วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สิ่งที่ประชาชนควรจะรู้.....แต่นักธุรกิจไม่ให้รู้ ??


  

  ผมว่าจะเขียนเรื่องนี้หลายรอบแล้ว แต่กลายไปเขียนเรื่องอื่นทุกครั้งวันนี้พอมีเวลาว่างเลยนั่งเขียนสักหน่อย ก่อนวันแห่งความรักสักหนึ่งวัน 

     พอพูดถึงวันแห่งความรักหรือว่า วันวาเลยไทน์ ปัจจุบันนี้ กลายเป็นว่าสังคมต้องระมัดระวัง วันนี้ ต้องมีมาตราการโน้นมาตรการนี้ออกมาควบคุม แก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ เสียส่วนใหญ่ทั้งๆที่เราไปให้ความสำคัญกับมันเอง โดยกลัวที่เด็กๆจะหาโอกาสวันนี้เป็นวันได้เสียกัน มันก็แปลกดีเหมือนกัน

    ผมว่าไม่ใช่เด็กๆหรอกผู้ใหญ่ก็เหมือนกัน แต่ว่าหากมองให้ดีมันก็ทุกวันนั้นแหละ แต่อาจจะ วันแห่งความรัก จะมากเป็นพิเศษสักหน่อยเท่านั้นเอง เห็นแก้ปัญหากันทุกปี ไม่มีวันจบสิ้น

    วันก่อนได้ยินนักวิชาการท่านหนึ่งได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับแผ่นดินใหว แถวประเทศพม่าซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเขือนศรีนครินทร์ในประเทศไทยได้ ซึ่งท่านก็พูดไปตามหลักวิชาการ หากใหวเท่านั้นเท่านี้ก็จะกระทบต่อเขื่อนระดับใหน ซึ่งเกือบเป็นประจำทุกปีที่มีนักวิชาการที่มีประสบการณ์เรื่องภัยพิบัติ ออกมาเตือน

   แต่ก็จะมีพวกนักวิชาการอีกด้านหนึ่งซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับเขื่อน หรือว่าพวกนักธุรกิจหรือว่านักการเมืองที่ทำธุรกิจจะออกมาแย้ง ออกมาโต้ตอบเป็นประจำเช่นกัน บ้างก็จัดปาตี้บนสันเขือนเลย

    หากเราจะตั้งคำถามขึ้นมา คำถามหนึ่งว่า " เมื่อข้อมูลเหล่าเข้าหูประชาชน " ใครได้หรือว่าเสียประโยชน์ เช่นบอกว่าหากเกิดแผ่นดินใหวขนาด 8 ริกเตอร์ เขื่อนศรีนครินทร์จะแตก จะทำให้น้ำท่วมมาถึง กรุงเทพฯ หรืว่าหากแผ่นดินใหวในทะเล จะเกิดเคลื่อนสึนามิ ฝั่งอ่าวไทยหรืออันดามัน

   แน่นอนการทำนายของนักวิชาการจะมาจากพื้นฐ่านของความเป็นไปได้  หากว่าเกิดขึ้นจะเกิดผลกระทบแค่ใหน แต่ว่าพวกนักธุรกิจหรือว่านักลงทุนเขาไม่อยากได้ยิน เพราะจะส่งผลต่อธุรกิจของพวกเขาเองทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ว่าข้อมูลเหล่านี้หากเข้าหูประชาชนเขาได้ประโยชน์แน่นอน รู้ว่าหากเกิดเหตุการณืแบบนี้ขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้นและควรจะเตรียมความพร้อมอย่างไร

  รัฐบาลก็ควรมี่จะออกมาสนับสนุนหรือว่าเตรียมความพร้อมของประชาชนไม่ใช่ออกมาโต้แย้งพร้อมๆกับเอกชน ว่าไม่เป็นความจริงเป็นไปไม่ได้ อะไรพวกนี้ ซึ่งกลับกลายเป็นข้อสงสัยต่อประชาชนว่าแล้วที่จริงแล้วควรจะทำเช่นไร

   ในปัจจุบันนี้อะไรมันก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด ตามหลักวิชาการปัจจัยความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเมือง เมื่อก่อนแทบจะไม่เกิด แต่ว่าปัจจุบันนี้ ปัจจัยความเสียงจากภัยธรรมชาติและการเมือง ต้องนำมาเป็นหัวข้อหลักในการพิจารณาในการทำธุรกิจหรือว่านิติกรรมต่างไปแล้วไม่เชื่อลองไปถามพวกประกันภัยสิ หรือว่าพวกสถาบันการเงินต่างๆ

   เพราะฉนั้นการเปิดเผยข้อมูลและการยอมรับความเป็นจริง และสื่อให้ประชาชนรู้ใว้ก่อนน่าจะดีกว่า ไม่ใช่รัฐบาลไปเข้าข้างนักธุรกิจ กลัวจีดีพีจะหดหาย กลัวคนเขาจะไม่เข้ามาลงทุน กลัวคนเขาจะย้ายฐานการผลิต จนลืมชีวิตของประชาชนตัวเองไปนะครับ

ขอบคุณภาพจากhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=333936

    

โดย ณสยาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net