วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทิวเขา...ลำเนาน่าน :: เยี่ยมยล "พระตำหนักภูฟ้า"


ฉันขับประคองน้องกรรมาจนถึงทางเข้าภูฟ้าจนได้ และทันทีที่เจอเต้นท์ อพปร. (อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน) ฉันจึงไม่รีรอที่จะตรงเข้าไปหาและขอความช่วยเหลือ ความช่วยเหลือที่ต้องการคือ ให้เจ้าหน้าที่ อพปร. ขับรถไปส่งยังพื้นราบ ภิริสาดูงง ๆ แต่ฉันรู้ดีกว่า ทั้งสภาพร่างกายและสมถนะของรถที่ไม่เต็มร้อยอีกทั้งความรีบเร่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เราไปไม่ถึงบ้านพี่ปุกได้โดยง่าย

เจ้าหน้าที อพปร. เสนอให้เราเหมารถปิ๊กอัพผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งลงไป แม้นสนนราคาจะไม่แพงนัก แต่เมื่อเรายืนกรานว่าไม่มีเงินจ่าย และขอให้ อพปร. เอามอเตอร์ไซด์ขับไปส่งเราแทน เจ้าหน้าที่จึงวิทยุสื่อสารขอความช่วยเหลือกันจนได้คำตอบว่า ทางเจ้าหน้าที่ อพปร. จะเอารถปิ๊กอัพไปส่งเราแทน โดยเรายินดีที่จะช่วยเหลือค่าน้ำมันรถให้เล็กน้อย

ดังนั้น ในระหว่างที่รอรถของ อพปร. เราจึงขอเข้าไปเที่ยวชมในภูฟ้าเสียก่อน ฉันเปลี่ยนให้ภิริสาเป็นคนขับขี่น้องกรรเข้าไปยังพระตำหนักภูฟ้า โดยฉันเป็นคนซ้อนบ้าง ลงเดินบ้าง จนมาถึงทางแยกสายหนึ่งซึ่งเขียนว่า "ศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้า" เราจึงได้จอดรถที่หน้าป้าย และเดินไปตามทางลูกรังเพื่อเข้าไปดู

ด้านนี้ไม่ค่อยมีคนเข้ามาชมมากนัก เพราะเป็นแปลงผัก และศูนย์เพาะพันธุ์พืชเสียเป็นส่วนใหญ่ เด็ก ๆ วิ่งมาล้อมหน้าล้อมหลังอาสาขอเป็นมัคคุเทศน์พาเที่ยว แต่ก็จนใจจริง ๆ เพราะดันไม่ได้หยิบกระเป๋าตังค์ติดตัวมา เลยต้องขอขอบใจหนู ๆ เอาไว้ในโอกาสนี้

เดินไปได้ซักพักชักไม่ไหวเสียแล้ว ดูราวแปลงเพาะพันธุ์พืชแห่งนี้จะอยู่ต่ำลงไปในหุบเขา พวกเราจึงเปลียนใจ และขอเดินเที่ยวรอบ ๆ ดูแทน แล้วจึงกลับขึ้นไปด้านบนเพื่อขับรถต่อไปยัง พระตำหนักภูฟ้า อันเป็นที่ประทับแปรพระราชอิสริยบทของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

เส้นทางก็ยังคงคดเคี้ยวและเลี้ยวชัน ทำให้ในบางช่วงชั้นต้องลงเดินเพื่อลดภาระการควบคุมเจ้าสองล้อของภิริสา และในที่สุดเราก็มาถึง "พระตำหนักภูฟ้า" จนได้ พระตำหนักภูฟ้า เป็นเสมือนเรือนรับรองเล็ก ๆ ที่สมเด็จพระเทพใช้เป็นที่ประทับยามมาเยือน สภาพค่อนข้างทรุดโทรม สังเกตุได้จากลานระเบียงเฉลียงไม้ต่าง ๆ ต่างทรุดโทรมและผุพัง จนบางส่วนต้องติดป้ายห้ามเข้าชม และบ้างส่วนอยู่ในระหว่างซ่อมแซม จึงทำให้เราเดินดูอะไรได้ไม่มากนัก

เราพาตัวเองมุ่งหน้าเข้าไปในส่วนพื้นที่ของพระตำหนักเข้าไปอีก ในส่วนของพื้นที่ ๆ อำนวยความสะดวก มีโรงเรือนเพาะชำกล้า มีสถานีวิทยุ และมีเรือนพักสัมนา และห้องสำหรับแสดงผลิตภัณฑ์ชาวบ้าน และจำหน่ายของที่ระลึก

ระเบียงไม้ทอดยาวลงไปในหุบ กลางแปลงเพาะพันธุ์พืช ที่ตอนนี้ออกดอกออกใบสะพรั่ง น่าที่จะนำมาประกอบอาหาร ถึงแม้นฉันจะไม่ชอบกินผัก แต่เมื่อเห็นแปลงผักงาม ๆ เช่นนั้น ยังอยากเอามาใส่จานราดน้ำสลัดกินเสียให้สมใจ

แวะพักกินน้ำกินท่า ถ่ายภาพกันอยู่สักพัก เจ้าหน้าที่ อพปร. หน้าตาคุ้นเคยก็เข้ามาทัก ทำให้รู้ว่า พวกเจ้าหน้าที่ด้านล่างนั้นเป็นห่วงพวกเรา จนต้องขับรถมอเตอร์ไซด์ตามขึ้นมาดู เพราะกลัวกันว่าเราจะพากันไปทิ้งโค้งแถวไหนเสียแล้ว ทำให้เราต้องรีบเร่งเดินทาง ฉันอาสาที่จะซ้อนท้าย อปพร. ท่านนั้นลงไปยังศูนย์ด้านล่าง ขนาดที่ว่าซ้อนท้ายคนชำนานเส้นทาง ยังเล่นเอาเสียวช่องท้องตลอดเวลาที่เทโค้ง เพราะความเร็วที่จำเป็นต้องปล่อยให้น้ำหนักรถโล้ไปกับแรงโน้มถ่วงของโลกนั้น มีแรงเหวี่ยงผสมอยู่ด้วย

เมื่อเราลงไปถึงศูนย์ อปพร. รถกะบะของทางเจ้าหน้าที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่หลายคนมาช่วยกันเอา น้องกรร ขึ้นท้ายรถกะบะพร้อมทั้งพันธนการเอาไว้อย่างแน่นหนา จนมั่นใจได้ว่า น้องกรรจะไม่เทโค้งลงไปชมหุบเขาระหว่างทางโดยพละการแน่นอน พวกเราขึ้นนั่งประจำที่ ฉันนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ ๆ ทำหน้าที่พลขับให้เราไปตลอดทาง เขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่เขาจะกลับบ้านมาเป็น อปพร. อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่นี้ เขาเคยเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ มาหลายปี

อาชีพที่เขาเลือกในการประกอบอาชีพกว่า 10 ปีนั้น คืออาชีพอาสาสมัครปอเต็กตึ้ง ซึ่งเขาเล่าว่า อาชีพดังกล่าวทำรายได้ให้กับเขาไม่น้อย ไม่ใช่ได้จากมูลนิธิฯ หรืออะไร แต่ได้จากน้ำใจของบรรดาญาตของผู้เสียชีวิตที่ได้มอบให้เป็นสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย พวกเขาไม่เคยเรียกร้อง แต่ส่วนใหญ่ทางญาตจะจัดเตรียมเอาไว้ให้ทั้งนั้น

จวบจนเวลาผ่านไปนาน ๆ จนเขาคิดถึงบ้าน จึงได้เดินทางกลับมาบ้านและเข้าเป็นอาสาสมัคร อปพร. ซึ่งเป็นงานที่เขาถนัด ในหมู่บ้านห่างไกล ไต่ต่ำลดไล่ไปตามสันเขาเช่นนี้ เจ้าหน้าที่อาสาฝ่ายพลเรือนมีความจำเป็นมาก เพราะสามารถเข้าถึงชาวบ้าน และรู้ตื้นลึกหนาบาง จนกระทั้งรู้หลบรู้หลีกจากกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ได้คล่องตัวและได้รับความไว้ใจกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เขาเล่าถึงปัญหาอุปสรรค และข้อดีข้อเสียของการทำงานในท้องที่ ภาระกิจ วัสดุอุปกรณ์ ที่ฟังดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าเขาจะสามารถใช้สิ่งของเหล่านั้นในการปฏิบัติหน้าที่ประจำวันของเขาได้ รวมถึงเจ้ารถกะบะคันที่พวกเรานั่งมาด้วยนี่ ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 10 ปีล่วงมาแล้ว แถมยังไม่ได้รับการดูแลจากพลขับคนเก่า จนเมื่อเปลียนผู้ควบคุมแทบจะต้องเรียกว่าสังคยนากันใหม่หมดทั้งคัน

รถวิ่งมาส่งเราถึงที่หมายในเวลาไม่นาน แน่นอนที่สุด หากเป็นน้องกรร เราคงต้องใช้เวลามากกว่านี้เป็นเท่าตัว และนั้นก็หมายความว่าฉันจะต้องตกรถเที่ยวกลับกรุงเทพฯ แน่นอน  กระนั้นทันทีที่ถึงบ้าน ฉันต้องรีบเข้าไปอาบน้ำ และเอาสัมภาระทั้งหมดออกมา แต่ไม่ลืมที่จะสวัสดีลา ท่านเจ้าของบ้าน

ภิริสาขึ้นคร่อมน้องกรรรออยู่แล้ว เราพากันมุ่งต่อไปข้างหน้า ตามเส้นทางที่จะต้องเดินไป ทิ้งเอาไว้แต่ร่องรอยของความทรงจำ และความประทับใจเอาไว้ให้หวลระลึกถึงวันเวลาที่มีร่วมกัน !!!

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ยามเยือน "ห้องสมุด บ้าน ๆ น่าน ๆ"

เยื้องย่าง "หอศิลป์ริมน่าน-เรือนมิตรภาพ" ศิลปะแห่งศิลปิน

เยี่ยมเยียน "บ้านป่าตอง ปัว"

ย่องยล "น้ำตกต้นตอง"

ย่ำยาม "อุทยานแห่งชาติดอยภูคา - บ่อเกลือ"

ยอกยวล "อวลอรุณ ธาราศิลาเพชร

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net