วันที่ พุธ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากเสพยา มาเป็น….


 

 สมัยไปเรียนปริญญาเอกระบาดวิทยาที่ จอน หอบกิน (John Hopkins University) ได้มีโอกาสได้เจอพี่หมอไทยใจเมตตาให้ข้าวให้น้ำ บางครั้งก็ตัดผมให้เพราะค่าตัดมันแพงเหลือใจ เออ…อันที่จริง อย่างถูกก็มีนะ แต่จะได้ทรง ‘เย้ยฟ้าท้า…ดิน’ ให้ได้เจริญธรรมหมวดขันติอีกหลายเดือน เคยไปตัดให้น้องหมอผู้ชายด้วยปัดตาเลี่ยนครั้งแรก ไอ้ก้อนเท่ากำปั้นมีใบมีดคมกริบเรียงเป็นตับตรงปลายไม่เหมือนกรรไกรผ่าตัดเลยแฮะ พอเสยเข้าไปในผมเท่านั้นแหละ มันร่วงผาง ๆ ลงมาเป็นปอย ๆ เลยหละ ฉันผงะกลืนน้ำลายเฮือก ๆ หยิบมาปอยผมขึ้นต่อตรงไหนก็ไม่ติดเหมือนเย็บไส้ ได้แต่มองตาปริบ ๆ ขอโทษขอโพยน้องยกใหญ่ ดูดูแล้วแม้นคำนับหมื่นครั้ง ก็มิน่าให้อภัยจริง ๆ 

 พี่หมอไทยที่ต้องเอ่ยถึงคือ พี่หมอสุกับพี่หมอเดือนเป็นคู่บุญกันมา ตอนจีบกันใหม่ๆ พี่สุเห็นพี่เดือนฟาดข้าวแล้วประทับใจว่า

‘ทานได้เคียงบ่าเคียงไหล่จริง ๆ’

ดีนะที่แกมีโรงสีข้าว ครั้นพอแต่งงาน พ่อบ้านทำอาหารได้อร่อยมันหยด ส่วนแม่บ้านก็ซ่อมเครื่องไฟฟ้าจัดการคอมพิวเตอร์ได้ถนัดถนี่ ลูก ๆ ก็ได้ดีเรียนหมอตามๆ กัน แกมีบ้าน…ฮืม…น่าจะเรียกคฤหาสน์มากกว่าเพราะใหญ่โตมโหฬาร ประเภทเล่นซ่อนหากันไม่เจอ  แถมยังมีสระว่ายน้ำอยู่ในบ้านอีกต่างหาก คฤหาสน์ตั้งอยู่คุ้งน้ำ บนเนินใหญ่ มีอาณาบริเวณรายรอบสุดลูกหูลูกตา มากขนาดแบ่งให้ชาวบ้านทำไร่เปล่า ๆ ปี้ ๆ เวลาจะเอาจดหมายแต่ละทีต้องปั่นจักรยานไปหน้าบ้านให้ปวดปลีน่อง …ฮึ…วิบากของคนรวย

 

ทั้งคู่ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ด้วยการนิมนต์พระมาสอนปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นมงคลแก่บ้าน แทนที่จะติดรูปแบบพิธีเดิม ๆ ทาน ๆ คุย ๆ แล้วก็จากกันไป ฉันเลยได้โอกาสมาปฏิบัติธรรมกับพระฝรั่ง ภันเต โยคาวจร ราหุลา (Bhante Yogavacara Rahula

 

 

งานใหญ่อย่างนี้ขาดพี่ติ๋มผู้มีฝีมือเป็นเลิศเรื่องอาหารไทยไม่ได้ แต่ที่เลิศประเสริฐศรียิ่งกว่าก็คือ ความสามารถในการปลูกมะกรูดในบ้านต้นเบ้อเริ่ม ฉันอาสาขนใบไปแจกเด็กไทยตามหอพักเพื่อหวังของกำนัล เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นอาหารจานอร่อยที่น้อง ๆ กรุณาให้แก่ผู้ใหญ่บ้านอย่างฉันฟาดเสียพุงกาง

พี่ติ๋มเมตตาตัดผมฆ่าเวลารอญาติโยมถามธรรมกับภันเตราหุละก่อนนิมนต์ท่านกลับวัด ฉันพยักหน้าไปอย่างไม่แน่ใจว่า ‘จะรักษาเงินหรือรักษาหน้าดี’ สายไปเสียแล้ว พี่แกคว้าถุงขยะดำกับหนังสือพิมพ์มาคลุมไหล่ให้ ใช้ไม้หนีบผ้าหนีบหมับ ๆ โดยรอบ แล้วคว้ากรรไกรตัดกระดาษมาบรรเลงบนหัวฉัน   ล่อไปได้ครึ่งหัวก็ถามธรรมกันเสร็จ พี่ติ๋มวางกรรไกรกระวีกระวาดไปนิมนต์ท่านขึ้นรถกลับวัด   ฉันยังนั่งเหวอสมองช้าอยู่เพราะคาดไม่ถึง ยังดีนะที่พี่แกเมตตาหันมานัดให้ไปตัดต่ออีกอาทิตย์หนึ่ง จำได้ว่าหนึ่งสัปดาห์ในโลกมนุษย์ช่วงนั้นมันนานแสนนานเหลือเกิน

    

 

พี่หมอณีกับพี่หมอยะสามีภรรยาคู่บุญกรุณาพาฉันไปฟังธรรมปลีกวิเวกเนือง ๆ หลายคนคงคาดไม่ถึงที่จะพบเจอ กุฏิเล็ก ๆ แฝงเร้นอยู่ท่ามกลางแมกไม้ในป่าใหญ่ที่สงบสงัดของวัดภาวนา (Bhava Society Forest Monastery) มลรัฐเวสต์ เวอร์จิเนีย  (West Virginia)  อเมริกา  (http://www.bhavanasociety.org/)

 

 

ที่นี่พระท่านยังใช้ไฟฉายอยู่เลย ฉันมีโอกาสดีในชีวิตที่ได้กราบนมัสการฟังธรรมท่านพระอาจารย์ชยสาโร ท่านพระอาจารย์ประสาโน พระภิกษุจากลาดาก 

 

 

ภันเตจี (Bhante Henepola Gunaratana) จากประเทศศรีลังกาเป็นเจ้าอาวาส ท่านมีรูปร่างเล็กคล่องแคล่ว ใจดี

 

 

สถานที่เรียบง่าย มีศาลาอเนกประสงค์หลังคาโค้งสูงทำด้วยไม้อัดสีน้ำตาน

 

กระจกสีเขียวรูปใบโพธิ์ประดับหลังพระประธานและกระจกใสจากหน้าต่างบานใหญ่ที่มีอยู่รายรอบ ทำให้ห้องสว่างไสว เห็นแมกไม้เขียวชอุ่มในฤดูฝน สดใสเหลืองอร่ามในฤดูใบไม้ร่วง

 

 

และขาวนวลตาด้วยหิมะในฤดูหนาว

 

 

ปี ค.. 2000 (.. 2543) เป็นปีใหม่แรกที่ฉันตัดสินใจสวดมนต์นั่งสมาธิข้ามปี และเป็นจุดเปลี่ยนการแล่นล่างานเลี้ยงในชีวิต บางปีล่อเข้าไป 4 งาน ตั้งแต่เย็นจรดเช้า  ตอนนี้นึกไม่ออกว่าเอาแรงกับกระเพาะที่ไหนไปใส่อาหารเป็นพะเลอเกวียน ยิ่งกว่าวัวควายที่มี  4 กระเพาะเสียอีก มิน่าเล่า ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์อาจารย์ภาควิชารังสีวิทยาถึงมาเล็งกระเพาะฉัน เกลี้ยกล่อมให้ถ่ายเอกซเรย์ แต่ฉันรักนวลสงวนตัว ไม่ยอมให้เขาเห็นขาอ่อน…เอ๊ย…ไส้อ่อน ตับไต ให้เสียชื่อเสียงชาติตระกูลเด็ดขาด

ภันเตจีบอกว่าเป็น

“quiet party (งานสังสรรค์ที่เงียบสงัด)” 

ฉันได้สัมผัสความสุขที่ไร้สิ้นซึ่งแสง สี เสียง และเมรัยในครานั้น

ภาษาอังกฤษก็ว่ายากอยู่ นี่ภาษาบาลีภาษาธรรมที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษยิ่งยากใหญ่ แต่น่าอัศจรรย์ใจนักที่จิตมันโน้มตามได้เป็นธรรมชาติ

 

ภันเต โยคาวจร ราหุลา เป็นพระฝรั่งรูปร่างผอมสูง ท่านเกิดที่เคลิฟอร์เนีย (Scott Joseph DuPrez) ในปี ค.. 1948 ท่านบวชเป็นเณรที่เมือง Gothama Thapovanaya, Kalupaluwawa, ประเทศศรีลังกา ในปี ค.. 1975 แล้วอุปสมบทที่วัดไทยนครลอสเอลเจลิส  ในปี ค.. 1979 มาปฏิบัติธรรมที่วัดภาวนา เป็นรองเจ้าอาวาสจนกระทั่งลาออกเมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อออกมาเดินทางสอนธรรม   (http://bhanterahula.blogspot.com/)

มิน่าเชื่อว่า ท่านเคยเป็นฝรั่งฮิปปี้เสพยา ไว้เครายาวเฟื้อย ท่องเที่ยวไปหลายประเทศจนกระทั่งไปเมือง Manali ในอินเดียเพราะเป็นเสมือนเมืองในฝันของบุบผาชนผู้รักอิสรเสรี สูบกัญชาจนป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบ หลังรักษาตัวแล้วท่านเดินทางไปอินเดียได้พบเจอพูดคุยกับกับชาวต่างชาติเรื่องสมาธิซึ่งเป็นจุดหักเหที่สำคัญของชีวิต

 

 

ท่านเดินทางมาเมืองไทยแดนพุทธในช่วงนี้เพื่อเจริญธรรม ไม่น่าเชื่อว่าฝรั่งฮิปปี้ที่เกิดในดินแดนไกลโพ้น ใช้ชีวิตผิดทาง เสพยาไปวัน ๆ แต่เปลี่ยนชีวิตมาเป็นพระให้คนได้เลื่อมใสกราบไหว้บูชา หลายคนที่เดินทางผิด กลับถลำลึกไปเรื่อย ๆ ด้วยข้อแก้ตัวนานาประการ   แทนที่จะใช้อิทธิบาทสี่ กลับใช้ อิทธิบาด  4 คือ บาดหู บาดตา บาดใจ บาดหมาง มาดำเนินชีวิต ทุกคนทำได้ถ้ายอมรับความจริงและกล้าที่จะลุกขึ้นสู้กับใจตน ...แต่ก็มิได้นำพา

 

(รูปจาก http://bhanterahula.blogspot.com  และ http://www.bhavanasociety.org/)

โดย พี่ก๊วย

 

กลับไปที่ www.oknation.net