วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ข้อสังเกตเรื่องเนื้อร้องของเพลงชาติไทย และความคิดเกี่ยวกับ “นาวารัฐ”


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิม์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


เป็นเรื่องน่าสนใจว่าเพลงชาติไทยนั้นมีท่วงทำนองแบบสากลด้วยความจงใจของทางคณะราษฎร ซึ่งสาเหตุสำคัญก็คงจะเป็นความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยไปในทางที่ทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศนั่นเอง

แต่เนื้อร้องเพลงชาติ กลับมีลักษณะที่เป็นกลอนสุภาพแบบขนบนิยมอย่างชัดเจน ซึ่งผลจากการนี้ ทำให้เนื้อร้องบางแห่งต้องถูกออกเสียงอย่างผิดเพี้ยนไม่ลงกับท่วงทำนอง เช่นวรรคที่ว่า

อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล

ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี

จะเห็นว่าคำว่า “ล้วน” ที่จงใจให้สัมผัสกับคำว่า “มวล” นั้นเป็นปัญหาอย่างยิ่งในการร้อง และทำให้การออกเสียงร้องคำๆ นี้จริงๆ กลายเป็นคำว่า “ล่วน” ไปอย่างผิดความหมายโดยสิ้นเชิง

ส่วนคำว่า “สามัคคี” ในท้ายวรรคนั้นก็เป็นคำที่จำเป็นต้องจบด้วยเสียงสามัญ เพราะเป็นวรรคสุดท้ายของฉันทลักษณ์กลอนสุภาพ แต่ผลจากการนั้นทำให้คำๆ นี้ถูกออกเสียงในการร้องจริงว่า “สามัคขี่” ไปเสียเฉยๆ

ตามประวัติ ผู้ประพันธ์เนื้อร้องเพลงชาติฉบับนี้คือหลวงสารานุประพันธ์

บันทึกของขุนวิจิตรมาตรา ผู้แต่งเนื้อร้องเพลงชาติฉบับแรก กล่าวถึงหลวงสารานุประพันธ์ว่าเป็นคนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ในกลุ่มคนสนิท 4 คนของจอมพล ป. คือ “ยูร เถียร เพียร นวล” (นวลเป็นชื่อของหลวงสารานุประพันธ์)

ขุนวิจิตรฯ บันทึกถึงการแต่งเพลงชาติของหลวงสาราฯ ว่า

“แกบอกว่าแกแต่งเลียนแบบข้าพเจ้าคือไม่ได้ดูทำนอง ข้าพเจ้าแต่งไว้อย่างไรก็พยายามให้เสียงเป็นอย่างนั้น”

และมีตอนหนึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่าใช้ “กลอนสุภาพ” เป็นแนวทางในการแต่งเนื้อร้อง

อย่างไรก็ตาม ด้วยตำแหน่งหน้าที่ทางการงานและความเป็นคนสนิทของจอมพล ป. หลวงสาราฯ มีโอกาสได้ใช้วงดนตรีของกองทัพในการขัดเกลาเนื้อร้องเพลงชาติเป็นเวลาพอสมควรทีเดียว 

จึงเมื่อพิจารณาจากเนื้อร้องทั้งหมดที่ส่งเข้าประกวด (ซึ่งผมเดาว่าผู้ส่งเข้าประกวดส่วนมากไม่น่าจะอ่านโน้ตเพลงที่พระเจนฯ เขียนได้) เนื้อร้องฉบับของหลวงสาราฯ นั้นมีความลงตัวมากกว่าฉบับอื่นๆ จริง (อย่างน้อยก็ในความเห็นของคณะกรรมการ)

นอกจากนั้นยังควรทราบด้วยว่า ในปี พ.ศ. 2476 มีความพยายามที่จะคัดเลือกเพลงชาติแบบ “ไทย” ขึ้นใช้คู่กับเพลงชาติแบบสากลด้วย โดยมีการจัดการประกวดและลงมติรับรองเพลงชาติแบบไทยของจางวางทั่ว พาทยโกศล ไว้แล้วอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มีนาคม 2476

เมื่อดูจากชื่อผู้แต่งแล้ว ผมเดาว่าเพลงชาติแบบไทยนี้น่าจะเล่นด้วยเครื่องดนตรีไทยนั่นเอง แต่เรื่องนี้ผมอาจจะเดาผิดก็ได้ เพราะในบันทึกแห่งหนึ่ง มีการเรียกเพลงๆ นี้ว่า “เพลงไทยดัดแปลง” จึงอาจหมายถึงการใช้เครื่องสากลเล่นทำนองไทยที่จางวางทั่วเขียนก็เป็นได้

แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 กลับมีการยกเลิกเพลงชาติแบบไทยนี้ โดยให้เหตุผลว่า

“คณะกรรมาธิการเห็นว่าเพลงไทยดัดแปลงนี้ ยังไม่สะดวกแก่การเดินแถวนัก”

และไม่เข้ากับคุณสมบัติของเพลงชาติที่ได้ตั้งไว้เป็นหลักใหญ่สองข้อคือ 1) จะต้องเป็นเพลงปลุกใจพลเรือน และ 2) จะต้องเป็นเพลงมีจังหวะเป็นเพลงเดินแถวของทหาร

ซึ่งคุณสมบัติข้อแรกนั้นคงเป็นเรื่องยากมากที่จะแต่งเฉพาะแนวทำนองขึ้นมาแล้วบอกว่าเป็นการปลุกใจ ส่วนข้อสองนั้นก็จะเห็นว่ายิ่งเป็นไปไม่ได้เลยกับบุคลิกของดนตรีไทยทั่วๆ ไป

(น่าสนใจว่าถ้าต้องการให้เป็นเพลง “เดินแถว” ตั้งแต่แรก แล้วทำไมปัจจุบันนี้เราจึงถูกบังคับให้ต้อง “ยืนตรง” หยุดนิ่งอยู่กับที่เมื่อได้ยินเพลงชาติ?)

นอกจากนั้นยังมีเกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับเพลงชาติมหาชัย ที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นเพลงชาติเพลงแรก (แต่งใน พ.ศ. 2475) ซึ่งในงานเขียนของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้วิเคราะห์ไว้อย่างรอบด้านแล้วว่าเป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง (ดูบทความ ความเป็นมาของเพลงชาติไทยปัจจุบัน วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 1)

เพลงชาติมหาชัยนี้มีเนื้อร้องแปดวรรค โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า

ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ

ผ่านเกาะแก่งเพราะเพื่อชาติพ้นภัย

ผมเขียนถึงเนื้อร้องเพลงๆ นี้ขึ้นมาตรงนี้ก็เพราะเพิ่งได้ฟังการอภิปรายของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ที่ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 3 กุมภาฯ ที่ผ่านมาในหัวข้อ “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”

อาจารย์เกษียรกล่าวถึงเนื้อร้องเพลงนี้ที่ให้แนวคิดว่าชาวสยามนำ “รัฐ” ไทยในลักษณะของการขับเรือ ดังที่เรายังมักพูดติดปากกันในปัจจุบันถึงรัฐบาลว่าเป็น “นาวารัฐ”

อาจารย์เกษียรตั้งคำถามว่าประชาชนจะนำรัฐ (หรือจะขับเคลื่อนนาวารัฐ) ได้อย่างไร ถ้าประชาชนไทยยังขับเรือไม่เป็น?

และสรุปทิ้งท้ายไว้ได้อย่างน่าประทับใจว่า ก็ “ธรรมศาสตร์” นี่แหละไม่ใช่หรือ ที่ทำหน้าที่สอนให้ประชาชนขับเรือ สอนให้ประชาชนเข้าใจในระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และนั่นเองที่เป็นหัวใจและหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ที่แต่เดิมมีชื่อพ่วงท้ายว่า “และการเมือง”)

มติของกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ที่ห้ามไม่ให้กลุ่มนิติราษฎร์ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในการเคลื่อนไหวเชิงวิชาการเกี่ยวกับการแก้มาตรา 112 จึงเป็นเรื่องที่ออกจะน่าประหลาดใจอยู่ทีเดียว



ประกาศเรื่องเพลงชาติในปี พ.ศ. 2482

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net