วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสียงเพลงกับความหมายที่ถูกสร้าง


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


เสียงดนตรีเป็นเรื่องของระบบภาษาเชิงสัญลักษณ์ ท่วงทำนองหนึ่งๆ ไม่เคยดำรงอยู่อย่างปราศจากความหมาย และสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามบริบทแวดล้อมและกาลเวลา

ตัวอย่างเช่นชื่อของโน้ตเพลงที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ (do re mi fa sol...) ก็ไม่ได้ปราศจากความหมาย และผูกติดอยู่กับศาสนาคริสต์อย่างแนบแน่น เพราะชื่อตัวโน้ตเหล่านั้นเป็นพยางค์แรกของวรรคต่างๆ จากเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ที่ว่า

Ut queant laxis resonāre fibris 

Mira gestorum famuli tuorum, 

Solve polluti labii reatum, 

Sancte Iohannes.

(คำว่า Ut มีความหมายเท่ากับ Do)

ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจอะไรที่เสียงเพลงตะวันตกจะเกี่ยวโยงถึงพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะผมเชื่อว่าแต่ไหนแต่ไรมา เสียงต่างๆ ย่อมถูกมนุษย์สร้างขึ้นด้วยความเชื่อทางศาสนาอยู่แล้ว

เรื่องนี้ยังเห็นได้ในทั่วโลก และในสยามก็มีกรณีอย่างการเซิ้งบั่งไฟหรือการแหล่ การร่ายต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น

เพลงหรือการร่าย ขับลำประเภทนี้ จึงมีบทบาทที่ชัดเจนว่าจะต้องใช้เมื่อไร และไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อความบันเทิงอย่างผิดที่ผิดทาง (แต่แน่นอนว่าปัจจุบันบทบาทที่ชัดเจนเหล่านั้นย่อมเลือนหายไปในสังคมที่ปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างถอนราก)

แต่หลายครั้ง ความหมายในเสียงเพลงจำนวนหนึ่งยังคงชัดเจนและเป็นขนบที่สืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นกรณีของเพลงหน้าพาทย์ต่างๆ ที่ถือเป็นเพลงศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในการเชิญเทวดาลงมาในงานพิธี ย่อมยังคงมีความหมายพิเศษ และไม่สามารถนำมาใช้บรรเลงเล่นเพื่อความบันเทิงได้

เสียงเพลงแต่ละเพลงจึงมีความหมายที่ถูกผูกติดอยู่กับมัน (ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม) ตัวอย่างยังมีเช่นเพลงไทยบางเพลงที่ถือเป็นเพลงเศร้าและใช้ในงานอวมงคล ย่อมจะไม่สามารถถูกนำมาใช้ในงานมงคลได้ ดังนี้เป็นต้น

ในดนตรีตะวันตก เรื่องนี้มีความสำคัญและผูกโยงอยู่กับวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก การ quotation งานเพลงต่างๆ ลงในดนตรีคลาสสิค ย่อมเป็นการผลิตซ้ำความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างที่ผู้แต่งเพลงต้องการให้เป็น

ตัวอย่างเช่นการที่ Berlioz นำทำนองเพลงสวด Dies Irae มาใช้ในซิมโฟนีของตน ผู้ฟังชาวตะวันตกที่จำท่วงทำนองเพลงสวดเพลงนี้ได้ ย่อมคิดกลับไปหาเนื้อร้องเพลงๆ นี้ และเข้าใจได้ในทันทีว่า Berlioz กำลังกล่าวถึงหายนะบางอย่างหรือความพังทลายของเรื่องราว เพราะเนื้อร้องเพลงสวดบทนี้มีเนื้อหาที่ว่าด้วยวันพิพากษาโลกนั่นเอง

ชุดความหมายเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากหนังสยองขวัญเรื่อง The Shining ของ Stanley Kubrick ที่นำทำนองเพลง Dies Irae นี้มาใช้ตอนเปิดเรื่องได้อย่างทรงพลัง และเป็นการบอกผู้ชมไปในตัวว่าหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความหายนะ

(ซึ่งชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวตะวันตก คงจะไม่เข้าใจไปในทิศทางนั้นเสียทีเดียว นอกจากว่าจะได้เรียนรู้ความหมายเชิงสัญลักษณ์นั้นเสียก่อน เรื่องนี้จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมล้วนๆ)

เพลงชาติของไทย เป็นเพลงที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความเป็นรัฐแบบสมัยใหม่ ดังนั้นแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพจึงเป็นหัวใจหลักของการปกครองแบบใหม่ตามแบบฝรั่งเศส ดังจะเห็นได้จากการที่คณะราษฎรระบุให้พระเจนดุริยางค์แต่งเพลงๆ นี้โดยยึดเพลงชาติฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ

เพลงชาติต้นแบบของพระเจนฯ มีเพียงทำนองเท่านั้น โดยน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าทำนองเพลงๆ นี้ไม่มี “ความเป็นไทย” เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงความต้องการเป็นสากลและมีพื้นที่อยู่ในโลกได้อย่างเสมอหน้ากับชาติอื่นๆ (โดยเฉพาะตะวันตก) นั่นเอง

ความหมายของเพลงชาติแปรเปลี่ยนไปตามเนื้อร้องแต่ละฉบับที่ผ่านเข้ามา ฉบับที่เราใช้ในปัจจุบันเป็นฉบับที่แต่งขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และมีเนื้อหาที่สนับสนุนนโยบายชาตินิยม ทหารนิยม และมีลักษณะ racism อย่างชัดเจน 

โดยเฉพาะประโยคแรกที่ว่าด้วยการ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” นั้นเห็นได้ชัดว่าเกิดขึ้นจากนโยบาย Pan-Thai ของท่านจอมพล ที่ต้องการรวมแผ่นดินของชาวไทย ทั้งไทยใหญ่ไทยน้อยเข้าด้วยกัน ในลักษณะเดียวกับการรวมอาณาจักรไรค์ของฮิตเลอร์นั่นเอง

ปัจจุบัน ดูเหมือนไม่มีใครคิดจะแก้ไขเนื้อร้องฉบับนี้ให้เข้ากับยุคสมัยแต่อย่างใด และ “เพลงชาติ” ที่ตามชื่อแล้วควรจะเป็นเพลงของประชาชนที่ประกาศสิทธิเสรีภาพของตน ก็กลับกลายเป็นเพลงศักดิ์สิทธิ์ประหนึ่งเทพเจ้าที่ต้องยืนเคารพวันละสองเวลาอย่างเคร่งครัด

โดยไม่มีใครคิดจะตั้งคำถามเลยว่า ข้อบังคับที่ต้องให้ยืนเคารพเพลงชาตินี้มีมาตั้งแต่เมื่อไร? และที่จริงแล้วเป็นการยืนเคารพ “ธง” หรือเคารพ “เพลง”? และจะต้องยืนไปทำไม? มีสาเหตุมาจากอะไร?



ทำนองเพลง Dies Irae แพร่หลายอยู่ในวัฒนธรรมของชาวคริสต์มาตั้งแต่ในยุคกลาง

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net