วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทริปฝึกถ่ายรูป : สัตหีบ...แสมสาร...สุดหาดนางรำ


เรานั่งดื่มกันท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังจนคุยกันไม่รู้เรื่อง
ผมตะโกนถามพี่เจษซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ...

ผม: ว่าไงนะพี่!!! พรุ่งนี้จะไปที่ไหนนะ
พี่เจษ: แสมสาร!!! เคยได้ยินชื่อมานานละ ไม่รู้ว่าอยู่ไหนในประเทศ
ผม: ห๊าา อะไรนะพี่!! แสมดำเหรอ?? ไปทำอะไร มีอะไรให้ถ่ายรูปเหรอ???
....เราดื่มกันจนดึก และนัดกันว่าจะล้อหมุนตอน 10:00am

โชคดีที่ Facebook คุยกันก่อนจะออกมาเจอกันว่า...เป็นที่..."แสมสาร"
ไม่อย่างนั้นคนนึงคงไปโผล่แถวพระรามสองอีกคนไปสัตหีบแน่ๆ >"<

ในที่สุด...10:15am วันที่ 28 ม.ค. 2555 เราสองคนก็ออกเดินทาง...
เพื่อฝึกถ่ายรูป และตามหารูปสวยในฝันกันอีกครั้ง...



ครั้งนี้เราไม่ได้คาดหวังอะไรกันมาก...เพราะไม่ได้ถ่ายรูปกันก็นานละ
เราแค่อยาก...ออกจากที่พัก...อยากกดชัตเตอร์...อยากผ่อนคลาย...
ผ่อนคลายจากงานที่แสนจะเครียดและกดดัน...ออกมายืนมองฟ้ากว้างๆ...
โดยไม่ต้องคิดเรื่องงานให้วุ่นวายใจ...^^



ระหว่างทางที่ขับรถไป...ก็เห็นว่าท้องฟ้าครึ้มๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่า...
อาจจะซวยถ้าฝนตก Y_Y แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร...มุ่งหน้าตรงไปยังสัตหีบ

เราเห็นป้าย "หลวงพ่อดำ วัดช่องแสมสาร"
จึงขับรถไปตามป้ายบอกทางเรื่อยๆ
คิดไม่ถึงว่า...นอกจากจะมีวัดแล้ว...ยังมีจุดชมวิวที่สวยงามแบบนี้อยู่

ผมกับพี่เจษยืนมองหน้ากัน...
นี่พวกเรามามั่วๆ ยังเจอที่สวยขนาดนี้ได้...เมืองไทย...ไม่ไปไม่รู้จริงๆ ^^



เท่าที่เราสังเกตุดูรอบๆ พบว่ามีผู้คนทยอยมาทำบุญและท่องเที่ยวกันเรื่อยๆ
ไม่มาก...ไม่น้อย...ค่อนข้างสงบพอสมควร...

เราก้มหน้าก้มตาถ่ายรูป...แดดแรงๆ กลับเดินตากแดดกันได้เป็นชั่วโมง
เพลิดเพลินกันจริงๆ ^^"



นานๆ ถึงจะได้หันหน้าเข้าวัดกันซักทีนึง...
รู้สึกว่า...ทำให้ใจสงบได้พอสมควรเลยล่ะครับ ^^
ฟุ้งซ่านมากๆ คิดเรื่องงานมากๆ เดี๋ยวบ้ากันพอดี 555+



มีคนมาดำน้ำ ดำผุดดำว่ายกันด้วยครับ...
แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าดำทำอะไรกัน เพราะไม่เห็นมีป้ายบอกอะไร
น่าจะดูปะการังหรือปลูกปะการัง ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน สุดจะเดา >"<



ผมชอบทะเลที่มีประภาคารจริงๆ
น่าเสียดายที่ท้องฟ้าวันนี้ไม่สดใส เลยอดได้รูปท้องฟ้าสวยๆ Y_Y



พวกเราใช้เวลาชื่นชมวิวอยู่ที่นี่นานพอสมควร...เพราะ...ไม่รู้จะไปไหน >"<
พอดีไม่ได้คิดกันไว้ว่าจะไปไหน...แค่นึกชื่อ "แสมสาร" ขึ้นมาได้
จากนั้นก็ขับรถมากันเลย...



ผมยืนอ่านป้ายที่อยู่ในวัดถึงได้รู้ว่า ใกล้กันนี้มีวัดอีกแห่งหนึ่งคือ "วัดช่องแสมสาร"
ส่วนที่ๆ เราอยู่กันนี้คือ "วิหารหลวงพ่อดำ"

ดังนั้นต้องขับรถต่อไปอีกนิสส...เพราะเห็นว่ามีพระราหูให้เดินลอดกันด้วย
แต่ผมไม่ได้เดินลอดนะครับ เพราะไม่รู้ว่าจะลอดไปทำไม >"<
และห้องน้ำของที่วัดสุดยอดมากๆ อารมณ์เหมือนรีสอร์ทสุดๆ (ไม่ได้ถ่ายรูป)



มาวัดกันทั้งที...ต้องขอแวะเข้าไปกราบพระกันซักหน่อย...
แต่ไม่คิดว่าจะได้กราบ..."พระบรมสารีริกธาตุ" ซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา
นับว่าพวกเราโชคดีจริงๆ...



เราขับรถออกมาจากวัด...แต่ก็ยังไร้จุดหมายอยู่ดี >"<
มองไปข้างทางเห็นชายหาด เลยจอดแวะถ่ายรูปกัน
ในใจก็หวั่นๆ เพราะ...เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล...



เรายืนมองเหม่อ ถ่ายรูปเรือไปเรื่อยๆ มีแต่เรือกับเรือ...
วัยรุ่นหนุ่มสาวก็อาศัยวันหยุดแบบนี้ ออกมาพักผ่อนตกปลาทะเลกัน ^^"


หลังจากที่มีแต่รูปเรือกับเรือ ทำให้เราสองคนนึกขึ้นมาได้ว่า!!!
"เรือรบหลวงจักรีนฤเบศร" จอดเทียบท่าอยู่ที่สัตหีบนี่นา!!!
ไปถ่ายรูปกันเถอะ ^^



พอต้องเข้ามาอยู่ในตัวเรือแบบนี้...ทำให้เข้าใจความรู้สึกของทหารเรือเลยครับ
ว่ามัน...แสนจะอึดอัดและต้องเสียสละมากแค่ไหน...เพื่อปกป้องประเทศของเรา



และเมื่อพวกเราขึ้นมาถึงดาดฟ้าเรือ ก็พบกับเมฆฝนปกคลุมท้องฟ้าเต็มไปหมด...
แล้วแบบนี้จะถ่ายรูปได้ยังไงเนี่ย Y_Y



เราโชคดีอีกแล้ว...นอกจากเรือจักรีแล้ว เรายังได้เจอเรือรบอีกสองลำ..
เป็นเรือพิฆาตเรือดำน้ำ รหัส 461 และ 462 ซึ่งก็คือ
เรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย และ เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก



ตอนแรกก็ไม่ค่อยมีคนนะครับ แต่พอถ่ายรูปไปเพลินๆ
หันกลับมาอีกที คนมากันเพียบบบบบบบ >"< แล้วจะถ่ายรูปได้ไงเนี่ย Y_Y



อ่า...หรือว่าจะฝึกถ่ายรูปคนดีนะ -*-
อืมๆๆๆ...บางคนก็น่ารักมากมาย
ดีใจแทนเรือหลวงจักรีนฤเบศรที่มีคนสนใจมาเยี่ยมกันมากมายถึงเพียงนี้
เราแอบได้ยินหลายๆ คนคุยกันว่าจะไปที่หาดนางรำกันต่อ...^^
555+ แค่นี้เราก็มีจุดหมายต่อไปละ

เที่ยวเมืองไทย...ไปเรื่อยๆ ไปมั่วๆ ก็ไปกันได้ สบายใจ ลั๊ลลาาาา ^^"



แค่ขับรถออกจากเรือรบหลวง...ก็จะเจอป้ายให้เลี้ยวเข้าหาดนางรำ...
อยู่ใกล้กันมากมายครับ เสียค่ารถเข้าไป 20 บาทเป็นค่าบำรุง
เป็นหาดที่อยู่ในพื้นที่ของทหารเรือ...

จังหวะที่ไปถึงนั้น แดดแรงแสบตามากมาย (ฝนยังไม่ตก)
เราเริ่มหิวมากมาย มือสั่นไปหมด ก็เลยลองทานอาหารที่สโมสรของทหารเรือ
สั่งกระเพรารวมมิตรทะเลไข่ดาว (อาหารประจำชาติ) จานละประมาณ 50 บาท
กับต้มยำรวมมิตรทะเลน้ำข้น...(คิดอะไรไม่ออก 555+)
ขอบอกว่า...อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สุดๆ
กระเพราใส่ปลาหมึกกับกุ้งตัวโตๆ และมีชิ้นเนื้อปลาอินทรีย์ขนาดใหญ่
อร่อยกลมกล่อมจริงๆ ครับ ส่วนต้มยำไม่ต้องพูดถึง...ซดน้ำกันจนเกลี้ยง ^^"

ทั้งๆ ที่คนเยอะมาก และเราก็เป็นลูกค้ามุมเล็กๆ นั่งกันสองคน
แต่เจ๊จะมาคอยถาม บริการดูแลอย่างดี อยากบอกว่า "ประทับใจ" ในแรกพบ
ไว้วันหลังจะพากองทัพมาถล่มอาหารทะเลเป็นกิจลักษณะกว่านี้นะครับ 555+

นักท่องเที่ยววันนี้เยอะมากๆ ส่วนใหญ่เป็นรถบัสคันใหญ่ๆ ติดป้าย "ทัศนศึกษา"
จากหลายสถาบัน...และก็มีชาวต่างชาติอีกไม่น้อย



หลังจากอิ่มหนำสำราญ...เราสองคนนั่งนิ่งๆ ทอดสายตาไปรอบๆ
ต่างก็แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้...มองผู้คนผ่านไปมา...

พอจับใจความได้ว่า...เป็นระดับสถานที่ท่องเที่ยว...ประมาณนึงเลยนะเนี่ย
แล้วทำไมพวกเราไม่เคยมากันซักที? อยู่ใกล้่ๆ ตรงนี้นี่เอง แปลกดี

การนั่งนิ่งๆ แบบนี้ ริมทะเล ริมชายหาด...ลมพัดเย็นสบาย...
แค่นี้ก็แสนจะสุข มันช่างผ่อนคลายได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ ^^



พวกเราเริ่มออกเดินกันอีกครั้ง...เพื่อจะหามุมสำหรับถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกน้ำทะเล
ลัดเลาะเลียบไปตามชายหาด...ผู้คนมากมาย สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
และ...ความสุข...



ด้วยสภาพอากาศที่แปรผันสลับสับเปลี่ยน เดี๋ยวครึ้มเดี๋ยวแดด...
ทำให้สีของท้องฟ้าและน้ำทะเลไม่เป็นไปอย่างที่เราหวังเอาไว้
ในเมื่อ แสงและสี ไม่เอื้ออำนวย เราก็ใช้เรื่องของการจัดวางภาพมาทดแทน
อย่างน้อยเราก็ยังได้รูปถ่ายของหาดกลับมา เอาเก็บไว้ในความทรงจำ ^^



เราสองคนเดินหามุมเพื่อที่จะถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกทะเลกันให้ขวักไขว่ไปหมด
เดินลัดไปเลาะมา เวลาเริ่มเหลือน้อย....พระอาทิตย์ใกล้ตกทะเลแล้ว
ต่างคนก็ต่างมีมุมมองของแต่ละคน สถานที่แห่งเดียวกัน มองจากคนสองคน
กลับไม่มีอะไรเหมือนกันเลย 555+ เริ่มโต้แย้งกันว่าตรงนั้นดีกว่าตรงนี้ 555+

เฮ้อออออออ....ทะเลยามอาทิตย์อัสดง
ไม่แนะนำสำหรับคนอกหักและมีความเศร้านะครับ เพราะว่า...มัน...เหงา มาก...



เวลา...ก็เวลาเดียวกัน...
สถานที่...ก็สถานที่เดียวกัน...
แต่..."ความเหงา" ไม่เท่ากัน ^^"



ในที่สุดพวกเราก็เจอมุมที่คิดกันว่า...เหมาะสม...
น่าจะสามารถเก็บรูปถ่ายดีๆ ได้ซักใบนึงจากตรงนี้
มีนางเงือกและพระอภัยมณีเป็นสักขีพยาน ^^"

...พระอาทิตย์ตกน้ำทะเล...จากมุมตรงนี้...น่าจะสวยนะ >"<



เวลายังเหลืออีกพอสมควร...พระอาทิตย์ในเดือนมกราคมแบบนี้
มักจะลับขอบฟ้าประมาณเกือบ 6 โมงเย็น...เราจึงได้แต่เฝ้ารอ
รอด้วยความอดทน...(ตากแดดอ่อนๆ รอ Y_Y ตัวดำปี๋)



การที่เราหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพื่อรอ...ทำให้เราได้แง่คิดอะไรๆ ต่างๆ ขึ้นมามากมาย
เช่น...พลังแห่งธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ เราไม่มีสิทธิ์ไปบังคับดวงอาทิตย์ได้
จะนานแค่ไหน เราก็ทำได้แค่..."รอ"

และเราก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า...สิ่งที่เรา "รอ" นั้น...สุดท้ายแล้ว
จะเป็นอย่างที่เราตั้งตารอหรือเปล่า...อย่างที่เค้าเรียกกันด้วยคำง่ายๆ ว่า...
"ผิดหวัง"...
เราไม่อาจที่จะรู้ล่วงหน้าได้เลย...แต่ก็ต้อง...ทน...และ..."รอ"



เราสองคนนั่งทอดอารมณ์ดูผู้คนพายเรือผ่านไปผ่านมา...
ดูผู้คนมาถ่ายรูปกับนางเงือกและพระอภัยมณี...

ทำไม? คนอื่นๆ ไม่มานั่งรอพระอาทิตย์ตกทะเลเหมือนเราสองคน?
ทำไม? เราสองคนไม่ถ่ายรูปกับนางเงือกเหมือนคนอื่นๆ ?

จุดๆ เดียวกัน...แต่มุมมองของความพอใจในความสวยกลับแตกต่างกันออกไป...



และแล้ว...ในที่สุด...เวลาที่เรารอคอยก็มาถึง...

แต่...

สิ่งที่เรารอคอย...กลับมาไม่ถึง Y_Y
คุณพระอาทิตย์ไม่รู้ว่าน้อยใจอะไร...ถึงได้แอบลับหายไปกลางท้องฟ้าแบบนี้
เราสองคนมองหน้ากัน...อุทานแทบจะพร้อมๆ กัน
"ตรูว่าแล้ว!!!"

เราจึงอดได้รูปถ่ายพระอาทิตย์ตกทะเลในทริปนี้อย่างแน่นอนชัวร์ๆ
ต่อให้กล้องและเลนส์ราคาแพงแค่ไหน...ตากล้องฝีมือเทพสักปานใด...
ก็ไม่มีวันถ่ายพระอาทิตย์ตกทะเลในวันนี้ได้...เพราะ...พระอาทิตย์ไม่ตกทะเล...



มุมแสนสวย...ในฝัน...ในจินตนาการที่เราเตรียมการเอาไว้อย่างดี
พังทลายลงในพริบตาที่คุณพระอาทิตย์หายลับไป...



เมื่อความมืดเข้าปกคลุม...ทุกอย่างเริ่มเงียบสงัด...
นักท่องเที่ยวกลับไปกันหมดแล้ว...เหลือแค่เราสองคน ฝังตัวอยู่ในมุมมืดริมหาด...

บรรยากาศเริ่มน่ากลัว....>"<
ทุกอย่างดูวังเวงไปหมด...

ผมเห็นนางผีเสื้อสมุทรผู้น่าสงสาร ต้องกลายไปเป็นหินด้วยมนต์ปี่ของพระอภัยมณี
ความจริงแล้วนางผีเสื้อสมุทร ก็มีหัวใจรักเหมือนหญิงโดยทั่วไป...
เพียงเพราะความอัปลักษณ์...
จึงต้องใช้มนต์มายาเพื่อที่จะได้มาซึ่งความรักจากพระอภัยมณี
ท้ายที่สุดเมื่อถูกหักหลัง...ก็เหมือนสตรีที่ถูกแย่งชิงของรักของหวงไป...
ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า...ล่มเรือ...กวาดล้างทั้งมหาสมุทร
แต่ท้ายที่สุด...นางต้องกลับมาสิ้นใจ เพราะน้ำมือของชายที่นางรัก...
และ...ต้องกลายเป็นหินอยู่ตราบกาลนาน...



หาดนางรำ...ในยามที่ไร้แสงไฟ...
ไร้ผู้คน...ก็ยังคงความงดงาม...และเงียบสงบ...



ผมกดดูรูปจากหลังกล้องหลายต่อหลายครั้ง...
ชักเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง...!? แต่ไม่กล้าพูดอะไร...
เหลียวซ้ายแลขวา...มองหาสิ่งที่ปรากฏอยู่ในรูป...กวาดสายตาไปในความมืด
...ก็ไม่พบอะไร...

รีบชวนพี่เจษ...>"<

ผม : พี่เจษๆ ผมว่า...มันเงียบเกินไปนะ แล้วก็มืดมากด้วย กลับกันดีไหม
พี่เจษ : ก็ดีนะ...ไม่รู้ว่าเขามีปิดประตูตอนไหนรึเปล่า เดี๋ยวจะโดนขังอยู่ในนี้
ผม : กลัวเจอเจ้างูตัวมะกี้ด้วยง่ะ มืดขนาดนี้มองอะไรไม่เห็นเลย...
(ความจริงเมื่อตอนบ่าย มีงูตัวหนึ่งเลื้่อยผ่านหน้ารถของเราไป
งูตัวนั้นเลื้อยออกมาจากจุดที่เรายืนถ่ายรูปกันตอนนี้พอดี)
พี่เจษ : ไปกันเลย ประกาศ "ปิดกล้อง" เสร็จสิ้นการถ่ายทำในวันนี้!!! ^^



ผมกลับถึงที่พัก...รีบเปิดดูรูปที่ผมสงสัย...
ขนลุกไปหมด...>"<

ไม่น่าจะใช่นะ...ไม่ใช่แน่ๆ เพราะตอนที่ถ่ายรูปมีผมกะพี่เจษแค่สองคน...
เพราะ...ฉะ...นั้น...เงาในรูป...ไม่น่าจะใช่...คน Y_Y
ลองเอารูปผีเสื้อสมุทรมาซูมดูชัดๆ อีกที >"<
ผมเห็นเงาจางๆ ด้านซ้ายมือสุดโผล่มาในรูป...



ดูจากรูปร่างและการแต่งตัว...เหมือนผู้หญิงผมสั้น...ยืนเท้าเอวชมวิวมากกว่า...
>"<

ไม่รู้สิครับ...ไม่รู้ว่า...ทำไมมีนักท่องเที่ยวคนอื่นโผล่มายืน ทำตัวจางๆ แบบนี้ Y_Y
แล้วพบกันใหม่กันทริปออกฝึกถ่ายรูปคราวหน้านะครับ Bye bye
บรื๋อออออ...สสส์ >"<


โดย Mr.Apirak

 

กลับไปที่ www.oknation.net