วันที่ ศุกร์ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชาตินิยมกับภาษา ชาตินิยมไทยเกิดขึ้นเมื่อไร? และเกิดขึ้นทำไม?


เวิ้งวิภาษ 27 มกราคม 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


ในบทที่ชื่อว่า “กำเนิดของสำนึกแห่งความเป็นชาติ” จากหนังสือ “ชุมชนจินตกรรม” (Imagined Communities) ของเบน แอนเดอร์สัน กล่าวถึงเรื่องของภาษาที่เกี่ยวโยงอยู่กับสำนึกของความเป็นชาติไว้อย่างน่าสนใจ

เพราะในยุโรป ภาษาละตินเป็นภาษาหลักที่ถูกใช้ในเอกสารทางศาสนาหรือเอกสารสำคัญอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงก็คือ ภาษาละตินไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องของอำนาจทางการเมืองนัก และกระจายตัวอยู่อย่างหลวมๆ โดยมีผู้ที่เขียนและพูดได้ในปริมาณที่ไม่มาก

ความเปลี่ยนแปลงของภาษาเกิดขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 เมื่อเริ่มมีการใช้ภาษาท้องถิ่นอื่นๆ ในดินแดนต่างๆ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อดำเนินการปกครองโดยชนชั้นนำในท้องที่ต่างๆ ซึ่งต่อมาจะพัฒนาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง

ภาษาท้องถิ่นจึงก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ มีตัวอย่างเช่น ภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ เป็นต้น

ภาษาแบบนี้ยังคงไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วไปนัก เพราะถือกันว่าเป็นภาษาชั้นต่ำ ภาษาฝรั่งเศสนั้น ว่ากันว่ากว่าจะได้รับการยอมรับให้เป็นภาษาทางการที่ใช้ในศาลสถิตยุติธรรม ก็เป็นเวลาราว ค.ศ. 1540 แล้ว

แต่เทคโนโลยีการพิมพ์กับระบบทุนนิยม มีส่วนช่วยให้เกิดการพิมพ์หนังสือในภาษาต่างๆ เหล่านี้ออกมาเป็นจำนวนมากในราวคริสต์ศตวรรษที่ 17

โดยมีสาเหตุที่สำคัญ 3 ประการคือ

1) เกิดจากการที่ท่วงทำนองของภาษาละตินนั้นยากเย็นเกินกว่าที่บุคคลธรรมดาจะทำความเข้าใจ ซึ่งทำให้ขายหนังสือในภาษานี้ได้ในจำนวนน้อย

2) กระแสการปฏิรูปศาสนา (Reformation) โดยพระคัมภีร์ไบเบิลที่มาร์ติน ลูเธอร์แปลออกมาเป็นภาษาเยอรมันนั้นได้รับการพิมพ์ซ้ำเป็นจำนวนหลายร้อยครั้ง

3) การขยายตัวของภาษาท้องถิ่นเองที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นๆ นั่นเอง ซึ่งการขยายตัวนี้เกี่ยวพันกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และน่าจะเป็นจุดเปลี่ยน - ที่ภาษาเข้ามามีบทบาททางการเมืองในแนวคิดแบบรัฐชาติเป็นครั้งแรก 

ซึ่งเมื่อพิจารณาคู่กับเหตุผลข้อที่สอง ก็จะเข้าใจได้ว่าอำนาจทางการเมืองเริ่มหลุดออกจากมือของคริสต์ศาสนาในช่วงนี้นี่เอง

และภาษาก็เป็นตัวแบ่งพรมแดนของรัฐต่างๆ ออกจากกันด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ ที่ทำให้ผู้คนในดินแดนเดียวกันเกิดสำนึกของความเป็นหนึ่งเดียวกัน

ความสำคัญอีกอย่างของระบบการพิมพ์หนังสือก็คือ “ตัวพิมพ์” ทำให้เกิดมาตรฐานการใช้ตัวอักษรและการสะกดคำที่ชัดเจนขึ้น สำเนียงท้องถิ่นที่อาจมีความแตกต่างกันจึงถูกลบเลือนไปด้วยระบบตัวพิมพ์ และทำให้คนที่อยู่ภาคเหนือกับภาคใต้สามารถสื่อสารและเข้าใจในสิ่งๆ เดียวกันได้

ส่วนร่องรอยความเปลี่ยนแปลงในสยามประเทศเกี่ยวกับเรื่องภาษา เราพบได้ในช่วงตั้งกรุงศรีอยุธยา (หลังจากที่เกิดโรคห่า) ในราวปี พ.ศ. 1893 ตรงกับ ค.ศ. 1350

เนื่องด้วยก่อนหน้านั้นตั้งแต่ราว พ.ศ. 1500 มีหลักฐานว่าเราใช้ “ภาษาขอม” เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ในราชสำนัก ภาษาขอมนี้น่าจะอยู่ในสถานะที่เทียบเคียงได้กับภาษาละตินในยุโรป (ในบางแง่มุมเท่านั้น) เพราะมีความสัมพันธ์เกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนา

แต่ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างชาวบ้าน และเป็นภาษากลางที่ใช้ในการค้าข้ามภูมิภาคกลับเป็นภาษาไทย-ลาว

มีร่องรอยหลายอย่างที่น่าเชื่อว่า การระบาดของโรคห่าหรือกาฬโรคนั้น ส่งผลให้ชนชั้นนำเดิมที่เป็นพวก “ขอม” ได้ล้มตายลงเป็นจำนวนมาก และส่งผลให้เกิดชนชั้นนำรุ่นใหม่ที่พูดภาษาตระกูลไทย-ลาวขึ้นในช่วงหลังปี พ.ศ. 1893

ส่งผลให้ภาษาตระกูลไทย-ลาว ถูกใช้เป็นภาษาหลักนับแต่นั้นมา ซึ่งต่อมาจะมีบทบาทเป็นอย่างมากในการเผยแพร่พุทธศาสนานิกายเถรวาทสู่แว่นแคว้นต่างๆ ทั้งที่อยู่เบื้องบนและเบื้องล่างของสยาม

สอดคล้องกับหลักฐานที่พบว่าชาวสยามเริ่มเรียกตัวเองว่าเป็น “คนไทย” ครั้งแรกก็ในสมัยอยุธยานี่เอง

แต่อาณาจักรอยุธยานั้นก็ไม่ได้ครอบคลุมไปไกลนัก เห็นได้จากการศึกการสงครามที่ดำรงอยู่แทบจะตลอดเวลากับอาณาจักรล้านนาหรือดินแดนทางตอนใต้ เป็นต้น

และสำนึกแห่งความเป็น “ชาติไทย” ในแบบปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากการขีดเส้นแบ่งดินแดนของเจ้าอาณานิคมในช่วงสมัยของรัชกาลที่ห้าเท่านั้นเอง

เพราะระบบการพิมพ์ ผนวกเข้ากับการปกครองแบบรวมศูนย์ที่เริ่มต้นในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดมาตรฐานการเขียนและอ่านหนังสือแบบไทยภาคกลาง

ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม การรณรงค์เพื่อ “ความเป็นไทย” เป็นไปอย่างเข้มข้นเพื่อปลุกสำนึกร่วมของคนในชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแบบทหารนิยมอย่างแนบแน่น 

การรณรงค์นี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี (จนตัวท่านจอมพลเองก็อาจจะคาดไม่ถึง) ส่งผลให้คนไทยจำนวนมากเชื่อตามๆ กันไปอย่างว่าง่ายว่า “ชาติไทย” นี้รักสงบ มีประวัติความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ยาวนานนับพันปี เดินเท้าทางไกลมาจากเทือกเขาอัลไต (ซึ่งเป็นภูเขาน้ำแข็ง) และมีความสามารถพิเศษเหนือล้ำกว่าชาติอื่นใดในโลก

จนลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้ว “ความเป็นชาติไทย” นี้ไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกจากมรดกตกทอดจากระบอบการปกครองแบบอาณานิคมเท่านั้นเอง



ชาตินิยมไทย มักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและถูกทำให้เป็นลัทธิพิธี จนผู้คนจำนวนหนึ่งสามารถประกอบอาชญากรรมต่อเพื่อนร่วม “ชาติ” เดียวกันอย่างทารุณโหดร้ายราวกับว่าผู้คนเหล่านั้นมิใช่มนุษย์ ดังในกรณี 6 ตุลา 19

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net