วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทิวเขา...ลำเนาน่าน :: ยอกยวล "อวลอรุณ - ธาราศิลาเพชร"


สาวลำวงงานปีใหม่ บ้านป่าตอง

กว่าที่เราจะกลับมาถึงบ้านพี่ปุกก็ปาไปเกือบสองทุ่ม เรารีบอาบน้ำอาบท่ามาร่วมงานปีใหม่ที่พี่ปุกจัดให้กับเด็ก ๆ และบรรดาญาติ ๆ ในระแวกใกล้เคียง นั่งกินเมี่ยงปลาทู และดูภิริสาร้องเพลงคู่อยู่ซักพัก ก็ปลีกตัวออกมาที่ลานหน้าบ้าน

สายหมอกในไร่หน้าบ้านพี่ปุก

ในเวลาฟ้ามืดแบบนี้ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านอนดูดาว กลางท้องทุ่งที่ไม่มีตึกรามบ้านช่อง ไม่มีแสงไฟฟลูออเรสเซน เหมาะแกการลากเสื่อและผ้าห่มออกมานอนดูดาว มองไปเรื่อยเปื่อยบนฟ้าในเวลานี้ มีแต่ดาวที่กระพริบริบรี่อยู่บนนั้น ปล่อยอารมณ์ไปเรื่อย ๆ กับห่วงคำนึง

เต้นท์ของเด็ก ๆ ที่เอามากางนอนกันตั้งแต่เมื่อคืน

ดวงดาวดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลมือคว้า แต่ก็ไกลจนสุดปลายสายตาและปลายมือ ราวกลับเรื่องราวในอดีตที่เหมือนจะอยู่กับเรา แต่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรที่ผ่านมา อากาศเย็นสบาย ๆ ใต้ฟ้ากว้าง กลุ่มดาวระยิบอยู่ตรงหน้า มีไม่บ่อยนักที่จะมีดาวตกให้มองตามสักดวง คงไม่ต้องอธิฐานอะไร เพราะรู้อยู่แก่ใจ อยากได้อะไรให้หาเอา

หมอกลงจับถนนหนทางในหมู่บ้าน

ภิริสาเดินเข้ามานั่งด้วยซักพักก็กลับไปร้องเพลงในงาน ยิ่งตกดึกเวลายิ่งกลายเป็นของผู้ใหญ่ เสียงเพลงรุ่นใหญ่ที่คุ้นหูดังก้องท้องทุ่ง ไม่ว่าจะเป็น เพลงกอดฉัน ของ วารุณี สุนทรีสวัสดิ์ หรือลูกทุ่งวงดัง ที่ประเดประดังเข้ามา ก่อนจะมีเสียงร้องชวนให้ไปเที่ยวงานรำวงที่วัดในระแวกบ้าน

ธารน้ำที่ไหลมาจากน้ำตกศิลาเพชร

เราเดินเกาะกลุ่มกันไปวัดที่เราผ่านไปมาเมื่อเวลาออกไปเที่ยวนั่นเอง เวทีรำวงถูกยกขึ้นสูงกว่าพื้นไม่มากนัก มีเต้นท์สำหรับขายอาหารและเครื่องดื่ม โดยได้รับการสนับสนุนจากสปอร์นเซอร์ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในตัวอำเภอ อบต. สจ. ในระแวกนั้น

ชาวบ้านร้านตลาดดูสนุกสนานครื้นเครงกันมาก เพราะนอกจากจะเป็นงานเทศกาลรื่นเริงแล้ว รายได้จากงานนี้ ยังนำไปถวายวัดเพื่อสร้างศาสนสถานต่าง ๆ อีกด้วยเรียกว่าได้ทั้งตังค์ได้ทั้งมันส์กันเลยทีเดียว แถมยังได้ลุ้นรางวัลใหญ่จากการจับสลากเสียอีกด้วย

หูกทอผ้าที่ยังมีอยู่ตามบ้านเรือนต่าง ๆ แม้นจะไม่ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์เดิมแล้ว
ยังนำมาใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านได้

กว่าจะได้กลับมาที่บ้านก็ผ่านไปครึ่งคืน หลังจากที่ได้คุยกับพ่อของพี่ปุก พวกเราตัดสินใจกันว่า พรุ่งนี้ จะขับน้องกรร คันเดิมขึ้นภูฟ้า เพราะพ่อบอกว่ามีอีกทางที่จะสามารถขึ้นไปได้ และทางไม่โหดเท่ากับทางขึ้นดอยภูคา เพราะเป็นทางเนิน จากนั้นเราต่างคนต่างพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้นอกจากขึ้นภูฟ้าแล้ว ชั้นเองยังต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยรถประจำทางชั้น 2 เหมือนตอนที่มา

พระอาทิตย์ยังไม่แย้มพราย

เช้าทีอากาศขมุกขมัวด้วยไอหมอกไอน้ำยามเช้าดูราวกับจะครอบคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ เหมือนหนังที่เคยดูในสมัยเด็ก "เมืองในหมอก" เรื่องของโศกนาฏกรรมเศร้าของครอบครัวในดินแดนที่ห่างไกล

เส้นทางที่ตัดผ่านไร่ข้าวโพด

เมื่อทุกอย่างพร้อม เราออกเดินจากบ้านแวะไปยังธารน้ำตกศิลาเพชร ที่บัดนี้แม้นน้ำจะไม่มากนัก แต่ก็ยังมีความสวยงามให้เราได้เก็บเกี่ยว นึกถึงคำน้าชายของพี่ปุกว่า เมื่อหน้าน้ำที่ผ่านมากระแสน้ำเชี่ยวกรากและมากล้นจนแทบจะท่วมทั้งสองตลิ่ง ผิดกับตอนนี้ที่เป็นเพียงธารน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลเลาะลงมาเพียงให้เห็นเป็นทางน้ำเท่านั้น

เส้นทางบนสันเขา ขับไปเสียวไป เพราะหน้าผาทั้งสองข้างทาง

ในที่สุดเราก็ขับน้องกรรออกไปตามทางที่พ่อพี่ปุกบอก ผ่านทุ่งหญ้า ผ่านไร่ข้าวโพด หนทางยิ่งไปยิ่งสูงชันผ่านโตกหินไปจนถึงภูเขาสูง ที่แท้ที่บอกว่า "เป็นทางเนิน" มันไม่ใช่เนินดินอย่างที่เราคิด แต่มันเป็น "เนินเขา" ที่เราคิดว่ามันสูงชันกว่าที่เราผ่านมาจากทางดอยภูคา เพราะขณะนี้ เรากำลังขับรถอยู่บนสันเขาทั้งลูก

อากาศดี ๆ บนสันเขา ถ้าไม่ต้องเป็นคนขับจะดีกว่านี้มากทีเดียว

ขณะนี้ท่านกำลังขับรถบนสันเขาที่โครตะระสูงและมีลมแรงนะจ๊ะ

บางจังหวะก็เป็นเนินเขาสูง บางจังหวะก็เป็นการทิ้งดิ่งลงมา ยิ่งไกลไปหนทางยิ่งยากแก่การขับขี่ เพราะแต่ละโค้งไม่ใช่เป็นเพียงโค้งหักศอกธรรมดา แต่มันเป็นโค้งพับผ้าที่พับไปมาแทบไม่รู้จบ ยิ่งสูงชัน ยิ่งดิ่งลง แถมถนนยังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม ดังนั้น ทางราดยางแทบไม่มีให้เห็นเป็นช่วง ช่วงที่ยาวที่สุดเป็นถนนโรยกรวดยาวกว่า 2 กิโล

เลียงหนทาง ถนนบนเขา

ทางเนินชันที่ทำให้เรารู้ว่าใช้น้องกรร เกินกว่าสมถนะของมันแล้วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว สำเนียกเพียงว่าขณะนี้ ไมล์วัดความเร็วของรถได้ขาดไปแล้ว จากการที่นำรถลงเนินสูงแบบทิ้งดิ่งจนไมล์ตีกลับครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อขับขี่ด้วยเกียร์สองขึ้นไปบนเนินชัน ตัวรถกระตุกเยือกเกียร์ดีดกลับไปยังเกียร์หนึ่งกระทันหัน จนล้อหน้าของรถยกขึ้นจากพื้นถนนในลักษณะยกล้อหน้าสูงท่วมหัว

ทางที่ชำรุด จำเพาะต้องมาชำรุดบนสันเขาตอนนี้ด้วย

ภิริสาลงไปกองก้นจ้ำเป้าอยู่บนถนนแล้ว ในขณะที่ฉันรวบรวมสติจับแฮนด์รถเอาไว้ไม่ไห้ม้วนกลับมาทับเราทั้งคู่ ก่อนที่จะปล่อยคันเร่งและวางแฮนด์และล้อหน้าลงข้างทางให้พ้นจากที่ภิริสานอนแอ้งแม้งอยู่ ข้อนิ้วที่แตกจากการที่ภิริสาทำรถล้มครั้งแรกเมื่อวาน ดูจะประท้วงเพราะเลือดเริ่มไหลซึมออกมาอีก ข้อมือเริ่มปวดหนึบ ๆ

และนี่คือทางที่ต้องไป...ไม่สามารถถอยหลังได้อีก

ฉันพูดติดตลกกับภิริสาว่า "เธอทำล้มครั้งนึ่ง ฉันทำล้มครั้งนึง เราหายกัน" แต่ก็อดห่วงเรื่องสมถนะของรถไม่ได้ จริงอยู่อีกไม่ไกลก็จะถึงภูฟ้าแล้ว แต่หนทางกลับยังอีกยาวไกล แถมยังมีปัจจัยเวลาที่ต้องกลับไปให้ทันรถเที่ยวสี่โมงเย็นวันนี้อีก เห้ออออ เอาไงดี !!!

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ยามเยือน "ห้องสมุด บ้าน ๆ น่าน ๆ"

เยื้องย่าง "หอศิลป์ริมน่าน-เรือนมิตรภาพ" ศิลปะแห่งศิลปิน

เยี่ยมเยียน "บ้านป่าตอง ปัว"

ย่องยล "น้ำตกต้นตอง"

ย่ำยาม "อุทยานแห่งชาติดอยภูคา - บ่อเกลือ"

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net