วันที่ พุธ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิติราษฎร์ หัวเน่า !


        ลันที่น้ำเสียงของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรากฎท่วงทำนองที่สวนทางกับคณะนิติราษฎร์ ในทันทีที่กระหึ่มแห่งเสียงไม่พอใจ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ดังมากขึ้น ไม่ว่าปรากฎการณ์เช่นนั้น จะมีเบื้องหลังซ่อนเร้นอย่างไร แต่นิติราษฎร์ ก็ตกอยู่ในสภาพดุจเดียวกับ สุนัข หัวเน่า ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความขัดแย้ง

      ความขัดแย้งในเชิงความคิด ที่อาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรง กรณีมาตรา 112 กำลังร้อนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะนิติราษฎร์” ได้เคลื่อนไหวผลักดันแนวคิด ในภาพที่ทำให้คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการจวบจ้วง และละเมิดสถาบัน 

      ในขณะที่นิติราษฎร์ ภายใต้การนำของนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็ไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในมุมมองทางวิชาการได้ว่า มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองในลักษณะใด ด้วยเจตนาใด วิวาทะระหว่างกลุ่มคนที่รวมตัวกันทั้งคัดค้าน และสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงวุ่นวาย สับสน ไม่สามารถแยกแยะเหตุและผลแท้จริงได้ว่า ปัญหาอยู่ ณ จุดใด กลับเป็นการตั้งป้อมสาดใส่ข้อกล่าวหา ใช้ถ้อยคำ ประชดประเทียดกัน เพิ่มภาวะอารมณ์ขุ่นมัวมากขึ้น

       การมีอยู่ของกฎหมายอาญามาตรา 112 ในแง่หลักการแล้ว น่าจะเป็นเช่นเดียวกับหลักการทั่วไปของความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งตราไว้ในมาตรา 326 – 333 คือเป็นบทบัญญัติรับรองสิทธิของผู้เสียหาย ที่จะแจ้งความ ดำเนินคดี กับผู้ที่ละเมิด ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

        ซึ่งในกรณีของมาตรา 112 ผู้เสียหาย อันประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่สามารถเป็นโจทก์ฟ้องร้องคดีผู้ใดได้ จึงชอบด้วยเหตุผลและความเป็นธรรมแล้ว ที่จะมีบทบัญญัติในลักษณะเช่นนี้ แต่ประเด็นสำคัญที่ควรสนใจ คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไป ยอมความได้ อัตราโทษจำคุกขั้นต่ำไม่เกินสองปี มาตรา 112 กำหนดไว้สามปี และยังเป็นการเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งกันได้ง่าย

         ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ควรยกเลิก หรือไม่ยกเลิกมาตรา 112 แต่อยู่ที่กระบวนการดำเนินคดี ที่เปิดช่องให้มีการแจ้งความ ฟ้องร้องคดีกันอย่างกว้างขวาง และในหลายกรณีก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำลายฝ่ายตรงข้าม ภายใต้เงื่อนไขที่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะสั่งคดีด้วยเหตุผลและความเป็นธรรม ฉะนั้น ข้อเสนอของนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ว่าควรปรับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสม ทำให้กระบวนการดำเนินคดีของตำรวจและอัยการมีเอกภาพ ลดผลกระทบที่จะเกิดกับผู้เกี่ยวข้องให้มากที่สุด

          “...ที่ผ่านมา มีปัญหาคือผู้เสียหายหรืออ้างว่าตัวเองเสียหายสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ทุกโรงพักทั่วประเทศ เมื่อรับคดีมาแล้วทั้งตำรวจและอัยการก็มักไม่ค่อยกล้าใช้ดุลยพินิจ เนื่องจากเกรงจะถูกมองว่าไม่จงรักภักดี”

           จึงนับว่าน่าสนใจและน่าจะตรงประเด็นมากที่สุด

           หากเราปล่อยให้นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอความเห็นที่สวนกระแสของประชาชนกลุ่มที่จงรักภักดีต่อไป กลุ่มต่อต้านและคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ได้แสดงบทบาทที่มากด้วยอารมณ์มากขึ้นต่อไป จนไม่สามารถหาจุดเริ่มต้น หรือเข้าใจประเด็นความขัดแย้งที่แท้จริงได้ ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความรุนแรงเหมือนเช่นในอดีตที่คนไทยเคยห่ำหั่น ฆ่าฟันกันมาแล้ว

          กระบวนการแก้ไขข้อขัดแย้งในการดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะต้องปรากฎเป็นจริงในเร็ววัน ในขณะที่ทุกคนก็ต้องเปิดใจกว้าง และพยายามเข้าใจให้ได้ว่าวันนี้ เราทะเลาะเรื่องอะไรกัน  

โดย jk

 

กลับไปที่ www.oknation.net