วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระพุทธรูปทรงเทริดมโนราห์ แห่งเดียวของไทย ที่ วัดภูเขาทอง จ. ตรัง (1)


พระพุทธรูปทรงเทริดมโนราห์ แห่งเดียวของไทย

ที่วัดภูเขาทอง จ. ตรัง (1)

       

 

        ตอน 1. เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555..ที่ผ่านมา..ทันทีที่รู้สึกตัวตื่น ฉันเด้งต้วผลุงลุกขึ้นจากที่นอน มองนาฬิกา

         “ตายละวา หกโมงครึ่ง.. สายแล้ว” 

         วันนี้ฉันมีนัดกับคุณสามีว่าจะบินไป จ. สุราษฏร์ธานี เพื่อเยี่ยมญาติของสามีที่เข้าโรงพยาบาล ..เมื่อคืนฉันเล่นคอนเสิร์ตอยู่ที่ร้านโอยัวะริมน้ำร้องเพลง “กลับดึก.. บ้านอยู่ลึกในซอยเปลี่ยว” ดึกไปหน่อยเท่านั้นเอง

        สามีอาบน้ำเสร็จแล้วตีหน้าขรึม ฉันรีบวิ่งเข้าห้องน้ำอาบน้ำแต่งตัวเสร็จภายใน 15 นาที อันเป็นความสามารถเฉพาะตัว

        เจ็ดโมงเช้า ฉันดักแท็กซี่หน้าปากซอยแล้วขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังรถแท็กซี่..หลับต่อ

                ราว 7.45 น. เราก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ทริปนี้ไปเช้า เย็นกลับ สามีเป็นสปอนเซอร์ค่าตั๋วเครื่องบิน ปกติฉันไม่ชอบเดินทางโดยเครื่องบินสักเท่าไหร่หากไม่จำเป็น

สนามบินสุวรรณภูมิ ..วันเสาร์นี้..คลาคล่ำไปด้วยผู้โดยสารทั้งไทย

และเทศราวกับอยู่ขนส่งหมอชิตหน้าเทศกาลสงกรานต์ก็มิปาน..พุ่งไปซื้อตั๋วก่อน เราสอบถามราคาของสายการบินนกแอร์ คนละ 2,300 บาท ออกเวลา 11.00 น. เรารีบเดินไปดูตั๋วการบินไทย ราคา 2,900 บาท แต่ออกเวลา 10.00 โมง..เราเลือกการบินไทยเพราะจะได้เดินทางเร็วขึ้น เวลามีค่า

สามีบอกว่า

        “เนี่ยหากจองการบินไทยเมื่อวันพฤหัสบดีจากที่ทำงาน จะได้ราคา fixed flight  แค่ 2,400 บาทเอง”

        เพิ่งจะ 8.00 น. เรามีเวลาที่จะเดินไปหาอะไรทานที่ฟูดเซ็นเตอร์ชั้นใต้ดิน ฉันเลือกข้าวสวยกับต้มเครื่องในเลือดหมูเป็นอาหารเช้า..ฉันสบายท้องแล้วหละสำหรับการเดินทาง..เราขึ้นเครื่องเวลา 9.30 น. พอ 10.00 น.เครื่องบินถอนสมอยกล้อออกจากรันเวย์..รัดเข็มขัดแล้ว..ฉันก็หลับต่อ

        สักครู่..พลันที่ได้ยินกัปตันประกาศว่า

 “ขณะนี้เรากำลังบินอยู่เหนืออ่าวประจวบคีรีขันธ์ และจะนำเครื่องลงสนามบินสุราษฎร์ภายในอีกครึ่งชั่วโมง” ฉันเลิกคิดที่จะงีบหลับ สมองต่อมเที่ยวทำงานทันที...

 “เอ..ถึงสุราษฏร์แล้ว เราไม่กลับกรุงเทพฯ เย็นนี้ นั่งรถต่อไปตรังดีกว่า ฮิๆ ..พรุ่งนี้ไปเที่ยววัดภูเขาทอง.. อยากไปดูพระพุทธรูปสวมเทริดมโนราห์..ค่อยกลับกรุงเทพฯ วันอาทิตย์ ให้สามีกลับไปคนเดียว ฮิๆ” ฉันคิดกลางอากาศ...เป็นเวลาเดียวกันกับที่แอร์โอสเตสสาวสวยเข็นรถมาเสริฟแซนวิชและน้ำส้มพอดี....

 

        ตอน 2...สนามบินสุราษฏร์ฯ ..นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันบินมาลงสนามบินสุราษฏร์..อ้อ..ฉันเคยบินไปลงเกาะสมุยครั้งหนึ่ง..มีรถลิมมูซีนเป็นมินิบัส 20 ที่นั่ง บริการนำผู้โดยสารเข้าเมือง ราคา 100 บาท แล้วไปส่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ อ. ดอนสัก เพื่อลงเรือเฟอร์รีไปเกาะสมุย

        ฉันกับสามีซื้อตั๋วแล้วขึ้นไปนั่งบนรถเป็นคู่แรกด้านแถวหน้า หลังคนขับอย่างรวดเร็วเพราะเราไม่มีสัมภาระอะไร ขณะที่ผู้โดยสารที่เหลือเป็นฝรั่งทั้งหมด กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกยกมาวางตรงหน้าที่เรานั่งหลายใบ คนขับซึ่งเป็นทั้งคนยกกระเป๋ามาจัดวางบอกให้เราย้ายที่นั่งไปนั่งตัวอื่น

        ขณะที่คนขับกำลังจัดกระเป๋าใบโตๆ หนักๆ ..ผู้หญิงคนขายตั๋วในอาคารสนามบินที่เราซื้อเมื่อครู่ออกมานับผู้โดยสาร..ฝรั่งหนุ่มคนหนึ่ง เดินมาจากเบาะแถวหลัง หน้าตาดูกังวล บอกกับหญิงขายตั๋วว่า

         “Can I go inside the airport? I forget something.”

         “No time” หญิงคนนั้นตอบห้วนๆ ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนตวาด ราวกับว่าเธอโกรธใครมา

        ฉันเห็นสีหน้าหนุ่มฝรั่งคนนั้นจ๋อยไปทันที..ฉันนึกในใจหากเป็นฉันเดินทางมาเที่ยวต่างถิ่น แล้วเกิดลืมของบางอย่างเอาไว้ในห้องน้ำ อยากจะเดินไปดูให้แน่ใจว่ายังอยู่ไหม ..แต่ไปดูไม่ได้ ก็คงหมดสนุกตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว..

        ฉันเห็นคนขับรถยังสาละวนกับการจัดกระเป๋าให้เข้าที่ ฉันจึงลุกขึ้นแล้วตะโกนไปยังหนุ่มน้อยคนนั้นที่อยู่เบาะแถวหลังรถว่า

        “Excuse me, would you like to go and have a look, please go, we will wait for you”.

          หนุ่มฝรั่งคนนั้นรีบวิ่งลงจากรถกลับเข้าไปในสนามบิน สักครู่เดียวก็วิ่งกลับออกมา จากสีหน้าก็บอกได้ว่า “ไม่พบ” โอว..ช่างแย่จริงๆ ..ฉันเคยทำแว่นกันแดดราคาแพงหล่นขณะที่นั่งก้มกราบพระ ที่วัดพม่าในเมืองเมียวดี มีคนพม่านั่งสวดมนต์อยู่คนหนึ่ง..พอเดินออกจากโบสถ์ไม่ถึงห้านาทีกลับมา ก็หาไม่พบแล้ว..ฉันเข้าใจความรู้ของหนุ่มฝรั่งคนนี้ว่า..คงจะไม่ต่างจากฉัน

 (ระยะทางจากสนามบินตลอดทางเราเห็นป้ายเป็นระยะ..เขียนว่า..เราชาวสุราษฏร์ รักและเทิดทูนในหลวง..We, Suratthanians, love The King"...เห็นแล้วชื่นใจมาก)

        รถมินิบัสนำเราเข้าเมือง..เราลงตรงปากทางเข้า บขส. แล้วเดิน..อากาศยามเที่ยงในเมืองสุราษฎร์ร้อนมาก

“ทำไมเมืองหอยใหญ่ ไข่เค็ม ถึงได้ร้อนขนาดนี้ ต้นไม้ใหญ่ริมฟุตบาทก็ไม่มีปลูกสักต้น ถนนก็ออกกว้างใหญ่ มีแต่อาคารตึกสองชั้น ไม่เหมือนในเมืองคอน (นครศรีธรรมราช) ยังมีต้นไม้ใหญ่เยอะกว่าอีก และเมืองตรังบ้านเหร่าก็ต้นไม้เยอะกว่าที่นี่” ฉันบ่นกับสามี ..ในสภาวะโลกร้อนเช่นนี้ ฉันมักจะสังเกตดูการปลูกต้นไม้ในเมืองของทุกจังหวัดที่ไปเที่ยวเสมอ

 

ตอน 3. เสร็จธุระเยี่ยมผู้ป่วยดังที่เราตั้งใจ..จากนั้น..เวลา 16.30 น.  ฉันขึ้นรถตู้สาย สุราษฎร์ – ตรัง ราคาตั๋ว 160 บาท มุ่งไปตรัง ขณะที่สามีรอรถทัวร์ขึ้นกรุงเทพฯ ตอนสองทุ่ม

ราว 17.45 น. รถตู้วิ่งมาถึง อ. ทุ่งสง ฉันดีใจมากเพราะจากทุ่งสงอีก 70 กิโลเมตร ก็จะถึงบ้านภายในเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง ไม่ทันค่ำมืด..พอผ่าน โรงปูนซีเมนต์ไทย SCG อ. ที่วัง..รถตู้เลี้ยวกลับมาทุ่งสงอีก ..อ้าว อะไรกันเนี่ย..

“แวะเติมแก๊สสักครู่นะครับ เชิญลงจากรถก่อนนะครับ” คนขับบอก ฉันเห็นรถรอเข้าคิวเติมแก๊สยาวหลายคัน จึงออกมายืนยืดแข้งยืดขากลางลานปูนซีเม็นต์ของปั๊มน้ำมัน..มองไปยังเทือกเขาที่ทอดยาวเป็นแนวอยู่หลังโรงงานปูนซีเมนต์ ..เบื้องหลังของฉัน..พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฉันพูดกับชายแปลกหน้าที่ร่วมเดินทางคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ

“ดูภูเขานั้นสิ มันเป็นภาพลวงตาทั้งนั้น ภายในภูเขามันกลวงหมดแล้ว ที่เราเห็นต้นไม้เขียวสวย นั่นเป็นแค่เพียงเปลือกนอกหลอกตา เท่านั้น เขาขุดทะลวงเจาะคว้านเอาหินหมดแล้ว เหมือนภูเขาที่สระบุรี” ฉันบอกกับชายคนนั้น เพราะโรงงานปูนซีเมนต์ที่ อ. ที่วัง แห่งนี้ ฉันเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ จนบัดนี้ก็ยังผลิตปูนซีเมนต์ทุกวัน..เขาเห็นด้วยและพูดถึงฝุ่นละเอียดที่พัดมายังจุดที่เรายืนอยู่

จากนั้นเราก็คุยกันเรื่องก๊าซ NGV วันนั้น..ราคา 10.50 บาท ฉันมองที่ป้ายสูงบอกราคาหน้าปั๊ม

“วันก่อนเพิ่งไปดูท่อส่งก๊าซ NGV ของบริษัท ปตท. ที่ชายแดนไทยพม่า ที่ อ. ทองผาภูมิ เมืองกาญจน์..เขาส่งผ่านทางท่อยาว 50 เมตร จากในป่าทองผาภูมิไปที่โรงไฟฟ้าราชบุรี” ฉันเล่าให้ชายคนนั้นฟัง

“แต่กาซ NGV ที่นี่มาจากบ่อก๊าซ ที่จะนะ” ชายคนนั้นบอกแล้วชี้ให้ฉันดูรถขนก๊าซที่เหมือนรถสิบล้อบรรทุกถังก๊าซกลมๆ ใหญ่ๆ สีขาว จอดเรียงแถวเต็มในปั๊มแห่งนี้ การคุยกับชายคนนั้น ทำให้ฉันได้รู้ว่าทางภาคใต้มีแหล่งขุดเจาะก๊าซอีกแห่ง คือ ที่ อำเภอจะนะ จ. สงขลา..นอกเหนือจากที่ อ .ทองผาภูมิ และที่ในอ่าวไทย...รถตู้เติมก๊าซเสร็จพอดี เราขึ้นรถเดินทางต่อ..สองข้างทางมืดมองอะไรไม่เห็นแล้ว

เวลา 19.30 น. ฉันลงจากรถตู้ที่หอนาฬิกาหน้าเทศบาลนครตรัง

ฉันนั่งรอน้อง “ก้อย” มารับไปกินข้าวที่ อ. นาโยง ซึ่งคืนนี้มีงาน “อาหารดี ศรีนาโยง” เรากินปลานิลสดเผา  เนื้อหวานอร่อยมาก กับขนมข้าวเกรียบปากหม้อ หมี่ผัดกะทิ ตามด้วยสตรอเบอร์รีสดปั่น..สดชื่น ท่ามกลางเสียงดนตรีและการแสดงของเด็กนักเรียนบนเวที..คืนนี้จะมีนักร้องขวัญใจฉัน “แช่ม แช่มรัมย์” ..กรุณา ฟัง ฟัง ให้ มันจบ จบ..ได้ไหม..

ราวห้าทุ่ม..ฉันเข้านอนด้วยความง่วงมาก ก่อนหลับ..ฉันได้ยินเสียงนกตบยุงร้องมาจากราวป่าหน้าบ้าน ..ฉันยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้ยินนกตบยุงของฉันยังมาร้องให้ฉันฟังอยู่..

                         *******

เอ็นทรีนี้ อาจจะยาวนิด นะคะ...(กรุณาอ่านเรื่องนี้ให้จบ.. จบ ..ได้ไหม ฮิๆ)..เอ็นทรีหน้า... ไปเที่ยวกับเจ้าหญิง ที่วัดภูเขาทอง ยลพระพุทธรูปทรงเทริดมโนราห์  ..บอกได้คำเดียวว่า..คุณต้องไปเที่ยว ให้เห็นกับตาตนเอง...นะ พี่น้อง เหอ...ตามมาค่ะ

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net