วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง ตอน ทำให้สุด ขุดให้ถึง (๒)


“ธรรมะถ้าจะสรุปมันเป็นเรื่องของความถูกต้อง ถ้าหากเราอยู่กับความถูกต้อง เราจะไม่ทุกข์  แต่หากว่าเราฝืนกับความถูกต้องมันก็เกิดความทุกข์ เพราะฉะนั้น จุดนี้แหละเป็นจุดที่สำคัญ ธรรมนั้นไม่ใช่อยู่ข้างนอก เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเรา” 

(พระอาจารย์ปสันโน)

“รีด แพรี่” อดีตนิสิตหนุ่มปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์ ชาวแคนาดา เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องของพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา ดังนั้นเมื่อเรียนจบ รีด แพรี่จึงได้ออกไปแสวงหาประสบการณ์ชีวิตในหลายๆ ประเทศ จนมาถึงประเทศไทยในปี ๒๕๑๖

ด้วยความสนใจในเรื่องของการทำสมาธิภาวนา รีด แพรี่ จึงได้เดินทางไปฝึกหัดปฏิบัติที่วัดเมิงมาง ในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเพลงวิปัสสนา แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในปี ๒๕๑๗ โดยมีชื่อทางพระพุทธศาสนาว่า “พระปสันโนภิกขุ” 

พระอาจารย์ปสันโน เล่าว่าการบวชของท่านเกิดจากความสนใจในพระพุทธศาสนาและสนใจที่จะหาความสงบในชีวิต ด้วยความเป็นคนหนุ่มท่านจึงหาประสบการณ์ด้วยการเดินทางไปเที่ยวในหลายต่อหลายประเทศ เช่น กรีซ ตุรกี ปากีสถาน อินเดีย ฯลฯ และตอนที่เข้ามาเมืองไทย ท่านก็มาในฐานะนักท่องเที่ยว โดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ

ท่านเล่าว่าเมื่อตัวท่านยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้น ท่านก็ยิ่งมีความรู้สึกอยากแสวงหาสิ่งที่เป็นแก่นในชีวิตบ้าง ตอนที่ท่านบวชอยู่ที่วัดเพลงวิปัสสนา ท่านได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงพ่อว่าเป็นพระที่อยู่ป่า อยู่ต่างจังหวัด มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่านจึงเกิดความสนใจและได้ขออนุญาติพระอุปัชฌาย์ตรงดิ่งไปจังหวัดอุบลราชานีเพื่อกราบขออยู่จำพรรษากับหลวงพ่อที่วัด

ท่านว่าเพียงคำพูดแรกของหลวงพ่อเล่นเอาท่านถอดใจ เพราะหลวงพ่อบอกว่าถ้าจะมาอยู่ปฏิบัติกับท่าน ต้องอยู่อย่างน้อย ๕ ปี หลังจากที่ท่านตั้งสติได้และทำการเก็บหัวใจที่ถอดตอนแรกเข้าใส่ไว้ที่เดิม ท่านจึงเริ่มพิจารณาทุกอย่างอีกครั้ง ก็ได้ความว่า..

เมื่อเห็นหลวงพ่ออยู่ตรงหน้าท่านก็รู้สึกศรัทธา พอหันไปมองรอบๆ ตัวได้เห็นปฏิปทาของพระ เณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ก็เกิดความประทับใจ และเมื่อท่านได้พิจารณาลึกลงไปอีกชั้น

ท่านก็พบว่าหลวงพ่อเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบและมีเสน่ห์ในตัวของท่านเอง คือหลวงพ่อสามารถสอนดึงใจคนได้ ทำให้ท่านเกิดศรัทธาอย่างอยู่ อยากเรียนรู้ ก็เลยตัดสินใจว่า ๕ ปีก็ ๕ ปี

“จากทีแรกที่ตัดสินใจบวช ไม่คิดว่าจะนานเลย ไม่ได้คิดอะไร เพราะว่าคิดจะสึกอยู่แล้ว คือเราไม่ได้ตั้งใจที่จะอยู่นาน เลยไม่ได้ฝืนใจ ความรู้สึกของอาตมาก็ปฏิบัติไป ยิ่งเห็นคุณค่า ก็ยิ่งพอใจที่จะอยู่ในเพศบรรพชิต เพราะเรารู้สึกว่า เออ ทางนี้เป็นทางที่ถูกต้อง”

สิ่งที่พระอาจารย์ปสันโนเน้นย้ำคือ

“การสอนของหลวงพ่อนั้น ในแต่ละวันส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการดำเนินชีวิต”  

ในประเด็นนี้พระอาจารย์ปสันโนภิกขุได้อธิบายว่า

“เพราะว่าเราอาศัยรูปแบบของสงฆ์ เช่น ข้อวัตร ระเบียบ การรักษาความเรียบร้อย การจะออกบิณฑบาตรก็ดี จะกลับมาวัดก็ดี คือมีหลักเกณฑ์ที่ควรจะปฏิบัติตามเวลาอยู่ด้วยกันในหมู่สงฆ์”

“เราจะมีหน้าที่ซึ่งกันและกัน ที่จะต้องช่วยเหลือกัน ต้องเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน คือจะเอาสิทธิความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ไม่ได้ คือต้องอยู่เป็นหมู่เป็นคณะ” 

“เรื่องนี้มันเป็นส่วนที่ช่วยสอนเราในการละกิเลส การสังเกตุว่าสิ่งที่ทำให้เรารำคาญหรือสิ่งที่ทำให้เราเยือกเย็นคืออะไรบ้าง เราศึกษาจากชีวิต” 

“นอกจากนั้นหลวงพ่อก็จะทำวัตรและก็พาเราทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น มีการนั่งสมาธิ มีการเดินจงกรม อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือชีวิตประจำวันด้วย”

“คนทุกคนมีความสามารถที่จะทำให้ความทุกข์ลดน้อยลงได้และก็สามารถที่จะทำให้ความทุกข์นั้นหมดไปเลยก็ได้ ถ้าหากว่าทุกคนตั้งใจปฏิบัติ ตั้งใจศึกษา ตั้งใจอยู่กับสิ่งที่ถูกต้อง บางครั้งเวลาเราใช้คำสั่งสอนธรรมะ บางทีก็นึกว่า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ของพระไตรปิฏก เป็นหนังสือเยอะๆ และธรรมะมากมาย” 

“แต่ที่จริงแล้ว ธรรมะนั้นถ้าจะสรุปมันเป็นเรื่องของความถูกต้อง ถ้าหากเราอยู่กับความถูกต้อง เราก็จะไม่ทุกข์ แต่หากว่าเราฝืนกับความถูกต้อง มันก็เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้น จุดนี้แหละเป็นจุดสำคัญ ธรรมนั้นไม่ใช่อยู่ข้างนอก เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเรา”

หลังจากที่พระอาจารย์ปสันโนอุปสมบทได้ครบหนึ่งปี 

“มิตซูโอะ ชิบาฮาชิ” 

หนุ่มน้อยชาวญี่ปุ่นที่เคยไปใช้ชีวิตในประเทศอินเดียเพียงเพราะมีความคิดว่าตนเองไม่ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาแต่ศรัทธาในพระพุทธเจ้า และก็คิดเอาเองต่ออีกว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าต้องผ่านการบำเพ็ญโยคะมาก่อน

อย่ากระนั้นเลยเราก็ต้องไปอยู่ในดินแดนแห่งโยคะบ้าง

ว่าแล้วมิตซูโอะ ชิบาฮาชิ จึงได้ออกเดินทางมาถึงอินเดีย เขาได้เข้าไปฝึกโยคะอยู่ที่สำนักโยคีแห่งหนึ่ง หลังจากที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักและการได้นั่งสมาธิอย่างต่อเนื่อง ทำให้โยคีน้อยเกิดประสบการณ์ในสมาธิเป็นครั้งแรก

ซึ่งจากประสบการณ์นี้เองทำให้โยคีน้อยเลือดซามูไรติดใจและตั้งใจจะใช้ชีวิตอยู่ในอินเดีย แต่ให้บังเอิญว่าวีซ่าหมดโยคีน้อยจึงต้องถอยร่นออกนอกประเทศ

ระหว่างที่ซากุระดอกนี้กำลังปลิวลมเคว้งคว้างอยู่นั้น พระภิกษุชาวฝรั่งเศสซึ่งบวชในเมืองไทยได้มาพบเข้าจึงได้แนะนำให้มาอบรมและบวชที่วัดเบญจมบพิตร ซึ่งกำลังเปิดโครงการอบรมแก่ชาวต่างชาติที่สนใจในพระพุทธศาสนา

มิตซูโอะ ชิบาฮาชิได้บรรพชาเป็นสามเณรในวันแรกที่มาถึงวัด หลังจากที่วันเวลาเคลื่อนย้ายไปในแบบไม่สนใจความต้องการของสามเณร

ในที่สุดสามเณรเลือดซามูไรอดีตโยคีจากประเทศอินเดียวัย ๒๔ ปี จึงได้เดินทางโดยรถทัวร์จากกรุงเทพมาถึงวัดแห่งนี้ในตอนเช้าของวันมาฆบูชา และได้ตรงเข้าไปกราบนมัสการหลวงพ่อเพื่อขออุปสมบท

“ชื่ออะไรล่ะ”

“ชิบายาชิขอรับ” 

“อ้อสี่บาทห้าสิบ อยู่ที่นี่ลำบากนะ จะอยู่ได้หรือ”

“อยู่ได้ ทนได้ ขอรับ” สามเณรสี่บาทห้าสิบตอบเสียงหนักแน่น ก่อนที่จะได้เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดแห่งนี้ ซึ่ง ”พระสี่บาทห้าสิบ” นับเป็นศิษย์วิหาริกรุ่นแรกของหลวงพ่อ โดยได้รับฉายาว่า “คเวสโก” แปลว่า “ผู้แสวงหาซึ่งฝั่ง”

พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ได้เล่าว่าการที่ท่านได้รับโอกาสอุปัฎฐากหลวงพ่อ ทำให้ท่านได้สนทนาธรรมกับหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด ซึ่งก่อนที่หลวงพ่อจะอาพาธหนัก ท่านต้องตื่นแต่เช้ามืด

เช่น..ทำความสะอาดใต้ถุนกุฏิที่หลวงพ่อใช้รับแขก นำกระโถนไปเท ช่วยครองผ้า ฯลฯ ถึงเวลาออกบิณฑบาตก็จะช่วยถือบาตร กลับจากบิณฑบาตก็ช่วยล้างเท้าและอยู่คอยช่วยอุปัฐากดูแลตามความต้องการตลอดทั้งวัน

ทุกๆ เช้าก่อนที่หลวงพ่อจะออกบิณฑบาต พระอาจารย์มิตซูโอะจะถือเป็นโอกาสที่ท่านจะได้กราบเรียนถามข้อสงสัยเสมอๆ เช่น ต้นไม้มีขันธ์ ๕ ครบไหม หรือ แมวกินหนูหรือไก่กินแมลงเป็นบาปไหม ฯลฯ

หลวงพ่อท่านได้เมตตาอธิบายความจนท่านเกิดความกระจ่าง จนมีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อท่านหัวเราะและบอกว่า

“สี่บาทห้าสิบนี่คิดสูง ถามนี่ ถามโน่น เหมือนเด็กๆ สี่ห้าขวบถามพ่อแม่ว่านี่เรียกว่าอะไร โน่นเรียกว่าอะไร บางเรื่องไม่ต้องไปสงสัยมันหรอก พอโตขึ้นก็จะรู้เอง”

ด้วยความที่หลวงพ่อท่านเป็นพระที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปัญญาและมีเมตตาธรรมสูง ทำให้ศิษย์ชาวต่างประเทศล้วนให้ความเคารพในปัญญาบารมีของหลวงพ่อเป็นอย่างยิ่ง เล่ากันว่าในยามใดที่มีปัญหา หลวงพ่อก็จะสามารถสื่อสารและแก้ปัญหาให้แก่บรรดาลูกศิษย์ได้อย่างดีเยี่ยม

ท่านเคยเล่าถึงบรรดาลูกศิษย์ชาวฝรั่งว่า ปกติพวกฝรั่งเขาชอบยิ้มแย้ม ชอบให้ถาม ถ้าเฉยเกินไปเขาก็คิดว่ามันเป็นบรรยากาศที่อึดอัดสำหรับเขา ท่านจึงต้องเอาใจใส่โดยการไต่ถามความเป็นอยู่ ถามทุกข์สุข การปฏิบัติเป็นอย่างไร ก้าวหน้าหรือถอยหลังอย่างไร 

แต่ถ้าพระเณรคนไทยท่านก็จะดูที่นิสัย บางองค์มีความเข้าใจในท่านพอสมควรแล้ว ท่านก็ไม่จำเป็นต้องถามมาก บางองค์ค่อนข้างซื่อหรือด้อยด้านปัญญา ท่านก็หาอุบายธรรมะที่เหมาะสมชี้แนะให้

บางองค์ที่ค่อนข้างหนักไปทางโทสะจริต ท่านก็หาธรรมะคำพูดที่แฝงความขบขัน หรือยกตัวอย่างที่มีความเมตตามีความกตัญญู ทำให้อารมณ์ผ่อนคลายคล้อยตาม เบิกบานร่าเริงได้ เป็นเหตุให้มีกำลังใจ และมีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

ในสมัยนั้นกล่าวกันว่าด้วยความที่หลวงพ่อเป็นพระสุปฏิปันโนและมีความเป็นอัจฉริยะ เนื่องจากท่านสามารถอบรมสั่งสอนชาวต่างประเทศได้นี้ ทำให้ผู้คนที่มาทำบุญ ณ วัดหนองป่าพงต่างประทับใจและทึ่งกับการได้เห็นพระฝรั่งปฏิบัติกรรมฐานอย่างเคร่งครัดเคียงข้างกับพระไทย

ประเด็นดังกล่าวทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่าปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งหลวงพ่อท่านได้ชี้แจงด้วยปัญญาอันแตกฉานของท่านทั้งในแบบอารมณ์ขันหรือในแบบย้อนถามเพื่อให้ทุกคนเกิดความคิด เช่น

“ที่บ้านโยมมีสัตว์เลี้ยงหรือเปล่า อย่างหมา แมว หรือวัวควาย อย่างนี้เวลาฝึกหัดมัน โยมต้องรู้ภาษาของมันด้วยไหม?” 

หรือ

“น้ำร้อนก็มี น้ำฮ้อนก็มี ฮอทวอเตอร์ก็มี มันเป็นแต่ชื่อภายนอก ถ้าเอามือจุ่มลงไปก็ไม่ต้องใช้ภาษาหรอก คนชาติไหนก็รู้เองได้”

ครับ คำตอบในรูปแบบการสอนธรรมะ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลวงพ่อชอบมากและถนัดมากที่สุด ซึ่งโดยปกติหลวงพ่อมักจะยกธรรมชาติรอบด้านมาผนวกเข้ากับสภาวะ เข้ากับปัญหา ให้ถูกกับจริต นิสัยของผู้ถาม

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อทุกคนที่ได้ฟังจะเกิดภาพพจน์ มองเห็นตัวปัญหาและหมดความสงสัยไปในที่สุด..อย่างที่หลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่า 

“ทำให้สุด ขุดให้ถึง

มรรคผลยังไม่พ้นสมัย

คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธว่า

ในพื้นดินไม่มีน้ำ

แล้วไม่ยอมขุดบ่อ”......

สวัสดีครับ

ขอขอบคุณภาพถ่ายจาก เวปไซด์ต่างๆ เช่น โรงเรียนทอสี,วัดป่านานาชาติ,ลานธรรมจักร,วัดป่า ฯลฯ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net