคนี้ไปพร้อมกัน


ชื่อ : ทวีศักดิ์ มูลสวัสดิ์

งาน :

2554-ปัจจุบัน : อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

2550-2554 : อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปอุตสากรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

2547-2549 : Jewelry/Metalwork, School of Art, Design, and Art History, San Diego State University, San Diego, California, USA.

2546-2547 : Metals program, The School of Art, Northern Illinois University, DeKalb, Illinois, USA.

ฯลฯ

การศึกษา :

2540-2543 Metalsmithing/Jewelry, Department of Visual Art, School of the Arts, The University of Kansas, Lawrence, Kansas, USA.

2537-2540 M.A. in Jewelry and Metalsmithing with Ceramic minor, The Department of Visual Arts, The Texas Woman’s University, Denton, Texas, USA.

2530-2535 ภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net