วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Ireland: หัวใจแห่งรัก และความภักดี


ที่ไอร์แลนด์ ประชาชนทั้งชาติมีประมาณสี่ล้านครึ่ง ถึงรวมส่วนของ Northern Ireland เข้าไปด้วยก็ยังมีเพียงราวหกล้านเศษ และยังน้อยกว่าที่เคยมีเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน

 

ก่อนหน้านั้น เมื่อเกิด Great Irish Famine ภาวะความอดอยากครั้งใหญ่ตั้งแต่ พ.ศ. 2388 จากเชื้อโรคแพร่ระบาดในมันฝรั่งซึ่งเป็นอาหารหลักของชาติ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตของ ‘ไอริช’ อย่างพลิกผัน ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนประมาณถึงหนึ่งล้านที่ล้มตาย และอีกหนึ่งล้านที่หนีตายอพยพไปทุกทิศทั่วโลก

 

แต่เป็นการขับบุคลิกของคนไอริชให้เด่นชัด

 

 

ความจนของคนไอริชเป็นเรื่องชัดเจน สิ่งที่กลับโดดเด่นขึ้นเมื่อชีวิตลำบาก คือการเป็นนักเดินทางและกลายคนที่ไม่เคยท้อแท้ โชคลาง Superstition มีบทบาทต่อชีวิต มีตำนานมากมายทำให้เป็นนักเล่าเรื่องชั้นเยี่ยม เป็นศิลปินทั้งด้านดนตรีและการประพันธ์ เป็นคนซื่อ และที่สำคัญเป็นชาติที่ไม่เคยโลภ มองทุกอย่างในแง่ดี แม้บ่อยครั้งออกจะล้มๆ แล้งๆ

ทุกอย่างล้วนหล่อหลอมมาจากความยากแค้นในอดีต

เรื่องน่าสนใจและสนุกสนานประสาไอริชจึงมีไม่รู้จบ ไม่เว้นแม้เรื่องของความรัก

 

หลายชาตินับวันแห่งความรัก ตามธรรมเนียม Saint Valentine ของ Roman Catholic โดยอาจไม่ทราบแม้ที่มา ต่างจากคนไอริชที่ทราบและมีหลักฐานแถมให้ด้วย

 

นักบุญในชื่อวาเลนไทน์มีถึงสามท่าน แต่ที่กล่าวถึงมากที่สุด คือ Valentine of Rome ในสมัย Emperor Claudius II และเดือนกุมภาพันธ์ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องความรักมาแต่ครั้งโรมันโบราณ

 

สมัยนั้น 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลอง Juno ควีนแห่งทวยเทพโรมันทั้งหญิงชาย โดย Juno ยังเป็นเทวีแห่งอิสตรีและการครองคู่ พอวันที่ 15 ก็เริ่มเทศกาล Lupercalia ของยุคที่เด็กชายหญิงยังถูกเลี้ยงแยกกัน เด็กหญิงจะเขียนชื่อตนเองใส่โหลไว้ ให้เด็กรุ่นจะหนุ่มทั้งหลายมาหยิบชื่อเพื่อจับคู่เป็นเพื่อนกันในช่วงเวลาของเทศกาล เด็กบางคู่คบกันได้ทนกว่านั้น เป็นปี หรือยาวนานถึงขั้นตัดสินใจครองคู่ก็ตามแต่

 

เรื่องอย่างนี้คลอเดียซไม่ชอบนัก แต่งงานกันมากเข้าจะขาดคนไปทำศึกเสียเปล่า จึงประกาศห้ามคนแต่งงาน ฝ่ายวาเลนไทน์ซึ่งเป็นพระที่มีศรัทธามั่นคงในศาสนา ก็ยังแอบประกอบพิธีแต่งงานให้คนต่อไป จนถึงคราวที่ถูกคลอเดียซจับมาลงทัณฑ์ ถึงแก่ชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 813

อีกสองร้อยกว่าปีถัดมา Pope Gelasius I จึงกำหนดให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็น Saint Valentine’s Day

 

เรื่องราวของ Saint Valentine มีเกร็ดเล่าต่อกันมายาวนานจนรอยต่อระหว่างความจริงและตำนานออกจะลางเลือน กระทั่งเรื่องสุสานของ Saint Valentine ที่ว่าอยู่ที่โรม เมื่อพวกสก็อตทิชบอกว่าอยู่ที่ Glasgow คนไอริชก็แย้งว่าอยู่ที่ Whitefriar Street Church, Dublin นี่เอง

แต่ใครจะเชื่อ ก็เมื่อไอร์แลนด์เป็นชาติเล็กและยากจน คนไอริชจึงท้าใครไปทั่วให้มาตรวจ DNA กัน แล้วสรุปเองว่าตรวจไปก็ไม่มีอะไรเทียบเคียงอยู่ดี ก่อนจะเฉลยว่ามีพระไอริชชื่อ John Spratt ที่เทศน์เก่งมากจนโด่งดังไปถึงโรม ถึงขั้นที่ได้รับความชื่นชมศรัทธาและการตกรางวัลจาก Pope Gregory XVI ด้วยการมอบบางส่วนของร่าง Saint Valentine ที่หลงเหลือให้อัญเชิญมาบูชาที่ดับลิน ตั้งแต่ พ.ศ. 2379 

 

Dublin, Ireland จึงกลายเป็นอีกเป้าหมายให้ผู้บูชาความรักแวะไปสักการะ Saint Valentine นับแต่นั้นมา

 

อันที่จริง คนไอริชมีเรื่องเกี่ยวกับความซื่อตรงและคงมั่นในความรักที่น่าประทับใจกว่านั้นอีกมาก

 

จาก Dublin มุ่งสู่ Galway ทะเลฝั่งตะวันตกของไอร์แลนด์

มีตำนานเก่าแก่เล่าขานมากว่า 300 ปี จากหมู่บ้านประมงชื่อ Claddagh ว่า Richard Joyce หนุ่มน้อยชาวประมงไอริชถูกโจรสลัดจับไปและถูกขายที่ Algeria เป็นทาสให้ช่างทอง Moorish ชาติอัฟริกันอาหรับ ซึ่งเห็นแววความสามารถของ Joyce จึงฝึกงานฝีมือช่างทองให้

 

ด้วยจิตประหวัดถึงสาวคนรักที่กำลังจะแต่งงานกันก่อนถูกจับ Joyce จึงสร้างงานประดิษฐ์หนึ่งชิ้น ขึ้นรูปเป็นแหวนมีสองมือประคองหนึ่งหัวใจภายใต้มงกุฎประดับ เป็นสัญลักษณ์แทนความรัก ความอาทร และภักดีต่อสตรีที่อยู่ห่างไกล

 

เมื่อถึงสมัย King George III ก็เกิดข้อตกลงให้ปล่อยตัวทาสใน พ.ศ. 2232 Joyce จึงเป็นไทแก่ตัว ขณะที่นายจ้างก็เห็นพรสวรรค์ในงานฝีมือของทาสไอริช จึงออกปากยกลูกสาวและสมบัติให้กึ่งหนึ่งเพื่อดึงตัวไว้ ด้วยความมั่นคงในรักเดิม Joyce จึงบอกลาประสาซื่อและออกเดินทางกลับไปหาสาวคนรักที่ยังคอยอยู่ นำแหวนที่ตั้งใจออกแบบไปฝาก และได้แต่งงานกันในที่สุด

 

 

แหวนวงนั้น รู้จักกันว่า Claddagh Ring ออกเสียงว่า คลาดาห์ มีท้ายเสียง ‘เฮอะ’ ในลำคอ แต่ละส่วนของวงแหวนมีความนัยที่ลึกซึ้ง

สองมือนั้นคือ เฟ-เด Fede ในภาษาอิทาเลี่ยน mani in fede หมายถึง ความซื่อสัตย์ หรือมิตรภาพ

หัวใจ คือ ความรัก

มงกุฎ คือ Loyalty ความจงรักภักดี

 

 

หลายบันทึกบอกว่าสองมือประสาน คือ Hands in faith เป็นของสามัญในสมัยโรมัน มีการพบแหวนในซากเรือสมัยสงคราม Spanish Armada เกือบร้อยปีก่อนหน้า ที่นอกฝั่งไอร์แลนด์ เป็นรูปสองมือถือดวงใจ มีถ้อยคำสลักไว้งดงาม

‘No tengo mas que dar re’ – I have nothing more to give you.

 

จากนั้นก็ยังมีตำนานซ้อนตำนานเกิดขึ้นอีกมาก ถึงขั้นว่าแหวนวงนี้ถูกนกอินทรีคาบมาปล่อยบนตัก Margaret Joyce  

แต่ตามประสาไอริช ที่ไม่เคยอับจนเรื่องอารมณ์ละเมียดอ่อนไหว ความเป็นมาอันพิสดาร และรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ที่มีความหมายลึกซึ้งก็เพียงพอแล้ว และยังเป็นตัวแทนความเกี่ยวพันกับหมู่บ้าน Claddagh ที่ Galway ได้เป็นอย่างดี  

 

 

Claddagh Ring กลายเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมา เมื่อแหวนวงนี้เป็นหนึ่งเดียวที่ประดิษฐ์ขึ้นในไอร์แลนด์และสวมใส่โดย Queen Victoria และปรากฏในรุ่นพระราชโอรส King Edward VII และ Queen Alexandra ด้วย

 

ในภายหลังผู้ต้องเสน่ห์ของ Claddagh Ring มีทั้ง King George V และ Prince Rainier of Monaco & Princess Grace สามัญชนอย่าง Winston Churchill และผู้มีรากเหง้าไอริช John F Kennedy & Jacqueline Kennedy จนถึง Bill Clinton และ Walt Disney ซึ่งในรูปปั้นยังใส่แหวนให้เห็นด้วย

 

 

Claddagh Ring ยังมีนัยบ่งบอกความสัมพันธ์และสถานะของผู้ใส่ที่ลึกซึ้งไม่ด้อยไปกว่าที่มา

 

 

ความหมายดั้งเดิมเมื่อครั้งยังอยู่ในหมู่บ้านที่ Galway คือแหวนที่บ่งบอกสถานะของการครองคู่ หากยังไม่แต่งงานให้สวมแหวนที่มือขวา และถ้าใจยังเป็นอิสระก็จงสวมแหวนให้ปลายหัวใจชี้ออกจากตัว (ลงดิน) แต่ถ้ามีคนที่ดูใจหมายมั่นกันอยู่ ก็ให้พุ่งปลายหัวใจตรงสู่หัวใจของตนเอง

เมื่อใดที่ความรักคงมั่นและก้าวสู่ขั้นเป็นคู่ชีวิต จึงค่อยย้ายแหวนไปมือซ้าย แทนค่าของแหวนแต่งงาน

พอถึงยุค Exodus ที่คนไอริชจำนวนมากต้องทิ้งบ้านเกิดในช่วงอดอยากออกเดินทางสู่โลกกว้าง ก็นิยมมอบแหวนแทนความรักและห่วงใย

 

 

Claddagh Ring ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ลงตัว เพราะ

Love (the heart),

Loyalty (the crown) และ

Friendship (the hands)

ล้วนเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงพื้นฐานที่สมบูรณ์แข็งแรงของทุกความสัมพันธ์

 

* * * * * * *

MOYA BRENNAN & SHANE McGOWAN - You're the One

(Uploaded by moyaadmin) 

Reference:

The Ring-Lore: Page 320

 

Whitefriar Street Church, Dublin

 

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net